หูตึงมากกับเครื่องช่วยฟัง

 

 

หูตึงมาก หรือหูเสียมาก ควรเลือกเครื่องช่วยฟังแบบใด?”

เครื่องช่วยฟังที่ท่านใช้อยู่ เหมาะกับการได้ยินของท่านแล้วหรือไม่?

 

 

เคยสงสัยหรือไม่ว่า…

หูตึงมาก หรือหูเสียมาก ต้องใช้เครื่องช่วยฟังแบบไหน?

หูตึงมาก หรือหูเสียมาก คือการได้ยินในระดับใด?

 

 

หูตึงมาก/หูเสียมาก – หูตึงรุนแรง/หูเสียรุนแรง


  • หูตึงมาก / หูเสียมาก  หมายถึง ผู้ที่สูญเสียการได้ยินในระดับค่อนข้างรุนแรง ตั้งแต่ 56 – 70 เดซิเบล  (ต้องพูดเสียงดังมาก จำเป็นต้องใส่เครื่องช่วยฟังตลอดเวลา)
  • หูตึงรุนแรง / หูเสียรุนแรง  หมายถึง ผู้ที่สูญเสียการได้ยินในระดับรุนแรง ตั้งแต่ 71 – 90 เดซิเบล  (ต้องตะโกนเสียงดัง แม้ใส่เครื่องช่วยฟังก็จะได้ยินไม่ชัด)

หมายเหตุ : กรณีสูญเสียการได้ยินในระดับ 80 เดซิเบลขึ้นไป ทั้งสองข้าง โปรดพิจารณา การผ่าตัดประสาทหูเทียม

 

 

Leox เครื่องช่วยฟัง กำลังขยายสูงดังนั้น สำหรับผู้ที่หูตึงมาก/หูเสียมาก ไปจนถึง หูตึงรุนแรง/หูเสียรุนแรง เครื่องช่วยฟังที่เหมาะกับการได้ยินจะต้องเป็น เครื่องช่วยฟังแบบกำลังขยายสูง (High Power) ที่สามารถรองรับการขยายเสียงในระดับความดัง ตั้งแต่ 56 เดซิเบลขึ้นไป เพื่อให้พอดีกับการได้ยินและเพื่อให้ได้ประโยชน์จากการใส่เครื่องช่วยฟังมากที่สุด

 

 

ทั้งนี้ การขยายของเสียงที่ไม่พอดีกับการได้ยิน มากไปหรือน้อยไป และต้องใส่เครื่องเป็นระยะเวลานานๆ อาจทำให้ประสาทหูเสื่อมเพิ่มขึ้นหรือเร็วขึ้น

 

 


หากท่านเป็นบุคคลหนึ่งที่ยังไม่เคยใส่เครื่องช่วยฟังมาก่อน หรือเคยซื้อเครื่องช่วยฟังมาใส่เองแบบไม่เคยตรวจการได้ยิน ท่านอาจจะพบปัญหาในการใส่เครื่อง เช่น ใส่แล้วเสียงดังเกินไป ใส่แล้วมีเสียงหวีด เสียงรบกวน ก่อให้เกิดความรำคาญ ใส่แล้วไม่พอดีกับช่องหู ทำให้มีเสียงหวีดรบกวนระหว่างการสนทนา เกิดความไม่มั่นใจหรือรบกวนการสนทนาได้

 

 


ปรึกษาการเลือกเครื่องช่วยฟัง บริการตรวจการได้ยิน ทดลองเครื่องช่วยฟังคุณภาพสูง

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
Facebook : @hearingchiangmai
Line : @hearingchiangmai

ขี้หู กับเครื่องช่วยฟัง

 

“เคยสังเกตหรือไม่…ใส่เครื่องช่วยฟังไปสักระยะหนึ่งแล้วรู้สึกว่าเสียงของเครื่องช่วยฟังไม่ชัดแจ๋วเหมือนเดิม ใส่แล้วเสียงเบา เสียงอู้อี้ เสียงผิดเพี้ยนไป”

 

 

ขี้หู อุปสรรคหนึ่งของผู้สวมใส่เครื่องช่วยฟัง


ขี้หู พิมพ์หู และ เครื่องช่วยฟัง

ลองหยิบเครื่องช่วยฟังของท่าน! แล้วสำรวจดูว่า…

บริเวณพิมพ์หู  จุกยางนำเสียงสำเร็จรูป หรือช่องระบายอากาศของเครื่องช่วยฟังแบบในช่องหูของท่าน มี “ขี้หู” อุดตัน เกาะติดบริเวณพิมพ์หู ท่อหรือช่องนำเสียง หรือไม่?

 

 

นอกจากขี้หูแล้ว ยังมีสิ่งสกปรกอื่นๆ อย่างเช่น ของเหลว หยดน้ำ และความชื้น ที่สามารถเข้าไปอุดตัน เกาะติดบริเวณท่อนำเสียง และทำให้การรับเสียงจากเครื่องช่วยฟังผิดเพี้ยนไปได้เช่นกัน

 

ขี้หู และ พิมพ์หู

กรณีเครื่องช่วยฟังที่ใช้กับพิมพ์หู หรือจุกยางนำเสียงสำเร็จรูป ท่านสามารถดึงท่อนำเสียงออกจากข้อต่อเครื่องช่วยฟัง เพื่อนำพิมพ์หูมาล้างทำความสะอาดได้ หรือกรณีที่สิ่งสกปรกติดแน่นไม่สามารถเอาออกได้ แนะนำให้ใช้ เส้นไหมอนามัย (Hygiene Threads) ช่วยในการทำความสะอาดร่วมด้วย เพื่อสุขอนามัยของช่องหูและการรับฟังเสียงที่ดียิ่งขึ้น

 

 

แนะนำ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องช่วยฟังด้วยตัวเอง

เส้นไหมอนามัย (Hygiene Threads)


 

ผลิตภัณฑ์เส้นไหมอนามัย จะช่วยลดการสะสมของแบคทีเรีย ทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่เกาะติด หรืออุดตันการนำเสียง ทำให้เสียงไม่สามารถผ่านเข้าสู่เครื่องช่วยฟังได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้การได้ยินเสียงขาดๆ หายๆ เสียงผิดเพี้ยน หรือไม่ได้ยินเสียงได้

 

 

ไหมอนามัย hygiene-thread


บริการทำความสะอาดเครื่องช่วยฟัง สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลเครื่องช่วยฟัง

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
Facebook : @hearingchiangmai
Line : @hearingchiangmai

ดูแลเครื่องช่วยฟัง

 

“การสวมใส่เครื่องช่วยฟัง เป็นการช่วยเติมเต็มความถี่เสียงที่เราบกพร่องหรือสูญเสียไป ให้กลับมาได้ยิน และสามารถพูดคุยสื่อสารกับคนรอบข้าง ดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข”

 

 

เครื่องช่วยฟังที่เราสวมใส่ในทุกๆ วัน และใช้งานเกือบตลอดทั้งวันนั้น ย่อมต้องการการดูแลรักษา เนื่องจากภายในตัวเครื่องช่วยฟังประกอบไปด้วยแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กและสายไฟ เมื่อเราสวมใส่ไปนานๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีเหงื่อเยอะด้วยแล้วนั้น มีโอกาสที่จะเกิดความชื้นสะสมอยู่ภายในเครื่องช่วยฟังได้

 

 

“ความชื้น เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เครื่องช่วยฟังมีอาการติดๆ ดับๆ เสียงขาดๆ หายๆ เสียงมาไม่สม่ำเสมอ เสียงผิดเพี้ยนไปจากเดิม จนท้ายสุดเครื่องช่วยฟังเงียบ ไม่ทำงาน และเครื่องเสียในที่สุด”

 

 

Dry bag-dessicantทั้งนี้นอกจากแบตเตอรี่เครื่องช่วยฟังที่จำเป็นจะต้องใช้แล้ว ยังมีอุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ดูแลเครื่องช่วยฟังอื่นๆ ที่ควรใช้ควบคู่กับเครื่องช่วยฟัง เพื่อการดูแลรักษาเครื่องและถนอมเครื่องช่วยฟังให้ใช้งานไปได้นานๆ อาทิเช่น ผลิตภัณฑ์ป้องกันความชื้น อย่าง DRY BAG สารดูดความชื้นสำหรับเครื่องช่วยฟัง สารดูดความชื้นนี้จะทำหน้าที่ ดูดซับความชื้นออกจากตัวเครื่อง หลังจากการเลิกใช้งาน หรือช่วงเวลากลางคืนที่นอนหลับพักผ่อน ควรเก็บเครื่องช่วยฟังไว้ในกล่องที่บรรจุด้วยสารดูดความชื้น

 

 

Dry & Store เครื่องอบไล่ความชื้น เครื่องช่วยฟังหรือสำหรับผู้ที่มีเหงื่อเยอะ และสารดูดความชื้นอาจไม่เพียงพอต่อการดูดความชื้นออกจากตัวเครื่องเพียงชั่วข้ามคืน แนะนำเป็นอุปกรณ์ เครื่องอบไล่ความชื้นสำหรับเครื่องช่วยฟัง DRY & STORE ที่มีพัดลมระบายอากาศทำงานร่วมกับก้อนดูดความชื้น เพื่อการไล่ความชื้นออกจากเครื่องช่วยฟังได้อย่างสมบูรณ์ พร้อมทั้งฆ่าเชื้อโรค แบคทีเรีย ลดการอักเสบในช่องหู เพื่อสุขอนามัยที่ดีของช่องหู

 

 

 

 

Dry-&-Store-Global-II-เครื่องอบไล่ความชื้น

อบไล่ความชื้นเครื่องช่วยฟังตลอดทั้งคืน พร้อมตื่นเช้ามารับฟังเสียงที่ใสแจ๋วกับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของเครื่องช่วยฟัง

 

 

 

“เพื่อประสิทธิภาพการทำงานของเครื่อง และสุขอนามัยช่องหูของท่าน แนะนำให้นำเครื่องช่วยฟังเข้ารับบริการตรวจเช็คทำความสะอาด ณ ศูนย์บริการฯ ของท่านตามกำหนด”

 

 


นัดหมายบริการทำความสะอาดเครื่องช่วยฟัง สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลเครื่องช่วยฟัง

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
Facebook : @hearingchiangmai
Line : @hearingchiangmai

เครื่องอบไล่ความชื้น-เครื่องช่วยฟัง-Dry-and-store

ความชื้น (Humidity) ตัวการสำคัญที่ทำให้เครื่องช่วยฟังมีปัญหา เครื่องทำงานไม่ปกติ เครื่องติดๆ ดับๆ และท้ายสุดคือ เครื่องช่วยฟังเงียบ ไม่ทำงาน

 

 

อีกหนึ่งวิธีการดูแลเครื่องช่วยฟังให้ปราศจากความชื้น ด้วยเครื่องอบไล่ความชื้นคุณภาพสูง Dry and Store จากประเทศสหรัฐอเมริกา ผลิตภัณฑ์เดียวที่รวม 3 คุณสมบัติเด่นไว้ในเครื่องเดียว

 

 

3 คุณสมบัติเด่น

เครื่องอบไล่ความชื้น Dry and Store


 

เครื่องอบไล่ความชื้นเด่นที่ 1 ควบคุมการทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ

  • มีความแม่นยำในการควบคุมอุณหภูมิ
  • อุณหภูมิในการทำงานของเครื่องที่ใกล้เคียงกับอุณหภูมิของร่างกาย จึงไม่เป็นอันตรายต่อเครื่องช่วยฟัง และอุปกรณ์
  • ใช้พลังงานต่ำ สามารถอบเครื่องช่วยฟังทิ้งไว้เพื่อไล่ความชื้น หรือเหงื่อที่สะสมภายในเครื่องได้ตลอดทั้งคืน
  • ปลอดภัยในการใช้งาน เมื่อครบ 8 ชั่วโมง เครื่องจะหยุดทำงานอัตโนมัติ และเมื่อเปิดฝาเครื่อง เครื่องจะหยุดทำงานทันที

 

 


เด่นที่ 2 หลอดอัลตราไวโอเลต (UV-C) ระดับความยาวคลื่น 254 นาโนเมตร

เครื่องอบไล่ความชื้น

  • ระดับความยาวคลื่นที่ส่งผลในการฆ่าเชื้อ ได้ถึง 99.9% เช่น แบคทีเรีย ยีสต์ เชื้อรา จุลินทรีย์ และไวรัสบนพื้นผิวของเครื่องช่วยฟังและพิมพ์หู สาเหตุของอาการคัน ระคายเคือง และการอักเสบภายในช่องหู
  • ควบคุมการทำงานด้วยระบบอัตโนมัติในการปล่อยพลังงานการฆ่าเชื้อ และระยะเวลาที่แสงอัลตราไวโอเลตส่องที่พื้นผิวอุปกรณ์
  • ได้รับการออกแบบกำหนดระยะห่างระหว่างหลอดกับพื้นผิวเครื่องช่วยฟังอย่างแม่นยำ เพื่อประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อสูงสุด

 

 


เด่นที่ 3 ก้อนดูดความชื้น Dry Brik หัวใจสำคัญของระบบการอบไล่ความชื้นที่สมบูรณ์ เครื่องอบไล่ความชิ้น dry and store

  • ก้อนดูดความชื้น เป็นสารดูดความชื้นที่มีโครงสร้างพิเศษ สามารถดูดความชื้นสัมพัทธ์ได้เป็นอย่างดี ทำหน้าที่ดูดโมเลกุลความชื้นจากเครื่องช่วยฟังเข้ามาเก็บสะสมไว้ในตัวก้อน
  • ช่วยทำให้ขี้หูที่ติดอยู่บริเวณพิมพ์หูและเครื่องช่วยฟังแห้ง และสามารถเช็ดทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น
  • มีคุณสมบัติดูดกลิ่นอับออกจากเครื่องช่วยฟัง

 

  • หมายเหตุ : เครื่องอบเครื่องช่วยฟังทั่วไป ไม่มีก้อนดูดความชื้น ใช้หลักการทำงานความร้อนจากอุณหภูมิของเครื่องอบ เพื่อให้ความชื้นระเหยออกไป แต่ปริมาณความชื้นยังคงหมุนเวียนอยู่ภายในเครื่องอบนั้น ทั้งนี้อาจต้องใช้ระยะเวลาอบที่ยาวนานขึ้น เพื่อการอบเครื่องช่วยฟังได้อย่างสมบูรณ์

 

 


 

บริการทำความสะอาดเครื่องช่วยฟัง อบเครื่องไล่ความชื้น อบเครื่องฆ่าเชื้อ หรือ สั่งซื้อสินค้า “เครื่องอบไล่ความชื้น Dry and Store”

เครื่องอบไล่ความชื้น

สอบถามผลิตภัณฑ์ป้องกันความชื้นและเครื่องอบไล่ความชื้น ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

 

โรคเกลียดเสียง Misophonia

 

เสียงนาฬิกาเดิน เสียงกดปากกา เสียงแป้นพิมพ์ หรือแม้กระทั่งเสียงเคี้ยว เสียงหายใจ

บางครั้งรวมถึงการเคลื่อนไหวซ้ำๆ เล็กๆ น้อยๆ ก็เป็นต้นเหตุ เช่น มีคนอยู่ไม่สุข นั่งกระดิกเท้า

 

ความดังของเสียง หรืออิริยาบถการเคลื่อนไหวแค่เล็กๆ น้อยๆ สามารถทำให้คุณรู้สึกโกรธ หงุดหงิด รำคาญ หรืออยากจะหนี อาการเหล่านี้เรียกว่า โรคเกลียดเสียง (Misophonia)

 

 

โรคเกลียดเสียง เกิดจากอะไร?


         โรคเกลียดเสียงหรือโรคไวต่อเสียงบางชนิด ถือเป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่ง ซึ่งมีเสียงเป็นสิ่งเร้า เป็นโรคที่ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของหูหรือการได้ยินแต่อย่างใด แต่เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากการทำงานของสมอง

         Dr.Sukhbinder Kumar นักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ ระบุว่า ในคนที่มีภาวะเกลียดเสียงนั้น สมองส่วนอินซูล่าซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างประสาทสัมผัสกับอารมณ์ จะทำงานหนักกว่าคนทั่วไปในขณะที่ได้ยินเสียง ส่งผลให้เกิดอารมณ์หงุดหงิด หรือวิตกกังวล หัวใจเต้นเร็ว และเหงื่อออกได้มากขึ้น ความผิดปกตินี้มีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง

Misophonia-child

 

จากสถิติพบว่า โรคเกลียดเสียงส่วนใหญ่มักพบในผู้หญิง ตั้งแต่อายุ 9 – 13 ปี จนเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะมีอาการถี่ขึ้น จนเริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

 

 

 

 

โรคเกลียดเสียง รักษาอย่างไร?


ในประเทศสหรัฐอเมริกามีการบำบัดผู้ที่มีอาการโดยจิตแพทย์ ด้วยการให้ผู้ป่วยระบายความอึดอัดในใจ และอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงการกำเนิดของเสียง จากนั้นจึงค่อยๆ ฝึกให้ผู้ป่วยปรับตัวอยู่ร่วมกับเสียงกระตุ้นเหล่านั้นได้โดยไม่รู้สึกรำคาญ หรือผสมผสานการบำบัดด้วยเสียงโดยนักโสตสัมผัสวิทยาและการให้คำปรึกษาแบบประคับประคอง

Misophonia-โรคเกลียดเสียง

หรือหากมีอาการที่ยังไม่รุนแรง อาจลองเริ่มจากการหลีกเลี่ยงเสียงกระตุ้นเหล่านั้น โดยการใส่หูฟัง หรือใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยฟังที่สร้างเสียงในหูที่คล้ายกับเสียงน้ำตก หรือเบี่ยงเบนความสนใจไปทำอย่างอื่น เช่น การพูดคุยกับเพื่อน การอ่านหนังสือ

 

 

แต่ถ้ารู้สึกว่าอาการเกลียดเสียงเริ่มจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรเข้ารับคำปรึกษาจากจิตแพทย์จะดีที่สุด

 

 

การรักษาอื่นๆ


การใช้ชีวิตประจำวันก็มีบทบาทด้วยเช่นกัน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับให้เพียงพอ และจัดการกับความเครียด การหลีกเลี่ยงเสียงรบกวน การอยู่ในพื้นที่เงียบสงบหรือจุดปลอดภัยในบ้านของคุณ โดยไม่มีใครส่งเสียงดังรบกวน

 

 

 


ยินดีให้คำปรึกษาปัญหาด้านการได้ยิน

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
เฟซบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
ไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

 

ขอบคุณข้อมูล : WebMD, Healthaddict, Gqthailand;ศรีสิทธิ์ วงศ์วรจรรย์
ไข้หูดับ ปีพ.ศ.2564

 

จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคไข้หูดับในประเทศไทย ฉบับที่ 21/2564 ประจำสัปดาห์ที่ 22 (วันที่ 30 พ.ค. – 5 มิ.ย. 64)

 

รายงานพบผู้ป่วยโรคไข้หูดับ 171 ราย

เสียชีวิต 11 ราย

 

กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงสุด คือ กลุ่มผู้สูงอายุและวัยทำงาน ได้แก่ อายุมากกว่า 65 ปี รองลงมาคือ อายุ 55 – 64 ปี และอายุ 45 – 54 ปี ตามลำดับ อาชีพที่พบผู้ป่วยส่วนใหญ่ คือ รับจ้าง รองลงมาคือ เกษตรกร ภาคที่พบผู้ป่วยมากที่สุดคือ ภาคเหนือ รองลงมา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรก คือ ลำปาง พะเยา อุตรดิตถ์ นครราชสีมา และสุโขทัย ตามลำดับ

 

 

พยากรณ์โรคและภัยสุขภาพ คาดว่าในช่วงนี้มีโอกาสจะพบผู้ป่วยโรคไข้หูดับเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมและวัฒนธรรมการรับประทานอาหาร โดยเฉพาะในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงขอเตือนให้ประชาชนระมัดระวังการป่วยด้วยโรคไข้หูดับ โรคไข้หูดับเกิดจาก เชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอกคัส ซูอิส (Streptococcus suis)

 

โรคไข้หูดับ สามารถติดต่อได้ 2 ทาง คือ


1. การบริโภคเนื้อหมู และเลือดหมูที่ปรุงแบบดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ

2. การสัมผัสกับหมูที่ติดเชื้อ ทั้งเนื้อหมู เครื่องใน และเลือดหมูที่เป็นโรค ติดต่อผ่านทางบาดแผล รอยถลอก และทางเยื่อบุตา

 

 

อาการหลังได้รับเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอกคัส ซูอิส หรือไข้หูดับ ในไม่กี่ชั่วโมง จนถึง 5 วัน


  • มีไข้สูง
  • ปวดศีรษะรุนแรง
  • เวียนศีรษะจนทรงตัวไม่ได้
  • อาเจียน
  • ถ่ายเหลว
  • คอแข็ง
  • สูญเสียการได้ยินถึงขั้นหูหนวกถาวร
  • ข้ออักเสบ
  • เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังติดเชื้อรุนแรง
  • ติดเชื้อในกระแสเลือดจนเสียชีวิตได้

 

กลุ่มเสี่ยงที่เมื่อได้รับเชื้อแล้วจะมีอาการรุนแรง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคพิษสุราเรื้อรัง ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไต มะเร็ง หัวใจ ผู้ที่เคยตัดม้ามออก เป็นต้น เนื่องจากร่างกายมีภูมิต้านทานโรคต่ำ

 

กรมควบคุมโรค แนะนำวิธีป้องกันโรคไข้หูดับ ดังนี้


  1. ควรรับประทานหมูที่ปรุงสุกเท่านั้น และเลือกซื้อเนื้อหมูที่ไม่มีกลิ่นคาวหรือสีคล้ำ ล้างมือด้วยน้ำสบู่ทุกครั้งหลังสัมผัส หากรับประทานอาหารปิ้งย่าง ขอให้ทำให้สุกก่อนเสมอ และแยกอุปกรณ์ที่ใช้หยิบเนื้อหมูสุกและดิบ
  2. ผู้ที่สัมผัสกับหมู โดยเฉพาะผู้เลี้ยงหมู ผู้ที่ทำงานในโรงฆ่าสัตว์ ผู้ที่ชำแหละเนื้อหมู สัตวบาล สัตวแพทย์ ควรสวมใส่เสื้อและกางเกงที่ปกปิดมิดชิด ใส่รองเท้าและ ถุงมือทุกครั้งเมื่อเข้าไปทำงานในคอกสุกร หลีกเลี่ยงการจับซากสุกรที่ตายด้วยมือเปล่า ล้างมือหลังสัมผัสกับหมูทุกครั้ง หากมีบาดแผลต้องปิดแผลให้มิดชิด  และผู้จำหน่าย ควรจำหน่ายเนื้อหมูที่มาจากโรงฆ่าสัตว์ที่ได้มาตรฐาน ทำความสะอาดแผงด้วยนํ้ายาฆ่าเชื้อทุกวันหลังเลิกขาย และเก็บเนื้อหมูที่จะขายในอุณหภูมิที่ตํ่ากว่า 10°C

 

ทั้งนี้ หากมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะอย่างรุนแรง เวียนศีรษะจนทรงตัวไม่ได้ อาเจียน คอแข็ง หูหนวก ท้องเสีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หลังสัมผัสหมูที่ป่วยหรือรับประทานอาหารที่ปรุงมาจากเนื้อหมูไม่สุก ให้รีบไปพบแพทย์ทันทีและแจ้งประวัติการรับประทานหมูดิบให้แพทย์ทราบ เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยลดอัตราการหูหนวกและการเสียชีวิตได้

 

ข้อมูล : สายด่วนกรมควบคุมโรค สอบถามเพิ่มเติมได้ โทร. 1422

 

 

 


เราพร้อมให้คำปรึกษาปัญหาการได้ยิน หูหนวก หูดับ

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
เฟซบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
ไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

10-เทคนิค-การเริ่มต้นใส่เครื่องช่วยฟัง

 

การช่วยให้ผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินที่ใส่เครื่องช่วยฟังเป็นครั้งแรก ให้ได้รับประโยชน์จากเครื่องช่วยฟังอย่างที่ควรจะได้รับ

 

10 เทคนิค การเริ่มต้นใส่เครื่องช่วยฟัง ดังนี้

 

1. ให้เวลาตัวเอง


     ผู้มีประสบการณ์หลายท่านได้เปรียบเทียบการเริ่มใส่เครื่องช่วยฟัง ไม่เหมือนกับการเริ่มใส่แว่นสายตา ซึ่งการใส่แว่นสายตาคุณจะรู้สึกได้เลย ว่าภาพที่คุณมองเห็นนั้นคมชัดมากขึ้น

10-เทคนิค-การเริ่มต้นใส่เครื่องช่วยฟัง      แต่ในกรณีของเครื่องช่วยฟัง  คุณอาจจะต้องใช้เวลาในการปรับตัว อย่าคาดหวังให้สมองของคุณจะช่วยคุณให้ได้ยินชัดเจนและแยกแยะเสียงได้ดีเหมือนอย่างเคยในทันทีทันใด ยิ่งไปกว่านั้นการใส่เครื่องช่วยฟังอาจทำให้คุณรู้สึกรำคาญบริเวณใบหู ให้เวลาตัวคุณคุ้นเคยกับการใส่เครื่องช่วยฟังในช่วง 2 – 3 วันแรกหรือสัปดาห์แรก ก่อนที่คุณจะรู้สึกสบายขึ้น

       เมื่อใส่เครื่องช่วยฟังวันแรก  ให้คุณเริ่มต้นโดยการนั่งในบริเวณที่เงียบๆ ของบ้านก่อน ในสภาพแวดล้อมที่เงียบนี้ คุณจะมีโอกาสเริ่มทำความคุ้นเคยกับเสียงใหม่ๆ และอาจพบว่าเสียงบางเสียงดังเกินไปในครั้งแรก เช่น เสียงเครื่องปรับอากาศทำงาน เสียงนาฬิกาเดิน เสียงเตือนของเครื่องไมโครเวฟ หรือเสียงกดชักโครก นั่นเป็นเพราะว่าคุณไม่ได้ยินมานานมากแล้ว หรืออาจไม่เคยได้ยินมาก่อน การได้ยินเสียงเหล่านี้ดังถือว่าปกติ เนื่องจากสมองของคุณกำลังกลับมาเรียนรู้ และทำความคุ้นเคยกับเสียง

 

 

2. เริ่มใส่เครื่องช่วยฟังระยะเวลาสั้นๆ ก่อน


10-เทคนิค-การเริ่มต้นใส่เครื่องช่วยฟัง

การฝึกให้สมองของคุณเกิดทักษะในการฟังกลับมา จำเป็นต้องอาศัยเวลาในการฝึกฝน “เมื่อคุณใส่เครื่องช่วยฟังครั้งแรกให้เริ่มใส่ วันละ 2 – 3 ชั่วโมงก่อน และถอดออกเมื่อคุณรู้สึกเหนื่อยหรือถูกรบกวนจากเสียงมากเกินไป” ให้คุณพยายามเพิ่มชั่วโมงในการใส่ให้ได้นานขึ้น และควรใส่ทุกวัน เมื่อคุณสามารถใส่ได้นานขึ้น คุณจะสามารถแยกแยะเสียงต่างๆ แปลความหมายของเสียงพูด และโฟกัสกับสิ่งที่คุณได้ยินมากขึ้นตามไปด้วย

 

 

3. อ่านดังๆ


10-เทคนิค-การเริ่มต้นใส่เครื่องช่วยฟังก่อนที่คุณจะใส่เครื่องช่วยฟัง  คุณอาจได้ยินคู่สนทนาบอกกับคุณว่า “คุณพูดเสียงดังเกินไป” ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องปกติของ “ผู้ที่มีปัญหาการได้ยิน”

และเมื่อคุณใส่เครื่องช่วยฟังแล้ว คุณเองก็จะสามารถควบคุมระดับความดังของเสียงคำพูดของคุณได้ ซึ่งเทคนิคการควบคุมระดับความดังของเสียงง่ายๆ ก็คือ “การอ่านหนังสือหรือนิตยสาร แบบออกเสียง” การที่คุณได้ยินเสียงอ่านหนังสือของคุณเอง นอกจากจะช่วยให้คุณควบคุมระดับความดังของเสียงของคุณได้แล้ว ยังจะช่วยให้คุณพัฒนาทักษะการฟังเสียงพูด สร้างความคุ้นเคยเมื่อคุณได้สนทนากับผู้อื่นอีกด้วย

 

 

4. พยายามอ่านและฟังควบคู่กันไปเสมอ


10-เทคนิค-การเริ่มต้นใส่เครื่องช่วยฟังทุกครั้งที่คุณชมภาพยนตร์จากโทรทัศน์ที่มีคำบรรยายใต้ภาพ “ให้คุณอ่านคำบรรยายใต้ภาพโดยไม่ต้องออกเสียงตามไปด้วยขณะที่คุณฟังภาพยนตร์” เทคนิคนี้จะช่วยให้สมองของคุณกลับมาคุ้นเคยกับเสียงพูดและเสียงต่างๆ เสียงพูด ที่คุณได้ยินจากภาพยนตร์ การฝึกฝนเช่นนี้ จะช่วยให้คุณปรับตัวเข้ากับเครื่องช่วยฟังได้รวดเร็วขึ้น

 

 

5. พูดคุยกับสมาชิกในครอบครัวมากขึ้น


10-เทคนิค-การเริ่มต้นใส่เครื่องช่วยฟังสมาชิกในครอบครัวและคนที่คุณรักมีส่วนช่วยคุณอย่างมากในการปรับตัว เมื่อคุณเริ่มใส่เครื่องช่วยฟัง คุณจะรู้สึกสบายใจเมื่อได้คุยกับคนที่คุ้นเคย เสียงที่คุณคุ้นเคย เทคนิคนี้จะช่วยให้สมองของคุณกลับมาเรียนรู้การเชื่อมโยงระหว่างเสียงพูดกับภาษากาย เช่น การใช้สายตา การเคลื่อนไหวของมือ รอยยิ้ม โทนเสียงและท่วงท่าคุณจะสามารถใช้ประสบการณ์เหล่านี้ในการสนทนากับคนอื่นๆ ที่คุณพบเจอได้

 

 

6. จดบันทึกสถานการณ์ที่คุณมีปัญหาการฟัง


10-เทคนิค-การเริ่มต้นใส่เครื่องช่วยฟังจดบันทึกสถานการณ์ และเสียงที่ทำให้คุณรู้สึกรำคาญ หรือสถานการณ์ที่คุณยังคงฟังการสนทนาได้ไม่ชัดเจน และนำมาเล่าให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องช่วยฟังในวันนัดติดตามผลการใช้เครื่องช่วยฟังของคุณ เพื่อเป็นข้อมูลในการปรับเสียงเครื่องช่วยฟังให้กับคุณ

 

 

7. เข้าใจข้อจำกัดของเครื่องช่วยฟัง


10-เทคนิค-การเริ่มต้นใส่เครื่องช่วยฟังเสียงพูดที่ได้ยินผ่านโทรศัพท์ แม้แต่โทรศัพท์ที่ดีที่สุด ก็แตกต่างจากเสียงพูดปกติ เสียงที่คุณได้ยินจากเครื่องช่วยฟังก็เช่นเดียวกัน แน่นอนว่าเสียงที่คุณได้ยินผ่านเครื่องช่วยฟังเป็นเสียงที่แตกต่างไปจากเสียงที่คุณเคยได้ยินมาก่อนที่คุณจะมีความบกพร่องทางการได้ยิน

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีในปัจจุบันก็ยังมีส่วนช่วยทำให้คุณได้ยินเสียงต่างๆ และสามารถสื่อสารกับคนรอบข้างได้ ถึงแม้เสียงที่ได้ยินจะไม่เหมือนเดิมก็ตาม

 

 

8. อย่าปรับความดังขึ้นลงบ่อยๆ


10-เทคนิค-การเริ่มต้นใส่เครื่องช่วยฟัง

เทคโนโลยีของเครื่องช่วยฟังพัฒนาไปมากในปัจจุบัน เครื่องช่วยฟังคุณภาพสูง มีชิปคอมพิวเตอร์ที่ชาญฉลาด ทำหน้าที่ปรับระดับการขยายเสียง หรือลดเสียงให้คุณตามสภาพแวดล้อมอย่างอัตโนมัติ เมื่อใส่เครื่องช่วยฟังครั้งแรก คุณมีแนวโน้มที่จะปรับระดับเสียงลดลงเมื่อคุณอยู่ในสถานการณ์อึกทึก หรือปรับลดเสียงลงเมื่อคุณกำลังเดินเข้าห้องสมุดหรือคุณอาจจะอยากทดลองเร่งความดังเพื่อฟังเสียงที่อยู่ไกลๆ ซึ่งแม้แต่คนที่มีการได้ยินปกติก็ไม่สามารถได้ยิน การปรับเสียงขึ้นลงบ่อยๆ เช่นนี้ อาจทำให้ระบบอัตโนมัติของเครื่องรวนได้

 

 

9. มีความคาดหวังที่เหมาะสม


10-เทคนิค-การเริ่มต้นใส่เครื่องช่วยฟังปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับผลสำเร็จของการใส่เครื่องช่วยฟังที่คุณควรตระหนัก และไม่ควรเปรียบเทียบตัวคุณกับผู้อื่นนั้น มีอยู่หลายปัจจัย เช่น การเลือกเครื่องช่วยฟังที่เหมาะสมกับระดับความบกพร่องของการได้ยิน เทคโนโลยีของเครื่องช่วยฟัง คุณภาพของเครื่องช่วยฟัง การฝึกฝนการฟังขณะใส่เครื่องช่วยฟัง ไลฟ์สไตล์ สภาพแวดล้อมการใช้ชีวิตประจำวัน ระยะเวลาหรืออายุที่เริ่มสูญเสียการได้ยินจนถึงเวลาที่คุณใส่เครื่องช่วยฟัง สาเหตุของการสูญเสียการได้ยิน โรคประจำตัว รูปแบบการสูญเสียการได้ยิน และการยืดหยุ่นของการทำงานของสมอง เป็นต้น

 

 

10. หาผู้เชี่ยวชาญเครื่องช่วยฟังที่คุณไว้ใจ


10-เทคนิค-การเริ่มต้นใส่เครื่องช่วยฟังการปรับเสียงให้กับเครื่องช่วยฟังของคุณเป็นกระบวนการระยะยาวและต่อเนื่อง การเลือกผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องช่วยฟังที่มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญที่คุณมั่นใจว่าจะสนับสนุน ช่วยเหลือ เข้าใจ และร่วมกันแก้ปัญหาที่คุณพบ เคียงข้างคุณในแต่ละขั้นตอนของการปรับตัว พร้อมปรับเสียงเครื่องช่วยฟังของคุณ เพื่อรองรับสถานการณ์ที่ท้าทายเมื่อคุณมีประสบการณ์การฟังที่เพิ่มมากขึ้น จะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์จากการใส่เครื่องช่วยฟัง และมีความสุขกับการได้ยินมากเท่าที่คุณต้องการ

 

 


ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่ เราพร้อมให้คำปรึกษาด้านเครื่องช่วยฟัง
โทร: 053-271533, 089-0537111
Facebook: m.me/hearingchiangmai
Line: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai


ที่มา : www.houseofhearing.ca
สปสช. เบิกเครื่องช่วยฟัง

 

ตามหลักเกณฑ์ประกาศสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราค่าใช้จ่ายเพื่อบริการฟื้นฟูสมรรถภาพและอุปกรณ์เครื่องช่วยฟัง
สำหรับคนพิการทางการได้ยินในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

มีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไป

 

 

หลักเกณฑ์การเบิกอุปกรณ์เครื่องช่วยฟัง

สำหรับหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)


ผู้มีสิทธิได้รับเครื่องช่วยฟัง จะต้องเป็นผู้สูญเสียการได้ยิน ทั้ง 2 ข้าง และมีการได้ยินที่ยังคงเหลืออยู่ (Residual Hearing) ในหูข้างที่ได้ยินดีกว่า หลังสิ้นสุดการรักษาด้วยยาหรือการผ่าตัด โดยต้องระบุสาเหตุความจำเป็นในการใส่เครื่องช่วยฟัง ลักษณะใด ลักษณะหนึ่ง ดังนี้

 

  1. ไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาหรือการผ่าตัด มีข้อห้ามในการผ่าตัด แพทย์ผู้รักษาพิจารณาแล้วว่าการผ่าตัดไม่เกิดประโยชน์ หรือผู้ป่วยปฏิเสธการผ่าตัด
  2. สูญเสียการได้ยินแบบประสาทหูเสื่อมอย่าเฉียบพลัน หลังการรักษาด้วยยาอย่างต่อเนื่อง มากกว่า 100 วัน
  3. การสูญเสียการได้ยินเป็นอุปสรรคต่อการสื่อความหมาย และการดำรงชีวิตประจำวัน หรือทำให้คุณภาพชีวิตลดลง
  4. การสูญเสียการได้ยินเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาภาษาและการพูด หรือมีความพิการซ้อน
หมายเหตุ : โสต ศอ นาสิกแพทย์ จะเป็นผู้พิจารณาในการใส่เครื่องช่วยฟัง

 

 

อัตราค่าอุปกรณ์เครื่องช่วยฟัง แต่ละประเภท


รายการอุปกรณ์เครื่องช่วยฟังแต่ละประเภท ราคากลาง ดังนี้

 

เครื่องช่วยฟัง แบบกล่อง ระบบอนาล็อก เครื่องละ 7,000 บาท
เครื่องช่วยฟัง แบบกล่อง ระบบดิจิตอล เครื่องละ 9,000 บาท
เครื่องช่วยฟัง แบบทัดหลังใบหู ระบบดิจิตอล ข้างละ 12,000 บาท
เครื่องช่วยฟัง แบบใส่ในช่องหู ระบบดิจิตอล ข้างละ 12,500 บาท
เครื่องช่วยฟัง แบบนำเสียงผ่านกระดูกแบบหูเดียว ระบบดิจิตอล ข้างละ 12,500 บาท
(ราคานี้รวมค่าบริการทางการแพทย์แล้ว 3,000 บาท)

หมายเหตุ ;-
    • เครื่องช่วยฟังแบบกล่อง ราคาดังกล่าวรวมสายเดี่ยว หรือสายคู่ และ Receiver แล้ว
    • เครื่องช่วยฟังแบบชนิดนำเสียงผ่านกระดูก สำหรับกรณีที่ใส่เครื่องช่วยฟังแบบการรับเสียงทางอากาศไม่ได้
    • ท่านจะต้องเข้ารับบริการเช็คล้างเครื่องระหว่างรับประกัน 3 ครั้ง (ระยะ 6 เดือน, 12 เดือน และ 18 เดือน)

 

 

การเบิกเครื่องช่วยฟังใหม่


  1. ภายใน 3 ปี ไม่สามารถเบิกเครื่องใหม่ได้
  2. กรณีอายุการใช้งานเครื่องช่วยฟัง อย่างน้อย 3 ปี หรือเกินกว่า 3 ปี และพบว่าเครื่องไม่สามารถใช้งานได้ หรือกำลังขยายไม่เหมาะสมกับระดับการได้ยิน ณ ปัจจุบัน สามารถเบิกเครื่องใหม่ได้

 

 

ทั้งนี้ท่านสามารถสอบถามขั้นตอนการเบิกกับทางโรงพยาบาลที่ท่านเข้ารับการรักษา

 


 

 

สิทธิการเบิกเครื่องช่วยฟัง สำหรับ ประกันสังคม

สิทธิการเบิกเครื่องช่วยฟัง สำหรับ ข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ

 

ตรวจการได้ยิน ทดลองเครื่องช่วยฟังคุณภาพสูง
โทร: 053-271533, 089-0537111
Facebook: m.me/hearingchiangmai
Line: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai


ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
ประกาศสำนักงานหลักประกันแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๖๓

       หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเบิกค่าอุปกรณ์เครื่องช่วยฟัง สำหรับผู้ประกันตน (ประกันสังคม) ซึ่งจัดอยู่ในหมวดหมู่ ประเภทและค่าอวัยวะเทียม และอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค กรณีสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะหรืออวัยวะบางส่วน

 

       การรับสิทธิ์ต้องเป็นผู้ประกันตน มาตรา 33 และมาตรา 39 จะได้รับสิทธิ์เมื่อส่งเงินสมทบครบ 3 เดือนติดต่อกัน หรือภายใน 15 เดือนย้อนหลัง ส่งเงินสมทบรวมกันไม่น้อยกว่า 3 เดือน ก่อนเดือนที่ขอรับการรักษาพยาบาล

 

ข้อบ่งชี้ของการใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยฟัง สำหรับผู้ประกันตน (ประกันสังคม)


        สูญเสียการได้ยิน 2 ข้าง และมีการได้ยินที่ยังคงเหลืออยู่ (Residual Hearing) ในหูข้างที่ได้ยินดีกว่า หลังสิ้นสุดการรักษาด้วยยาหรือการผ่าตัด โดยต้องระบุสาเหตุความจำเป็นในการใส่เครื่องช่วยฟัง ลักษณะใด ลักษณะหนึ่ง ดังนี้

  1. ไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาหรือการผ่าตัด มีข้อห้ามในการผ่าตัด แพทย์ผู้รักษาพิจารณาแล้วว่าการผ่าตัดไม่เกิดประโยชน์ หรือผู้ป่วยปฏิเสธการผ่าตัด
  2. สูญเสียการได้ยินแบบประสาทหูเสื่อมอย่าเฉียบพลัน หลังการรักษาด้วยยาอย่างต่อเนื่อง มากกว่า 100 วัน
  3. การสูญเสียการได้ยินเป็นอุปสรรคต่อการสื่อความหมาย และการดำรงชีวิตประจำวัน หรือทำให้คุณภาพชีวิตลดลง
  4. การสูญเสียการได้ยินเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาภาษาและการพูด หรือมีความพิการซ้อน

 

 

หลักเกณฑ์และเงื่อนไข เบิกเครื่องช่วยฟัง :

1. สูญเสียการได้ยินทั้ง 2 ข้าง

2. ข้างที่ดีกว่า จะต้องมีค่าเฉลี่ยของระดับการได้ยินทางอากาศ (Air Conduction Threshold) ของความถี่ 500, 1,000 และ 2,000 เฮิรตซ์ เท่ากับ หรือ มากกว่า 40 เดซิเบล

 

 

 

การเบิกค่ารักษาพยาบาล

เครื่องช่วยฟังแต่ละประเภท


เครื่องช่วยฟัง แบบกล่อง ระบบอนาล็อก เครื่องละ 7,000 บาท
เครื่องช่วยฟัง แบบกล่อง ระบบดิจิตอล เครื่องละ 9,000 บาท
เครื่องช่วยฟัง แบบทัดหลังใบหู ระบบดิจิตอล ข้างละ 12,000 บาท
เครื่องช่วยฟัง แบบใส่ในช่องหู ระบบดิจิตอล ข้างละ 12,500 บาท
เครื่องช่วยฟัง แบบนำเสียงผ่านกระดูกแบบหูเดียว ระบบดิจิตอลข้างละ 12,500 บาท

(ราคานี้รวมค่าบริการทางการแพทย์แล้ว 3,000 บาท)


 

 

อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ผู้ประกันตนติดต่อสถานพยาบาลตามสิทธิการรักษาของผู้ประกันตนโดยตรง ถึงขั้นตอนและกระบวนการเบิกค่าอุปกรณ์เครื่องช่วยฟัง

 

 

 

การเบิกเครื่องช่วยฟังใหม่ สามารถเบิกได้ต่อเมื่อ “อายุการใช้งานเครื่องช่วยฟัง อย่างน้อย 3 ปี และตรวจสอบแล้วว่าเครื่องช่วยฟังไม่สามารถใช้งานได้ หรือไม่เหมาะสมกับการสูญเสียการได้ยิน”

 

 

 

 


เราพร้อมให้คำปรึกษาทุกปัญหาการได้ยิน

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟซบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

 

ท่อยูสเตเชียน กับอาการเสียงดังในหู

 

ท่อยูสเตเชียน (Eustachian Tube) คืออะไร


ท่อยูสเตเชียนเป็นท่อทางเดินขนาดเล็กและแคบ ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างหูชั้นกลาง และโพรงหลังจมูก เมื่อใดก็ตามที่กลืน หาว หรือจาม ท่อยูสเตเชียนนี้จะเปิดออก วิธีนี้จะป้องกันไม่ให้ของเหลวและความดันอากาศถูกสร้างขึ้นภายในหู


 

ความสำคัญของท่อยูสเตเชียน

ท่อยูสเตเชียน ทำหน้าที่ช่วยปรับความดันของหูชั้นกลางให้เท่ากับบรรยากาศภายนอก เมื่อใดที่ท่อยูสเตเชียนทำงานผิดปกติ จะทำให้เกิดอาการหูอื้อ ปวดหู มีเสียงดังในหู หรือเวียนศีรษะบ้านหมุนได้

 

 

สาเหตุที่ท่อยูสเตเชียนทำงานผิดปกติ


ความผิดปกติของท่อยูสเตเชียน มักเกิดจากการอักเสบของท่อ ทำให้เมือกและของเหลวถูกสร้างขึ้น อย่างไรก็ตามการสะสมของของเหลวอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อหวัดไข้หวัด ภูมิแพ้ หรือไซนัส

และรวมถึงการเปลี่ยนแปลงระดับความกดดันบรรยากาศอย่างรวดเร็ว เช่น ขึ้น-ลงลิฟท์ เร็วๆ เครื่องบินขึ้น-ลงเร็ว ดำน้ำโดยลดระดับเร็วเกินไป หรือแม้กระทั่งการเดินทางขึ้นภูเขา ทำให้เกิดอาการหูอื้อ ปวดหู มีเสียงดังในหู หรือเวียนศีรษะบ้านหมุน

 

วิธีการรักษา


  1. รับประทานยา ;- ยาแก้แพ้ (Anti-histamine, ยาหดหลอดเลือด (Oral decongestant  เช่น Pseudoephedrine) หรือ พ่นจมูกด้วยยาหดหลอดเลือด (Topical decongestant เช่น Ephedrine, Oxymetazoline) อาจร่วมกับการล้างจมูก
  2. ควรทำให้ท่อยูสเตเชียนทำงาน เปิด-ปิด ตลอดเวลา ;- เคี้ยวหมากฝรั่ง เพื่อให้มีการกลืนน้ำลายบ่อยๆ การทำ Toynbee maneuver  การทำ Valsalva maneuver
  1. กรณีทำ 2 วิธีดังกล่าวข้างต้น แล้วอาการไม่ดีขึ้น แพทย์อาจรักษาโดยวิธีผ่าตัด คือการเจาะเยื่อบุแก้วหู (myringotomy) เพื่อปรับความดันของหูชั้นกลางให้เท่ากับบรรยากาศภายนอก และระบายของเหลวภายในหูชั้นกลาง (ถ้ามี) ในผู้ป่วยบางราย อาจต้องใส่ท่อ (myringotomy tube) คาไว้ที่เยื่อบุแก้วหู
  2. ควรป้องกันตนเองไม่ให้เป็นหวัด โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายลดลง เช่น เครียด วิตก กังวล พักผ่อนไม่เพียงพอ การสัมผัสอากาศที่เย็นมากเกินไป อากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หรือผู้ป่วยที่อาจแพร่เชื้อได้

 


หมายเหตุ ;-
    • การทำ Toynbee maneuver คือบีบจมูก 2 ข้าง และกลืนน้ำลาย 1 ครั้ง และเอามือที่บีบจมูกออก และกลืนน้ำลาย 1 ครั้ง 
    • การทำ Valsalva maneuver ซึ่งทำได้โดยให้ผู้ป่วยสูดหายใจเข้าเต็มที่ และเอามือบีบจมูกไว้ ปิดปาก แล้วเบ่งลมให้อากาศผ่านทางจมูกที่ปิด อากาศจะผ่านไปที่ท่อยูสเตเชียน เข้าสู่หูชั้นกลาง และเอามือที่บีบจมูกออก และกลืนน้ำลาย 1 ครั้ง ขณะที่เป็นหวัด หรือไซนัสอักเสบซึ่งมีการติดเชื้อในจมูก ไม่ควรทำวิธีนี้ เพราะจะทำให้เชื้อโรคในจมูก หรือไซนัส เข้าไปสู่หูชั้นกลางได้

 

 

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
Facebook: m.me/hearingchiangmai
Line: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai


ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
1. ผศ.นพ. ปารยะ อาศนะเสน; ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
2. londonhearing