ประกาศรางวัล
ท่อยูสเตเชียน กับอาการเสียงดังในหู

 

ท่อยูสเตเชียน (Eustachian Tube) คืออะไร


ท่อยูสเตเชียนเป็นท่อทางเดินขนาดเล็กและแคบ ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างหูชั้นกลาง และโพรงหลังจมูก เมื่อใดก็ตามที่กลืน หาว หรือจาม ท่อยูสเตเชียนนี้จะเปิดออก วิธีนี้จะป้องกันไม่ให้ของเหลวและความดันอากาศถูกสร้างขึ้นภายในหู


 

ความสำคัญของท่อยูสเตเชียน

ท่อยูสเตเชียน ทำหน้าที่ช่วยปรับความดันของหูชั้นกลางให้เท่ากับบรรยากาศภายนอก เมื่อใดที่ท่อยูสเตเชียนทำงานผิดปกติ จะทำให้เกิดอาการหูอื้อ ปวดหู มีเสียงดังในหู หรือเวียนศีรษะบ้านหมุนได้

 

 

สาเหตุที่ท่อยูสเตเชียนทำงานผิดปกติ


ความผิดปกติของท่อยูสเตเชียน มักเกิดจากการอักเสบของท่อ ทำให้เมือกและของเหลวถูกสร้างขึ้น อย่างไรก็ตามการสะสมของของเหลวอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อหวัดไข้หวัด ภูมิแพ้ หรือไซนัส

และรวมถึงการเปลี่ยนแปลงระดับความกดดันบรรยากาศอย่างรวดเร็ว เช่น ขึ้น-ลงลิฟท์ เร็วๆ เครื่องบินขึ้น-ลงเร็ว ดำน้ำโดยลดระดับเร็วเกินไป หรือแม้กระทั่งการเดินทางขึ้นภูเขา ทำให้เกิดอาการหูอื้อ ปวดหู มีเสียงดังในหู หรือเวียนศีรษะบ้านหมุน

 

วิธีการรักษา


  1. รับประทานยา ;- ยาแก้แพ้ (Anti-histamine, ยาหดหลอดเลือด (Oral decongestant  เช่น Pseudoephedrine) หรือ พ่นจมูกด้วยยาหดหลอดเลือด (Topical decongestant เช่น Ephedrine, Oxymetazoline) อาจร่วมกับการล้างจมูก
  2. ควรทำให้ท่อยูสเตเชียนทำงาน เปิด-ปิด ตลอดเวลา ;- เคี้ยวหมากฝรั่ง เพื่อให้มีการกลืนน้ำลายบ่อยๆ การทำ Toynbee maneuver  การทำ Valsalva maneuver
  1. กรณีทำ 2 วิธีดังกล่าวข้างต้น แล้วอาการไม่ดีขึ้น แพทย์อาจรักษาโดยวิธีผ่าตัด คือการเจาะเยื่อบุแก้วหู (myringotomy) เพื่อปรับความดันของหูชั้นกลางให้เท่ากับบรรยากาศภายนอก และระบายของเหลวภายในหูชั้นกลาง (ถ้ามี) ในผู้ป่วยบางราย อาจต้องใส่ท่อ (myringotomy tube) คาไว้ที่เยื่อบุแก้วหู
  2. ควรป้องกันตนเองไม่ให้เป็นหวัด โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายลดลง เช่น เครียด วิตก กังวล พักผ่อนไม่เพียงพอ การสัมผัสอากาศที่เย็นมากเกินไป อากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หรือผู้ป่วยที่อาจแพร่เชื้อได้

 


หมายเหตุ ;-
    • การทำ Toynbee maneuver คือบีบจมูก 2 ข้าง และกลืนน้ำลาย 1 ครั้ง และเอามือที่บีบจมูกออก และกลืนน้ำลาย 1 ครั้ง 
    • การทำ Valsalva maneuver ซึ่งทำได้โดยให้ผู้ป่วยสูดหายใจเข้าเต็มที่ และเอามือบีบจมูกไว้ ปิดปาก แล้วเบ่งลมให้อากาศผ่านทางจมูกที่ปิด อากาศจะผ่านไปที่ท่อยูสเตเชียน เข้าสู่หูชั้นกลาง และเอามือที่บีบจมูกออก และกลืนน้ำลาย 1 ครั้ง ขณะที่เป็นหวัด หรือไซนัสอักเสบซึ่งมีการติดเชื้อในจมูก ไม่ควรทำวิธีนี้ เพราะจะทำให้เชื้อโรคในจมูก หรือไซนัส เข้าไปสู่หูชั้นกลางได้

 

 

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
Facebook: m.me/hearingchiangmai
Line: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai


ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
1. ผศ.นพ. ปารยะ อาศนะเสน; ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
2. londonhearing

 

4 ข้อควรรู้ ประสาทหูเสื่อมในวัยผู้สูงอายุ

วัยผู้สูงอายุเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สติปัญญาและสมอง ทุกอย่างจะเริ่มทำงานช้าลงในขณะที่อายุเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงการทำงานของประสาทการรับเสียงที่เริ่มเสื่อมลงด้วยเช่นกัน

 

4 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับประสาทหูเสื่อมในวัยผู้สูงอายุ มีดังนี้


1. ประสาทหูเสื่อมในวัยผู้สูงอายุ แบบค่อยเป็นค่อยไป

ในวัยผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นการสูญเสียความสามารถทางการได้ยินแบบค่อยเป็นค่อยไปในหูทั้งสองข้าง เป็นอาการที่เกิดได้ทั่วไปซึ่งสัมพันธ์กับอายุที่เพิ่มขึ้น และพบประมาณ 30 คน จาก 100 คนในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป บางคนจึงไม่รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในช่วงแรก และยังคงได้รับผลกระทบไม่มาก

 

 


 

2. ประสาทหูเสื่อมในวัยผู้สูงอายุ ส่งผลกระทบ “มากกว่าที่หู”

ผู้มีอาการประสาทหูเสื่อมตามอายุที่ไม่ได้ใส่เครื่องช่วยฟังมีแนวโน้มที่จะมีความรู้สึกหดหู่มากกว่าผู้ที่ประสาทหูเสื่อมที่ใส่เครื่องช่วยฟัง* เนื่องจากปัญหาการฟังและการสื่อสาร ทำให้อยากแยกตัวเองออกจากคนรอบข้าง ครอบครัว และเพื่อน ส่งผลให้เกิดความหดหู่ เศร้า และรู้สึกโดดเดี่ยว นอกจากนั้นความบกพร่องทางการได้ยินอาจนำไปสู่อันตรายแก่ร่างกายได้ เช่น ไม่ได้ยินเสียงรถที่กำลังวิ่งเข้ามาขณะเดินอยู่บนถนน

 


 

3. ประสาทหูเสื่อมในวัยผู้สูงอายุ มักมีปัญหาในการฟังเสียงสูง ได้ยินแต่จับคำพูดไม่ได้

อาการของผู้ที่มีประสาทหูเสื่อมตามอายุ โดยทั่วไปรู้สึกว่าได้ยินเสียงคนอื่นพูดพึมพำ มีปัญหาการได้ยินเสียงสูง เช่น เสียงนาฬิกาเดิน มีปัญหาการฟังและความเข้าใจในบทสนทนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่ที่มีเสียงรบกวนมาก ฟังเสียงผู้ชายง่ายกว่าเสียงผู้หญิง มีบางเสียงที่รู้สึกว่าดังมากเกินไปและน่ารำคาญ หรือ มีเสียงในหูข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง

ประสาทหูเสื่อมในผู้สูงอายุส่วนใหญ่แล้วจะส่งผลต่อการรับเสียงสูงจึงทำให้รู้สึกว่าได้ยินเสียงแต่จับคำพูดไม่ได้ ดังนั้นเรามักสังเกตว่าผู้สูงอายุยังคงพูดเสมอว่าได้ยินได้เห็นซึ่งจริงๆ แล้วคือการได้ยินแต่จับคำพูดไม่ได้ เนื่องจากเสียงบางเสียงผู้สูงอายุไม่สามารถได้ยิน

 


 

4. ประสาทหูเสื่อมในวัยผู้สูงอายุ เสื่อมตามอายุ ปัจจัยทางกรรมพันธุ์ และปัญหาทางด้านสุขภาพ

ประสาทหูเสื่อมตามอายุไม่สามารถป้องกันได้ ไม่สามารถรักษาให้หายได้ สาเหตุของประสาทหูเสื่อมในผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากการเสื่อมของเซลล์ขนรับเสียงในอวัยวะของหูชั้นใน ปัจจัยทางกรรมพันธุ์ อายุที่มากขึ้น ปัญหาทางสุขภาพ เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ผลข้างเคียงจากยา เช่น แอสไพริน ยาเคมีบำบัด และยาปฏิชีวนะบางตัว

 


 

สมองส่วนที่ทำหน้าที่ด้านการได้ยินต้องการเสียงเข้าไปกระตุ้น เพื่อให้คงสมรรถนะและประสิทธิภาพในการทำงานของประสาทการได้ยิน หากไม่มีเสียงเข้าไปกระตุ้น ประสิทธิภาพของสมองส่วนที่ทำหน้าที่ด้านการได้ยินจะเสื่อมถอยลง

 

การช่วยเหลือผู้ที่มีประสาทหูเสื่อมตามวัยด้วยเทคโนโลยีเครื่องช่วยฟังจะช่วยให้การได้ยินดีขึ้น แม้ผู้สูงอายุจำนวนมากมีความบกพร่องทางการได้ยิน แต่เป็นที่น่าเสียดายว่ายังได้รับการตรวจการได้ยินในอัตราน้อยกว่าที่เป็นอยู่

 

สำหรับผู้สุงอายุที่มีปัญหาได้ยิน แต่จับคำพูดไม่ได้ หรือผู้ที่สงสัยว่าจะมีอาการประสาทหูเสื่อม สามารถนัดหมายเข้ารับการตรวจช่องหูเพื่อดูสุขภาพของช่องหู ตรวจสมรรถภาพของหูชั้นกลาง และการตรวจการได้ยินเพื่อให้ทราบความบกพร่องในแต่ละความถี่ โดยนักแก้ไขการได้ยินได้ที่ ศูนย์บริการเครื่องช่วยฟังอินทิเม็กซ์ ทุกสาขา

 

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่ ยินดีให้บริการ
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟซบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
* https://www.nidcd.nih.gov/health/age-related-hearing-loss
** https://www.asha.org/uploadedFiles/AIS-Hearing-Loss-Age-Related.pdf
ช็อกโกแลตกับการได้ยิน

      อาหารแทบทุกชนิดล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของเรา ทุกคนรู้ว่านมดีต่อกระดูก และแครอทดีต่อสายตา แต่ใครจะรู้ว่าช็อกโกแลตดีสำหรับการได้ยิน

 


      ช็อกโกแลต (Chocolate) หนึ่งในผลิตผลที่มาจากเมล็ดโกโก้ อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระโพลีฟีนอลอย่างฟลาโวนอยด์ที่ช่วยปรับสมดุลความดันโลหิต เพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

       นอกจากนี้ในช็อกโกแลตยังมีสารเคมีที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง อย่างสารเซโรโทนิน โดพามีน ในการปรับสภาพอารมณ์และส่งผลต่อการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ช่วยลดภาวะอาการซึมเศร้าและความเครียดลงได้

 


ทีมนักวิจัย นำโดย Dr.Sang-Yeow Lee แพทย์หู คอ จมูก The Seoul National University Hospital ได้เผยแพร่งานวิจัยล่าสุด* ตีพิมพ์ในวารสาร Nutrients Journal เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2562 โดยเป็นการสำรวจของ Korean National Health and Nutrition Examination Survey กับประชากร 3,575 คน ที่มีอายุระหว่าง 40 – 64 ปี ในปี พ.ศ. 2555 – 2556 พบว่า…

“อัตราการเกิดความบกพร่องทางการได้ยิน ทั้งเกิดในหูข้างเดียวหรือเกิดในหูทั้งสองข้าง ของผู้ที่รับประทานช็อกโกแลตต่ำกว่า ผู้ที่ไม่ได้รับประทานช็อกโกแลตอย่างมีนัยสำคัญ”

 

งานวิจัยยังพบว่า การรับประทานช็อกโกแลตเป็นประจำ อาจช่วยป้องกันผู้ที่อยู่ในวัยกลางคนจากการเกิดความบกพร่องทางการได้ยินได้

 

       อย่างไรก็ตาม การบริโภคช็อกโกแลตควรบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน เป็นต้น

 

 

ด้วยความห่วงใย

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai


ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC6520725/
https://www.pobpad.com/
7 ข้อ เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ โควิด-19

            เมื่อทั้งโลกเปลี่ยนไปในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มาตรการรักษาระยะห่างทางสังคมที่ต้องการให้ผู้คนอยู่ห่างกัน ทำให้ร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ และธุรกิจหลายธุรกิจต้องปิดตัวลง เป็นสาเหตุให้เราต้องแยกตัวเอง หลีกเลี่ยงพาตัวเองออกจากที่ที่มีการรวมตัวของคนหมู่มาก รักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัย และเพื่อป้องกันการแพร่กระจายตัวของเชื้อไวรัสโควิด-19

 

สำหรับผู้ที่มีปัญหาทางการได้ยิน การรักษาสุขภาพการได้ยิน การดูแลรักษาเครื่องช่วยฟัง และอุปกรณ์ส่งเสริมการฟังที่เชื่อมต่อแบบไร้สายต่างๆ ให้ยังคงใช้งานได้ดีเต็มประสิทธิภาพ มีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกับความเครียด

 

การเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ 7 ข้อ ดังนี้

สำหรับผู้สูญเสียการได้ยินและใส่เครื่องช่วยฟัง


1. สำรองแบตเตอรี่

ท่านมั่นใจหรือไม่? ว่าท่านสำรองแบตเตอรี่ไว้เพียงพอสำหรับการใช้งานเครื่องช่วยฟังอย่างน้อยในอีก 2 เดือนข้างหน้า เติมสต๊อกแบตเตอรี่ของท่านให้เต็ม พร้อมใช้งานตลอดเวลา การสั่งซื้อออนไลน์ในช่วงเวลานี้อาจจะเหมาะสมกับสถานการณ์ได้ดี

 

ท่านสามารถเลือกช่องทางในการสั่งซื้อ ที่ท่านสะดวก:

  • โทร. 089 – 053 7111, 053 – 271 533
  • ออนไลน์ : Facebook, Line ID : @hearingchiangmai
  • Shopee : INTIMEXCHIANGMAI

 

2. การติดต่อผู้ให้บริการ กรณีฉุกเฉิน (เช่น เครื่องเงียบ เครื่องเสีย แบตเตอรี่หมด ฯลฯ)

เพื่อความอุ่นใจ ขอให้ท่านบันทึกเบอร์โทรติดต่อศูนย์บริการฯ หรือ เพิ่มช่องทางติดต่อทางออนไลน์ เช่น Facebook และ Line ของศูนย์บริการ ไว้ติดต่อยามฉุกเฉิน

 

3. รับบริการที่รถ (สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเข้ารับบริการภายในศูนย์ฯ)

ใช้บริการรอในรถ หรือทิ้งเครื่องช่วยฟังไว้กับผู้ให้บริการได้ทำการตรวจเช็คและทำความสะอาด (ใช้เวลาประมาณ 30 – 40 นาที) แล้วสามารถกลับเข้ามารับเครื่อง เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก และลดความแออัดในการเข้ารับบริการภายในตัวอาคาร

 

4. Social Distancing การเว้นระยะห่าง ในการเข้ารับบริการ

การนัดหมายล่วงหน้า จะช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถจัดสรรระยะเวลาการให้บริการแต่ละบุคคลได้ห่างกัน เพื่อลดความแออัดภายในศูนย์บริการ และจัดแบ่งโซนพื้นที่ให้บริการ โดยผู้เข้ารับบริการควรนั่งเว้นระยะห่างระหว่างนั่งรอรับบริการ เพื่อความปลอดภัยของผู้เข้ารับบริการทุกท่าน

 

5. ติดต่อเพื่อน หรือญาติของคุณอย่างสม่ำเสมอ (กรณีอยู่คนเดียว)

โทรศัพท์ หรือวีดีโอคอล กับเพื่อนหรือญาติของคุณอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เขาเหล่านั้นทราบว่า ท่าน/เขา ยังสบายดีและปลอดภัยดี

 

6. พิจารณาซื้อเครื่องสำรอง (Intimex Line My Shop)

หากท่านจำเป็นต้องได้ยิน และต้องใส่เครื่องเป็นประจำทุกวัน โปรดพิจารณาเครื่องสำรองเป็นตัวเลือกในสถานการณ์เช่นนี้

“เครื่องช่วยฟังประกอบด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โอกาสที่จะชำรุด ทำงานผิดปกติ หรือหยุดทำงานกระทันหันเกิดขึ้นได้เสมอ หากเกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์ประกาศสั่งห้ามออกนอกเคหะสถาน ท่านจะไม่สามารถส่งซ่อมได้ ด้วยเหตุนี้การมีเครื่องสำรองชั่วคราว อาจเป็นการเตรียมความพร้อมที่คุ้มค่า”

 

7. เตรียมพร้อมหากคุณต้องพบแพทย์ที่โรงพยาบาล

หากท่านมีความจำเป็นต้องพบแพทย์ ขอให้เตรียมเครื่องช่วยฟังที่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และแบตเตอรี่สำรองเผื่อไว้  ขอให้พาญาติหรือเพื่อนไปด้วยทุกครั้ง และจำเป็นต้องแจ้งแพทย์และพยาบาลที่เกี่ยวข้องว่าท่านมีความบกพร่องทางการได้ยินและใส่เครื่องช่วยฟังอยู่

 


              ศูนย์บริการเครื่องช่วยฟังอินทิเม็กซ์ ยังอยู่เคียงข้างผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงจากทางราชการ เพื่อช่วยให้ท่านมีความสุขกับการได้ยินอย่างที่ท่านต้องการ นอกจากนั้นเพื่อให้บริการสนับสนุนแก่ท่านที่ใส่เครื่องช่วยฟัง  ศูนย์ฯ ได้เพิ่มบริการพิเศษในช่วงวิกฤตไวรัสโควิด ดังนี้

  1. จัดเจ้าหน้าที่ให้บริการรับ-ส่งเครื่องที่รถส่วนตัวของท่าน โดยที่ท่านไม่จำเป็นต้องลงจากรถ
  2. จัดทำราคาเครื่องช่วยฟังสำรอง ในราคาพิเศษ ท่านสามารถสั่งซื้อผ่าน Line My Shop ที่ Intimex Line My Shop

 

การแพร่กระจายของโรคโควิด-19 ทำให้ชีวิตของพวกเราทุกคนเต็มไปด้วยความท้าทาย ดังนั้นโปรดให้ความสำคัญกับการได้ยินของท่าน และติดต่อกับผู้ให้บริการด้านการได้ยินที่สามารถช่วยให้ท่านเตรียมพร้อมผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปพร้อมกัน