หูตึงมากกับเครื่องช่วยฟัง

 

 

หูตึงมาก หรือหูเสียมาก ควรเลือกเครื่องช่วยฟังแบบใด?”

เครื่องช่วยฟังที่ท่านใช้อยู่ เหมาะกับการได้ยินของท่านแล้วหรือไม่?

 

 

เคยสงสัยหรือไม่ว่า…

หูตึงมาก หรือหูเสียมาก ต้องใช้เครื่องช่วยฟังแบบไหน?

หูตึงมาก หรือหูเสียมาก คือการได้ยินในระดับใด?

 

 

หูตึงมาก/หูเสียมาก – หูตึงรุนแรง/หูเสียรุนแรง


  • หูตึงมาก / หูเสียมาก  หมายถึง ผู้ที่สูญเสียการได้ยินในระดับค่อนข้างรุนแรง ตั้งแต่ 56 – 70 เดซิเบล  (ต้องพูดเสียงดังมาก จำเป็นต้องใส่เครื่องช่วยฟังตลอดเวลา)
  • หูตึงรุนแรง / หูเสียรุนแรง  หมายถึง ผู้ที่สูญเสียการได้ยินในระดับรุนแรง ตั้งแต่ 71 – 90 เดซิเบล  (ต้องตะโกนเสียงดัง แม้ใส่เครื่องช่วยฟังก็จะได้ยินไม่ชัด)

หมายเหตุ : กรณีสูญเสียการได้ยินในระดับ 80 เดซิเบลขึ้นไป ทั้งสองข้าง โปรดพิจารณา การผ่าตัดประสาทหูเทียม

 

 

Leox เครื่องช่วยฟัง กำลังขยายสูงดังนั้น สำหรับผู้ที่หูตึงมาก/หูเสียมาก ไปจนถึง หูตึงรุนแรง/หูเสียรุนแรง เครื่องช่วยฟังที่เหมาะกับการได้ยินจะต้องเป็น เครื่องช่วยฟังแบบกำลังขยายสูง (High Power) ที่สามารถรองรับการขยายเสียงในระดับความดัง ตั้งแต่ 56 เดซิเบลขึ้นไป เพื่อให้พอดีกับการได้ยินและเพื่อให้ได้ประโยชน์จากการใส่เครื่องช่วยฟังมากที่สุด

 

 

ทั้งนี้ การขยายของเสียงที่ไม่พอดีกับการได้ยิน มากไปหรือน้อยไป และต้องใส่เครื่องเป็นระยะเวลานานๆ อาจทำให้ประสาทหูเสื่อมเพิ่มขึ้นหรือเร็วขึ้น

 

 


หากท่านเป็นบุคคลหนึ่งที่ยังไม่เคยใส่เครื่องช่วยฟังมาก่อน หรือเคยซื้อเครื่องช่วยฟังมาใส่เองแบบไม่เคยตรวจการได้ยิน ท่านอาจจะพบปัญหาในการใส่เครื่อง เช่น ใส่แล้วเสียงดังเกินไป ใส่แล้วมีเสียงหวีด เสียงรบกวน ก่อให้เกิดความรำคาญ ใส่แล้วไม่พอดีกับช่องหู ทำให้มีเสียงหวีดรบกวนระหว่างการสนทนา เกิดความไม่มั่นใจหรือรบกวนการสนทนาได้

 

 


ปรึกษาการเลือกเครื่องช่วยฟัง บริการตรวจการได้ยิน ทดลองเครื่องช่วยฟังคุณภาพสูง

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
Facebook : @hearingchiangmai
Line : @hearingchiangmai

ขี้หู กับเครื่องช่วยฟัง

 

“เคยสังเกตหรือไม่…ใส่เครื่องช่วยฟังไปสักระยะหนึ่งแล้วรู้สึกว่าเสียงของเครื่องช่วยฟังไม่ชัดแจ๋วเหมือนเดิม ใส่แล้วเสียงเบา เสียงอู้อี้ เสียงผิดเพี้ยนไป”

 

 

ขี้หู อุปสรรคหนึ่งของผู้สวมใส่เครื่องช่วยฟัง


ขี้หู พิมพ์หู และ เครื่องช่วยฟัง

ลองหยิบเครื่องช่วยฟังของท่าน! แล้วสำรวจดูว่า…

บริเวณพิมพ์หู  จุกยางนำเสียงสำเร็จรูป หรือช่องระบายอากาศของเครื่องช่วยฟังแบบในช่องหูของท่าน มี “ขี้หู” อุดตัน เกาะติดบริเวณพิมพ์หู ท่อหรือช่องนำเสียง หรือไม่?

 

 

นอกจากขี้หูแล้ว ยังมีสิ่งสกปรกอื่นๆ อย่างเช่น ของเหลว หยดน้ำ และความชื้น ที่สามารถเข้าไปอุดตัน เกาะติดบริเวณท่อนำเสียง และทำให้การรับเสียงจากเครื่องช่วยฟังผิดเพี้ยนไปได้เช่นกัน

 

ขี้หู และ พิมพ์หู

กรณีเครื่องช่วยฟังที่ใช้กับพิมพ์หู หรือจุกยางนำเสียงสำเร็จรูป ท่านสามารถดึงท่อนำเสียงออกจากข้อต่อเครื่องช่วยฟัง เพื่อนำพิมพ์หูมาล้างทำความสะอาดได้ หรือกรณีที่สิ่งสกปรกติดแน่นไม่สามารถเอาออกได้ แนะนำให้ใช้ เส้นไหมอนามัย (Hygiene Threads) ช่วยในการทำความสะอาดร่วมด้วย เพื่อสุขอนามัยของช่องหูและการรับฟังเสียงที่ดียิ่งขึ้น

 

 

แนะนำ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องช่วยฟังด้วยตัวเอง

เส้นไหมอนามัย (Hygiene Threads)


 

ผลิตภัณฑ์เส้นไหมอนามัย จะช่วยลดการสะสมของแบคทีเรีย ทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่เกาะติด หรืออุดตันการนำเสียง ทำให้เสียงไม่สามารถผ่านเข้าสู่เครื่องช่วยฟังได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้การได้ยินเสียงขาดๆ หายๆ เสียงผิดเพี้ยน หรือไม่ได้ยินเสียงได้

 

 

ไหมอนามัย hygiene-thread


บริการทำความสะอาดเครื่องช่วยฟัง สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลเครื่องช่วยฟัง

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
Facebook : @hearingchiangmai
Line : @hearingchiangmai

ดูแลเครื่องช่วยฟัง

 

“การสวมใส่เครื่องช่วยฟัง เป็นการช่วยเติมเต็มความถี่เสียงที่เราบกพร่องหรือสูญเสียไป ให้กลับมาได้ยิน และสามารถพูดคุยสื่อสารกับคนรอบข้าง ดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข”

 

 

เครื่องช่วยฟังที่เราสวมใส่ในทุกๆ วัน และใช้งานเกือบตลอดทั้งวันนั้น ย่อมต้องการการดูแลรักษา เนื่องจากภายในตัวเครื่องช่วยฟังประกอบไปด้วยแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กและสายไฟ เมื่อเราสวมใส่ไปนานๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีเหงื่อเยอะด้วยแล้วนั้น มีโอกาสที่จะเกิดความชื้นสะสมอยู่ภายในเครื่องช่วยฟังได้

 

 

“ความชื้น เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เครื่องช่วยฟังมีอาการติดๆ ดับๆ เสียงขาดๆ หายๆ เสียงมาไม่สม่ำเสมอ เสียงผิดเพี้ยนไปจากเดิม จนท้ายสุดเครื่องช่วยฟังเงียบ ไม่ทำงาน และเครื่องเสียในที่สุด”

 

 

Dry bag-dessicantทั้งนี้นอกจากแบตเตอรี่เครื่องช่วยฟังที่จำเป็นจะต้องใช้แล้ว ยังมีอุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ดูแลเครื่องช่วยฟังอื่นๆ ที่ควรใช้ควบคู่กับเครื่องช่วยฟัง เพื่อการดูแลรักษาเครื่องและถนอมเครื่องช่วยฟังให้ใช้งานไปได้นานๆ อาทิเช่น ผลิตภัณฑ์ป้องกันความชื้น อย่าง DRY BAG สารดูดความชื้นสำหรับเครื่องช่วยฟัง สารดูดความชื้นนี้จะทำหน้าที่ ดูดซับความชื้นออกจากตัวเครื่อง หลังจากการเลิกใช้งาน หรือช่วงเวลากลางคืนที่นอนหลับพักผ่อน ควรเก็บเครื่องช่วยฟังไว้ในกล่องที่บรรจุด้วยสารดูดความชื้น

 

 

Dry & Store เครื่องอบไล่ความชื้น เครื่องช่วยฟังหรือสำหรับผู้ที่มีเหงื่อเยอะ และสารดูดความชื้นอาจไม่เพียงพอต่อการดูดความชื้นออกจากตัวเครื่องเพียงชั่วข้ามคืน แนะนำเป็นอุปกรณ์ เครื่องอบไล่ความชื้นสำหรับเครื่องช่วยฟัง DRY & STORE ที่มีพัดลมระบายอากาศทำงานร่วมกับก้อนดูดความชื้น เพื่อการไล่ความชื้นออกจากเครื่องช่วยฟังได้อย่างสมบูรณ์ พร้อมทั้งฆ่าเชื้อโรค แบคทีเรีย ลดการอักเสบในช่องหู เพื่อสุขอนามัยที่ดีของช่องหู

 

 

 

 

Dry-&-Store-Global-II-เครื่องอบไล่ความชื้น

อบไล่ความชื้นเครื่องช่วยฟังตลอดทั้งคืน พร้อมตื่นเช้ามารับฟังเสียงที่ใสแจ๋วกับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของเครื่องช่วยฟัง

 

 

 

“เพื่อประสิทธิภาพการทำงานของเครื่อง และสุขอนามัยช่องหูของท่าน แนะนำให้นำเครื่องช่วยฟังเข้ารับบริการตรวจเช็คทำความสะอาด ณ ศูนย์บริการฯ ของท่านตามกำหนด”

 

 


นัดหมายบริการทำความสะอาดเครื่องช่วยฟัง สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลเครื่องช่วยฟัง

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
Facebook : @hearingchiangmai
Line : @hearingchiangmai

Care Product Hearing Aid ทำความสะอาดเครื่องช่วยฟัง
Care Product-Hearing-Aid กล่องเก็บเครื่องช่วยฟัง
เครื่องอบไล่ความชื้น-เครื่องช่วยฟัง-Dry-and-store

ความชื้น (Humidity) ตัวการสำคัญที่ทำให้เครื่องช่วยฟังมีปัญหา เครื่องทำงานไม่ปกติ เครื่องติดๆ ดับๆ และท้ายสุดคือ เครื่องช่วยฟังเงียบ ไม่ทำงาน

 

 

อีกหนึ่งวิธีการดูแลเครื่องช่วยฟังให้ปราศจากความชื้น ด้วยเครื่องอบไล่ความชื้นคุณภาพสูง Dry and Store จากประเทศสหรัฐอเมริกา ผลิตภัณฑ์เดียวที่รวม 3 คุณสมบัติเด่นไว้ในเครื่องเดียว

 

 

3 คุณสมบัติเด่น

เครื่องอบไล่ความชื้น Dry and Store


 

เครื่องอบไล่ความชื้นเด่นที่ 1 ควบคุมการทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ

  • มีความแม่นยำในการควบคุมอุณหภูมิ
  • อุณหภูมิในการทำงานของเครื่องที่ใกล้เคียงกับอุณหภูมิของร่างกาย จึงไม่เป็นอันตรายต่อเครื่องช่วยฟัง และอุปกรณ์
  • ใช้พลังงานต่ำ สามารถอบเครื่องช่วยฟังทิ้งไว้เพื่อไล่ความชื้น หรือเหงื่อที่สะสมภายในเครื่องได้ตลอดทั้งคืน
  • ปลอดภัยในการใช้งาน เมื่อครบ 8 ชั่วโมง เครื่องจะหยุดทำงานอัตโนมัติ และเมื่อเปิดฝาเครื่อง เครื่องจะหยุดทำงานทันที

 

 


เด่นที่ 2 หลอดอัลตราไวโอเลต (UV-C) ระดับความยาวคลื่น 254 นาโนเมตร

เครื่องอบไล่ความชื้น

  • ระดับความยาวคลื่นที่ส่งผลในการฆ่าเชื้อ ได้ถึง 99.9% เช่น แบคทีเรีย ยีสต์ เชื้อรา จุลินทรีย์ และไวรัสบนพื้นผิวของเครื่องช่วยฟังและพิมพ์หู สาเหตุของอาการคัน ระคายเคือง และการอักเสบภายในช่องหู
  • ควบคุมการทำงานด้วยระบบอัตโนมัติในการปล่อยพลังงานการฆ่าเชื้อ และระยะเวลาที่แสงอัลตราไวโอเลตส่องที่พื้นผิวอุปกรณ์
  • ได้รับการออกแบบกำหนดระยะห่างระหว่างหลอดกับพื้นผิวเครื่องช่วยฟังอย่างแม่นยำ เพื่อประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อสูงสุด

 

 


เด่นที่ 3 ก้อนดูดความชื้น Dry Brik หัวใจสำคัญของระบบการอบไล่ความชื้นที่สมบูรณ์ เครื่องอบไล่ความชิ้น dry and store

  • ก้อนดูดความชื้น เป็นสารดูดความชื้นที่มีโครงสร้างพิเศษ สามารถดูดความชื้นสัมพัทธ์ได้เป็นอย่างดี ทำหน้าที่ดูดโมเลกุลความชื้นจากเครื่องช่วยฟังเข้ามาเก็บสะสมไว้ในตัวก้อน
  • ช่วยทำให้ขี้หูที่ติดอยู่บริเวณพิมพ์หูและเครื่องช่วยฟังแห้ง และสามารถเช็ดทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น
  • มีคุณสมบัติดูดกลิ่นอับออกจากเครื่องช่วยฟัง

 

  • หมายเหตุ : เครื่องอบเครื่องช่วยฟังทั่วไป ไม่มีก้อนดูดความชื้น ใช้หลักการทำงานความร้อนจากอุณหภูมิของเครื่องอบ เพื่อให้ความชื้นระเหยออกไป แต่ปริมาณความชื้นยังคงหมุนเวียนอยู่ภายในเครื่องอบนั้น ทั้งนี้อาจต้องใช้ระยะเวลาอบที่ยาวนานขึ้น เพื่อการอบเครื่องช่วยฟังได้อย่างสมบูรณ์

 

 


 

บริการทำความสะอาดเครื่องช่วยฟัง อบเครื่องไล่ความชื้น อบเครื่องฆ่าเชื้อ หรือ สั่งซื้อสินค้า “เครื่องอบไล่ความชื้น Dry and Store”

เครื่องอบไล่ความชื้น

สอบถามผลิตภัณฑ์ป้องกันความชื้นและเครื่องอบไล่ความชื้น ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

 

โรคเกลียดเสียง Misophonia

 

เสียงนาฬิกาเดิน เสียงกดปากกา เสียงแป้นพิมพ์ หรือแม้กระทั่งเสียงเคี้ยว เสียงหายใจ

บางครั้งรวมถึงการเคลื่อนไหวซ้ำๆ เล็กๆ น้อยๆ ก็เป็นต้นเหตุ เช่น มีคนอยู่ไม่สุข นั่งกระดิกเท้า

 

ความดังของเสียง หรืออิริยาบถการเคลื่อนไหวแค่เล็กๆ น้อยๆ สามารถทำให้คุณรู้สึกโกรธ หงุดหงิด รำคาญ หรืออยากจะหนี อาการเหล่านี้เรียกว่า โรคเกลียดเสียง (Misophonia)

 

 

โรคเกลียดเสียง เกิดจากอะไร?


         โรคเกลียดเสียงหรือโรคไวต่อเสียงบางชนิด ถือเป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่ง ซึ่งมีเสียงเป็นสิ่งเร้า เป็นโรคที่ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของหูหรือการได้ยินแต่อย่างใด แต่เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากการทำงานของสมอง

         Dr.Sukhbinder Kumar นักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ ระบุว่า ในคนที่มีภาวะเกลียดเสียงนั้น สมองส่วนอินซูล่าซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างประสาทสัมผัสกับอารมณ์ จะทำงานหนักกว่าคนทั่วไปในขณะที่ได้ยินเสียง ส่งผลให้เกิดอารมณ์หงุดหงิด หรือวิตกกังวล หัวใจเต้นเร็ว และเหงื่อออกได้มากขึ้น ความผิดปกตินี้มีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง

Misophonia-child

 

จากสถิติพบว่า โรคเกลียดเสียงส่วนใหญ่มักพบในผู้หญิง ตั้งแต่อายุ 9 – 13 ปี จนเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะมีอาการถี่ขึ้น จนเริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

 

 

 

 

โรคเกลียดเสียง รักษาอย่างไร?


ในประเทศสหรัฐอเมริกามีการบำบัดผู้ที่มีอาการโดยจิตแพทย์ ด้วยการให้ผู้ป่วยระบายความอึดอัดในใจ และอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงการกำเนิดของเสียง จากนั้นจึงค่อยๆ ฝึกให้ผู้ป่วยปรับตัวอยู่ร่วมกับเสียงกระตุ้นเหล่านั้นได้โดยไม่รู้สึกรำคาญ หรือผสมผสานการบำบัดด้วยเสียงโดยนักโสตสัมผัสวิทยาและการให้คำปรึกษาแบบประคับประคอง

Misophonia-โรคเกลียดเสียง

หรือหากมีอาการที่ยังไม่รุนแรง อาจลองเริ่มจากการหลีกเลี่ยงเสียงกระตุ้นเหล่านั้น โดยการใส่หูฟัง หรือใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยฟังที่สร้างเสียงในหูที่คล้ายกับเสียงน้ำตก หรือเบี่ยงเบนความสนใจไปทำอย่างอื่น เช่น การพูดคุยกับเพื่อน การอ่านหนังสือ

 

 

แต่ถ้ารู้สึกว่าอาการเกลียดเสียงเริ่มจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรเข้ารับคำปรึกษาจากจิตแพทย์จะดีที่สุด

 

 

การรักษาอื่นๆ


การใช้ชีวิตประจำวันก็มีบทบาทด้วยเช่นกัน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับให้เพียงพอ และจัดการกับความเครียด การหลีกเลี่ยงเสียงรบกวน การอยู่ในพื้นที่เงียบสงบหรือจุดปลอดภัยในบ้านของคุณ โดยไม่มีใครส่งเสียงดังรบกวน

 

 

 


ยินดีให้คำปรึกษาปัญหาด้านการได้ยิน

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
เฟซบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
ไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

 

ขอบคุณข้อมูล : WebMD, Healthaddict, Gqthailand;ศรีสิทธิ์ วงศ์วรจรรย์
ไข้หูดับ ปีพ.ศ.2564

 

จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคไข้หูดับในประเทศไทย ฉบับที่ 21/2564 ประจำสัปดาห์ที่ 22 (วันที่ 30 พ.ค. – 5 มิ.ย. 64)

 

รายงานพบผู้ป่วยโรคไข้หูดับ 171 ราย

เสียชีวิต 11 ราย

 

กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงสุด คือ กลุ่มผู้สูงอายุและวัยทำงาน ได้แก่ อายุมากกว่า 65 ปี รองลงมาคือ อายุ 55 – 64 ปี และอายุ 45 – 54 ปี ตามลำดับ อาชีพที่พบผู้ป่วยส่วนใหญ่ คือ รับจ้าง รองลงมาคือ เกษตรกร ภาคที่พบผู้ป่วยมากที่สุดคือ ภาคเหนือ รองลงมา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรก คือ ลำปาง พะเยา อุตรดิตถ์ นครราชสีมา และสุโขทัย ตามลำดับ

 

 

พยากรณ์โรคและภัยสุขภาพ คาดว่าในช่วงนี้มีโอกาสจะพบผู้ป่วยโรคไข้หูดับเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมและวัฒนธรรมการรับประทานอาหาร โดยเฉพาะในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงขอเตือนให้ประชาชนระมัดระวังการป่วยด้วยโรคไข้หูดับ โรคไข้หูดับเกิดจาก เชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอกคัส ซูอิส (Streptococcus suis)

 

โรคไข้หูดับ สามารถติดต่อได้ 2 ทาง คือ


1. การบริโภคเนื้อหมู และเลือดหมูที่ปรุงแบบดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ

2. การสัมผัสกับหมูที่ติดเชื้อ ทั้งเนื้อหมู เครื่องใน และเลือดหมูที่เป็นโรค ติดต่อผ่านทางบาดแผล รอยถลอก และทางเยื่อบุตา

 

 

อาการหลังได้รับเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอกคัส ซูอิส หรือไข้หูดับ ในไม่กี่ชั่วโมง จนถึง 5 วัน


  • มีไข้สูง
  • ปวดศีรษะรุนแรง
  • เวียนศีรษะจนทรงตัวไม่ได้
  • อาเจียน
  • ถ่ายเหลว
  • คอแข็ง
  • สูญเสียการได้ยินถึงขั้นหูหนวกถาวร
  • ข้ออักเสบ
  • เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังติดเชื้อรุนแรง
  • ติดเชื้อในกระแสเลือดจนเสียชีวิตได้

 

กลุ่มเสี่ยงที่เมื่อได้รับเชื้อแล้วจะมีอาการรุนแรง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคพิษสุราเรื้อรัง ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไต มะเร็ง หัวใจ ผู้ที่เคยตัดม้ามออก เป็นต้น เนื่องจากร่างกายมีภูมิต้านทานโรคต่ำ

 

กรมควบคุมโรค แนะนำวิธีป้องกันโรคไข้หูดับ ดังนี้


  1. ควรรับประทานหมูที่ปรุงสุกเท่านั้น และเลือกซื้อเนื้อหมูที่ไม่มีกลิ่นคาวหรือสีคล้ำ ล้างมือด้วยน้ำสบู่ทุกครั้งหลังสัมผัส หากรับประทานอาหารปิ้งย่าง ขอให้ทำให้สุกก่อนเสมอ และแยกอุปกรณ์ที่ใช้หยิบเนื้อหมูสุกและดิบ
  2. ผู้ที่สัมผัสกับหมู โดยเฉพาะผู้เลี้ยงหมู ผู้ที่ทำงานในโรงฆ่าสัตว์ ผู้ที่ชำแหละเนื้อหมู สัตวบาล สัตวแพทย์ ควรสวมใส่เสื้อและกางเกงที่ปกปิดมิดชิด ใส่รองเท้าและ ถุงมือทุกครั้งเมื่อเข้าไปทำงานในคอกสุกร หลีกเลี่ยงการจับซากสุกรที่ตายด้วยมือเปล่า ล้างมือหลังสัมผัสกับหมูทุกครั้ง หากมีบาดแผลต้องปิดแผลให้มิดชิด  และผู้จำหน่าย ควรจำหน่ายเนื้อหมูที่มาจากโรงฆ่าสัตว์ที่ได้มาตรฐาน ทำความสะอาดแผงด้วยนํ้ายาฆ่าเชื้อทุกวันหลังเลิกขาย และเก็บเนื้อหมูที่จะขายในอุณหภูมิที่ตํ่ากว่า 10°C

 

ทั้งนี้ หากมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะอย่างรุนแรง เวียนศีรษะจนทรงตัวไม่ได้ อาเจียน คอแข็ง หูหนวก ท้องเสีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หลังสัมผัสหมูที่ป่วยหรือรับประทานอาหารที่ปรุงมาจากเนื้อหมูไม่สุก ให้รีบไปพบแพทย์ทันทีและแจ้งประวัติการรับประทานหมูดิบให้แพทย์ทราบ เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยลดอัตราการหูหนวกและการเสียชีวิตได้

 

ข้อมูล : สายด่วนกรมควบคุมโรค สอบถามเพิ่มเติมได้ โทร. 1422

 

 

 


เราพร้อมให้คำปรึกษาปัญหาการได้ยิน หูหนวก หูดับ

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
เฟซบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
ไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai