ENT affect hearing

 

เมื่อ หู คอ จมูก ส่งผลกับการได้ยิน

       หู คอ จมูก อวัยวะที่มีความเชื่อมโยงถึงกัน เมื่ออวัยวะใดอวัยวะหนึ่งมีความผิดปกติเกิดขึ้น อาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะที่เหลือตามมา เช่น อาการหวัดลงคอ มีเสมหะ ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล เป็นไข้ ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัส หรือเป็นหวัดคัดจมูก ไซนัสอักเสบ มักลามไปยังหู มีอาการหูอื้อ ปวดหู เสียงดังในหู เวียนศีรษะบ้านหมุน และในบางรายส่งผลให้การได้ยินลดลง ด้วยเหตุนี้เองผู้บกพร่องทางการได้ยิน จึงควรให้ความสำคัญกับอวัยวะทั้ง 3 ส่วนนี้

 

 

ทำไมเมื่อเป็นหวัดแล้วหูอื้อ?

การได้ยินลดลง

 

       บางคนเมื่อเป็นหวัดแล้วมีอาการหูอื้อร่วมด้วย ส่วนใหญ่แล้วมักเกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจลุกลามผ่านท่อปรับความดันของหู ที่เรียกว่า “ท่อยูสเตเชี่ยน” เข้าไปยังหูชั้นกลาง ท่อนี้จะเชื่อมระหว่างโพรงจมูก หูชั้นกลาง และคอหอย ปรับความดันอากาศระหว่างหูชั้นกลางและอากาศภายนอกให้มีความสมดุล

tinnitus and hearing loss หู อักเสบติดเชื้อ

 

       เมื่อท่อปรับความดันเกิดการอักเสบบวม ทำให้ปิดกั้นช่องทางการระบายเมือกหรือสารคัดหลั่ง ของเหลวเกิดการคั่งอยู่ในหูชั้นกลาง ส่งผลให้หูชั้นกลางติดเชื้อ และก่อให้เกิดอาการหูอื้อ หรือมีเสียงในหู ปวดหู และการได้ยินลดลง เนื่องจากมีของเหลวขัดหวางการทำงานของกระดูกนำเสียง (ค้อน ทั่ง และโกลน)

 

 

ทำอย่างไร? การได้ยินจะกลับมาปกติ และหูหายอื้อ

 

Cold elderly หวัด กับการได้ยิน

     ผู้มีอาการหวัดแล้วหูอื้อ มีเสียงในหู การได้ยินลดลง ควรปฏิบัติตัวตามแพทย์สั่ง พักผ่อนให้เพียงพอ และที่สำคัญไม่ควรเครียด เนื่องจากความเครียดสัมพันธ์กับอาการของหู

     เมื่อหายจากอาการหวัดแล้ว อาการของหู หูอื้อ เสียงในหู ปวดหู และการได้ยิน ก็จะเริ่มดีขึ้น แต่หากผ่านไปหลายสัปดาห์อาการหูยังไม่ดีขึ้น แนะนำให้พบแพทย์เพื่อตรวจดูความผิดปกติ

 

 

โรคหูคอจมูกที่มีความซับซ้อน การดูแลรักษาจะดูแลโดยแพทย์เฉพาะทางที่เรียกว่า “แพทย์หูคอจมูก” โดยแพทย์เฉพาะทางจะอยู่ในหน่วยงานที่เรียกว่า “แผนกหูคอจมูก หรือ โสต ศอ นาสิก” Otorhinolaryngology มีหน้าที่ดูแล เช่น ปัญหาการได้ยิน หูตึง ขี้หูอุดตัน น้ำเข้าหู หินปูนเกาะ

 

 

หากพบว่า การได้ยินลดลง ท่านสามารถเข้ารับการตรวจการได้ยิน

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
Facebook : m.me/hearingchiangmai
Line : line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

 


ขอขอบคุณข้อมูล : wikipedia.org [2013, Nov7]., mayoclinic.org, amazonaws.com

 

Why Hearing Test ทำไมต้องตรวจการได้ยิน

 

ทำไมต้องตรวจการได้ยิน?

การตรวจการได้ยินสำคัญอย่างไร?

 

        คนเราใช้หูในการรับฟัง การจะพูดคุยหรือสื่อสารได้ดีนั้นหูจะต้องได้ยินก่อน โดยมากแล้วการได้ยินของคนเรามักจะลดลงตามอายุและอีกหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการฟังเสียงดังเกินไป การรับประทานยาที่มีผลต่อระบบประสาทหู โรคประจำตัว เป็นต้น

        ตรวจการได้ยิน หรือทดสอบการได้ยิน (Hearing Test) จะช่วยให้ทราบระดับการได้ยินว่าอยู่ในระดับใด อยู่ในเกณฑ์การได้ยินปกติดีหรือไม่ การตรวจการได้ยินไม่จำเป็นต้องรอให้แพทย์สั่ง สามารถเข้ารับการตรวจได้เมื่อรู้สึกการได้ยินลดลง

 

5 ระดับ การสูญเสียการได้ยิน

สูญเสียการได้ยิน ระดับเล็กน้อยหรือหูตึงเล็กน้อย ไปจนถึงสูญเสียการได้ยินระดับหูหนวก

Hearing Level ระดับการได้ยิน

 

          ระดับการได้ยินที่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์การได้ยินปกตินั้น ระดับความดังจะต้องไม่เกิน 25 เดซิเบล (dB) แต่หากเมื่อใดที่ต้องใช้ระดับความดังมากกว่า 25 เดซิเบล (dB) ถือว่าเข้าข่ายการได้ยินผิดปกติ หรือเรียกว่า การสูญเสียการได้ยิน บกพร่องทางการได้ยินหรือหูตึงนั่นเอง

 

result ผลตรวจการได้ยิน

 

          การตรวจการได้ยินจะช่วยป้องกันความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่อาจส่งผลให้การได้ยินลดลง เพราะเมื่อใดที่ประสบปัญหาการได้ยิน เมื่อนั้นย่อมส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน กรณีสูญเสียการได้ยินแบบถาวร จะไม่สามารถรักษาให้กลับมาได้ยินดีดังเดิมได้

 

          ปัจจุบันผลตรวจการได้ยินได้ถูกนำมาใช้ประกอบการสมัครงานในบางสายงาน บางตำแหน่ง หรือแม้กระทั่งการสมัครเข้าศึกษาต่อของสถานศึกษาบางแห่ง จำเป็นต้องใช้ในการยื่นประกอบการสมัครด้วย โปรดตระหนักถึงการได้ยินของท่าน

 

 

สูญเสียการได้ยินระดับเล็กน้อยถึงรุนแรง ควรใช้ เครื่องช่วยฟัง

สูญเสียการได้ยินระดับหูหนวก ควรได้รับการผ่าตัด ประสาทหูเทียม

 

 

หากพบว่าการได้ยินของท่านลดลง แนะนำให้ตรวจการได้ยิน

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
Facebook : m.me/hearingchiangmai
Line : line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

ฝุ่น PM 2.5 อันตราย สำหรับผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว

 

รู้จักกับ ฝุ่นละออง PM 2.5

      สารบัญ

 


 

PM 2.5 คืออะไร?

 

PM 2.5 (Particulate matters) คือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เทียบกับขนาด 1 ใน 25 ส่วน ของเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผม ขนาดเล็กมากจนสามารถผ่านขนจมูกที่ทำหน้าที่กรองฝุ่นเข้าสู่ทางเดินหายใจไปยังปอดและกระแสเลือดได้โดยง่าย

 

PM 2.5 microns and human hair

 

       อีกทั้งตัวฝุ่น PM 2.5 นี้ ยังเป็นพาหะในการนำสารอื่นๆ เข้าสู่ร่างกาย เช่น แคดเมียม ปรอท โลหะหนัก และสารก่อมะเร็ง และเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายจะมีการสร้างสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ (Inflammation) รวมถึงอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นพิษต่อร่างกายขึ้น ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของระบบต่างๆ ในร่างกาย ได้แก่ ระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบประสาทและสมอง เป็นต้น

 

 

pollution

แหล่งกำเนิด ฝุ่น PM 2.5

มี 2 แหล่งกำเนิดใหญ่ คือ

 

1. แหล่งกำเนิดโดยตรง ได้แก่ การเผาในที่โล่ง การคมนาคมขนส่ง การผลิตไฟฟ้า อุตสาหกรรมการผลิต

2. การรวมตัวของก๊าซอื่นๆ ในบรรยากาศ ได้แก่ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) และสารก่อมะเร็ง เช่น สารปรอท (Hg), แคดเมียม (Cd), อาร์เซนิก (As) หรือโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs)

 

 

กลุ่มเสี่ยงใด? ควรระวัง

ผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่น PM 2.5

       ความเสี่ยงต่อการเกิดผลกระทบต่อสุขภาพจะสูงขึ้นในบุคคลบางกลุ่ม ได้แก่ ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด ผู้ป่วยโรคระบบประสาทและสมอง เด็ก ผู้สูงอายุ และสตรีมีครรภ์ รวมถึงผู้ทำกิจกรรมในที่โล่งแจ้ง ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีค่ามลพิษในอากาศสูง หรือเกินค่ามาตรฐาน

otolaryngology

  • ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ และผู้ป่วยไซนัส อาการอาจกำเริบได้ ซึ่งโรคภูมิแพ้จมูกนี้มีอาการเรื้อรังสามารถส่งผลกระทบไปยังหูชั้นกลางกับช่องจมูก ซึ่งมีท่ออากาศเชื่อมต่อกัน เมื่อท่อเกิดการอุดตัน อากาศที่ถูกกักไว้ภายในจะทำให้รู้สึกปวดหู หูอื้อ และอาจมีมูกขังภายใน จนเกิดการติดเชื้อและเกิดหูชั้นกลางอักเสบ ถ้าเป็นเรื้อรังอาจมีหนองไหลออกจากหูเนื่องจากมีเยื่อแก้วหูทะลุ
  • ในสตรีมีครรภ์ พบว่า มีผลกระทบต่อสุขภาพทารกในครรภ์ โดยอาจทำให้เด็กในครรภ์เติบโตช้า (Intrauterine Growth Retardation: IUGR) หรือทารกคลอดก่อนกำหนด (Premature Labor) และเพิ่มการตายปริกำเนิด (Perinatal Mortality) ได้

 

PM 2.5 อันตราย ในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว

       กองระบาดวิทยา¹ กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า จำนวนผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ และหัวใจและหลอดเลือด มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ปริมาณความเข้มข้นของมลพิษอากาศและฝุ่น PM 2.5 สูงขึ้นเช่นกัน

       เมื่อพิจารณาผู้ป่วยตามการวินิจฉัยโรคจากรายงานของโรงพยาบาลเครือข่ายเฝ้าระวัง ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล พบว่า ในช่วงที่มีปัญหามลพิษอากาศและฝุ่น PM 2.5 (พฤศจิกายน 2563 – มีนาคม 2564) มีผู้ป่วย ที่เข้ามารับการรักษาจำนวน 2,631 ราย ได้แก่ โรคหอบหืด จำนวน 970 ราย (ร้อยละ 36.87) โรคปอดอุดกั้น เรื้อรัง 912 ราย (34.66) โรคระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ 730 ราย (27.75) และโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน 19 ราย (0.72)

       จากการแบ่งกลุ่มอายุ พบว่า กลุ่มอายุระหว่าง 60 ปีขึ้นไป มีการเจ็บป่วยสูงสุด ร้อยละ 44.43 (ดังภาพแผนภูมิ) โดยผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาล เป็นผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวอยู่ก่อน เช่น โรคหอบหืด โรคหลอดลมอักเสบ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ฯลฯ คิดเป็นร้อยละ 52.83 และกลุ่มที่ไม่มีโรคประจำตัว ร้อยละ 47.17 ที่มีอาการป่วยในวันที่มีค่าเฉลี่ยฝุ่น PM 2.5 สูงขึ้น

กลุ่มเฝ้าระวัง จำนวนผู้ป่วย ฝุ่น PM2.5

 

นอกจากนี้กรมควบคุมโรค² ยังรายงานว่า ฝุ่น PM 2.5 นั้นมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคทางจิตเวช โดย PM2.5 มีผลต่อการอักเสบของหลอดเลือด และระบบประสาท ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของสารสื่อประสาท ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า ภาวะเครียด และการฆ่าตัวตายตามมา

 

 

อาการผิดปกติของร่างกาย

เมื่อสัมผัส กับฝุ่น PM 2.5


  • ตาแดง บริเวณเปลือกตาบวม ใต้ตาช้ำ สังเกตได้จากสีที่คล้ำขึ้น มีน้ำตาไหลบ่อย ๆ skin-rash ผื่นคัน
  • ผิวหนังเป็นตุ่มหรือผื่น นูนแดงกระจายไปทั่ว
  • ผิวหนังปวดแสบปวดร้อน มีอาการระคายเคือง
  • เป็นลมพิษ ถ้าเป็นหนักมากอาจเกิดลมพิษบริเวณใบหน้า ข้อพับ ขาหนีบ
  • ทำร้ายเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวอ่อนแอ เหี่ยวย่นง่าย
  • รู้สึกคัน แสบ หรือแน่นในโพรงจมูก มีน้ำมูกแบบใส
  • ไอ จาม รู้สึกแน่นหน้าอก
  • ตัวร้อน มีไข้

ผลกระทบทางสุขภาพระยะยาว ได้แก่ เกิดโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหลอดเลือดและหัวใจเรื้อรัง  โรคปอดเรื้อรัง หรือมะเร็งปอด

 

องค์การอนามัยโลก หรือ World Health Organization (WHO) กำหนดให้ฝุ่น PM2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง

 

 

ดัชนีคุณภาพอากาศเท่าไหร่?

ถึงปลอดภัยต่อสุขภาพ


       ดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index : AQI) ตามมาตรฐานของ US-EPA 2016 แบ่งเป็น 6 ระดับ คือ ตั้งแต่ 0 ถึง 501 ขึ้นไป ซึ่งแต่ละระดับจะใช้สีเป็นสัญลักษณ์เปรียบเทียบระดับของผลกระทบต่อสุขภาพ

  • ดัชนีคุณภาพอากาศ ค่าตั้งแต่  0 – 50 คุณภาพอากาศจะถูกแสดงเป็นสีเขียว หมายถึง คุณภาพอากาศดี ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ
  • ดัชนีคุณภาพอากาศ ค่าตั้งแต่  51 – 100 คุณภาพอากาศจะถูกแสดงเป็นสีเหลือง หมายถึง คุณภาพปานกลาง มีผลกระทบต่อผู้ที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษ
  • ดัชนีคุณภาพอากาศ ค่าสูงกว่า 101 – 150 คุณภาพอากาศจะถูกแสดงเป็นสีส้ม หมายถึง มีผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง (ผู้เป็นโรคหอบหืด ภูมิแพ้ เด็กและผู้สูงอายุ)
  • ดัชนีคุณภาพอากาศ ค่าสูงตั้งแต่ 151 – 200 คุณภาพอากาศจะถูกแสดงเป็นสีแดง หมายถึง มีผลกระทบต่อสุขภาพ
  • ดัชนีคุณภาพอากาศ ค่าสูงตั้งแต่ 201 – 300 คุณภาพอากาศจะถูกแสดงเป็นสีม่วง หมายถึง มีผลกระทบต่อสุขภาพมาก

 

AQI US ดัชนีคุณภาพอากาศ

เช็คดัชนีคุณภาพอากาศ วันนี้ ;  AQI : มาตรฐาน US-EPA ,  AQI : มาตรฐานไทย

 

 

เมื่อค่าดัชนีคุณภาพอากาศสูงกว่า 101 หรือแสดงเป็นสีส้ม แนะนำให้กลุ่มผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว ควรงดกิจกรรมนอกบ้าน หรือหากมีความจำเป็นต้องออกนอกบ้าน ควรสวมหน้ากาก N95 เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่น PM 2.5 ที่เกินค่ามาตรฐาน

 

 


ปรึกษาปัญหาการได้ยิน การได้ยินลดลง

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่ ติดต่อ: 053-271533, 089-0537111

Call-Button-Intimex chiangmai  Facebook button  Line button

 


ขอขอบคุณข้อมูล : www.brh.go.th, allwellhealthcare.com, www.daikin.co.th,        
¹moph.go.th, ²moph.go.th
www.bangkokpattayahospital.com,  www.praram9.com
คุณสมบัติเครื่องช่วยฟัง เพื่อการเดินทาง

 

      หากคุณเป็นบุคคลหนึ่งที่ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะท่องเที่ยวแนวธรรมชาติป่าเขา สัมผัสเสียงลม เสียงใบไม้พริ้วไหว เสียงนก หรือท่องเที่ยวทะเล เดินชมหาดทรายสีขาว ฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่ง กิจกรรมทั้งหมดเหล่านี้จะสนุกมากยิ่งขึ้น เพียงคุณเลือกเครื่องช่วยฟังให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณเอง

 

 

nature

เลือกเครื่องช่วยฟังอย่างไร?

สำหรับผู้ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยว

 

      เครื่องช่วยฟังมีคุณสมบัติการทำงานที่หลากหลาย การเลือกเครื่องช่วยฟังจึงขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล และถ้าคุณต้องเดินอยู่บ่อยครั้ง ทั้งทางบกโดยรถยนต์ หรือทางอากาศอย่างเครื่องบิน

      คุณสมบัติของเครื่องช่วยฟังเหล่านี้จะช่วยให้คุณไม่พลาดช่วงเวลาสำคัญและสนุกกับการเดินทาง ด้วย 3 คุณสมบัติเพื่อการเดินทาง มีดังนี้

 

 

 

3 คุณสมบัติเครื่องช่วยฟัง เพื่อการเดินทาง

  1. Conversation in Car
  2. Comfort in Airplane
  3. Speech in Noise

 

Conversation in Car of hearing aid1. Conversation in Car

      โปรแกรมการฟังในรถยนต์ เมื่อคุณต้องเดินทางโดยมีเพื่อนร่วมทาง หรือเดินทางกับครอบครัวของคุณ

      โปรแกรม Conversation in Car นี้ จะช่วยให้คุณรับฟังเสียงคำพูดในห้องโดยสารได้อย่างชัดเจน ให้คุณเพลิดเพลินกับการสนทนาตลอดการเดินทาง

 

 

Comfort in airplane travel

2. Comfort in Airplane

      โปรแกรมการฟังที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับเสียงเครื่องบินในห้องโดยสารโดยเฉพาะ

      ไม่ว่าเครื่องบินจะ Takeoff Landing หรือระหว่างการเดินทาง ก็ไม่เป็นปัญหารบกวนการฟังของคุณ หรือแม้แต่เสียงประกาศจากกัปตัน เสียงแอร์โฮสเตสที่คอยให้บริการภายในห้องโดยสารก็จะยังคงชัดเจน ให้การเดินทางของคุณเป็นไปอย่างราบรื่น

 

 

Speech in noise program3. Speech in Noise

      โปรแกรมการฟังในสถานที่ที่มีเสียงรบกวน หรือมีคนพลุกพล่าน และแน่นอนว่าเมื่อคุณเดินทางต้องพบปะผู้คนมากมาย เช่น สนามบิน ร้านค้า ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว แหล่งช้อปปิ้ง

      โปรแกรม Speech in Noise จะช่วยให้เสียงคำพูดดังกว่าเสียงสภาพแวดล้อม ให้คุณสนทนาโต้ตอบกับคู่สนทนาได้อย่างมั่นใจ และสนุกกับทุกๆ ที่ ที่คุณไป

 

 

เพื่อการเดินทางได้อย่างราบรื่น คุณสามารถขอรับคำแนะนำ และเพิ่มโปรแกรมการฟังเพื่อการเดินทางนี้จากผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องช่วยฟังของคุณ

Travel with hearing aids

* รายละเอียด ข้อมูลจำเพาะ และคุณสมบัติผลิตภัณฑ์เครื่องช่วยฟังแต่ละรุ่นแตกต่างกัน โปรดศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่น

 


สอบถามข้อมูลเครื่องช่วยฟัง เพิ่มเติม

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่ ติดต่อ: 053-271533, 089-0537111

Call-Button-Intimex chiangmai  Facebook button  Line button

ตรวจการได้ยิน ทดสอบการได้ยิน

 

ความบกพร่องทางการได้ยิน เกิดขึ้นได้กับทุกช่วงวัย ตั้งแต่ทารกแรกคลอด วัยเด็ก ไปจนถึงวัยผู้ใหญ่สูงอายุ

 

      การพูดคุยสื่อสารมีความสำคัญ เมื่อความสามารถในการสื่อสารกับคนรอบข้างลดลง ย่อมส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และนั่นอาจถึงเวลาที่คุณควรเข้ารับการตรวจการได้ยิน เพื่อเตรียมความพร้อมและหาวิธีป้องกันการสูญเสียการได้ยินที่อาจเกิดขึ้น

      ปัจจุบันทารกแรกคลอด อายุตั้งแต่ 2 วันขึ้นไป จะได้รับการตรวจคัดกรองการได้ยิน OAE

 

รู้จักกับ การตรวจการได้ยิน

การตรวจการได้ยิน แบ่งได้ 3 ลักษณะ คือ


       1. ตรวจการได้ยิน ว่าการได้ยินอยู่ในระดับใด ได้แก่ Pure tone audiometry

       2. ตรวจวัดความเข้าใจในความหมายของคำพูด ได้แก่ Speech discrimination score

       3. ตรวจหาตำแหน่งของพยาธิสภาพในระบบการได้ยิน เป็นการตรวจแบบพิเศษ ค่อนข้างเฉพาะ ได้แก่ Short Increment Sensitivity Index (SISI), Alternate Binaural (ABLB), Tone decay test, Stapedial reflex decay test, Brainstem electrical response audiometry, Oto-acoustic emission (OAE)

 

 

1. ตรวจการได้ยิน คืออะไร? ตรวจเพื่ออะไร?


      การตรวจการได้ยิน เป็นการตรวจเพื่อทดสอบความสามารถในการรับฟังเสียง ว่าได้ยินปกติหรือไม่ มีการได้ยินอยู่ในระดับใด (dB) หรือมีความผิดปกติ บกพร่องในช่วงความถี่เสียงที่เท่าไหร่ (Hz) เกิดที่หูข้างไหน

ระดับการได้ยินปกติ

Audiogram ผลตรวจการได้ยินปกติ (สีแดง หูข้างขวา สีน้ำเงิน หูข้างซ้าย)

 

 

ระดับการได้ยิน ในเกณฑ์ปกติ จะอยู่ระหว่าง – 10 ถึง 25 เดซิเบล

กรณีมากกว่า 25 เดซิเบล ถือว่าการได้ยินผิดปกติ

 

 

 

      การตรวจระดับการได้ยินดังกล่าว เป็นการตรวจแบบ Pure tone audiometry โดยการปล่อยเสียงบริสุทธิ์ (Pure tone) ณ ความถี่ต่างๆ ได้แก่ 250 500 1000 2000 4000 6000 และ 8000 Hz จะตรวจด้วย 2 วิธีการ ดังนี้;

Pure tone audiometry - Air conduction

ตรวจการได้ยินโดยเสียงผ่านอากาศ (Air conduction)

 

      1) ตรวจการได้ยินโดยเสียงผ่านอากาศ (Air conduction) คือ การวัดการทำงานของหูชั้นนอก และหูชั้นกลาง

      2) ตรวจการได้ยินโดยเสียงผ่านกระดูก (Bone conduction) คือ การวัดการทำงานของปลายประสาทหู ของหูชั้นใน

 

 

 

2. ตรวจวัดความเข้าใจในความหมายของคำพูด ตรวจอย่างไร?


      การตรวจวัดความเข้าใจในความหมายของคำพูด (Speech discrimination score) ผู้ตรวจจะมีชุดคำพูดให้ผู้เข้ารับการตรวจพูดตาม ที่ระดับ 35 เดซิเบล (dB) เหนือระดับจุดเริ่มต้นได้ยิน เพื่อวัดความสามารถในการพูดตามได้ถูกต้องกี่เปอร์เซ็นต์ (%)

 

types of hearing loss

     ผู้ที่มีการนำเสียงเสีย (หูชั้นกลาง) จะพูดตามได้ถูกต้องกว่า ผู้ที่มีประสาทรับเสียงเสีย (หูชั้นใน)

     ดังนั้น ประสาทรับเสียงในหูชั้นใน มีผลต่อการแปลความหมายของคำพูด แม้ว่าจะได้ยินเสียงดังแต่ก็ไม่สามารถเข้าใจความหมายของคำพูดได้ หรือแม้กระทั่งพูดเสียงดังมาก ก็อาจทำให้ได้ยินเสียงผิดเพี้ยนไป

 

 

3. ตรวจหาตำแหน่งของพยาธิสภาพในระบบการได้ยิน


      การตรวจลักษณะนี้ จะเป็นการตรวจแบบพิเศษ ค่อนข้างเฉพาะ บางวิธีการตรวจจำเป็นต้องมีวิสัญญีแพทย์

– การตรวจ Short Increment Sensitivity Index (SISI) : การตรวจวัดความสามารถในการทำงานของปลายประสาทหูชั้นใน

– การตรวจ Alternate Binaural (ABLB) : การตรวจเปรียบเทียบการทำงานของหูข้างที่เสียกับหูข้างที่ดี

– การตรวจ Tone decay test : การตรวจความล้าของประสาทรับเสียงในการฟังเสียงดังต่อเนื่อง เช่น ผู้มีเนื้องอกกดทับเส้นประสาทรับเสียง

– การตรวจ Stapedial reflex decay test : การตรวจสมรรถภาพของหูชั้นกลาง

– การตรวจ Brainstem electrical response audiometry : การตรวจวัดระดับการได้ยินแบบอัตโนมัติ ด้วยคลื่นไฟฟ้าผ่านก้านสมอง

– การตรวจ Otoacoustic emission (OAE) : การตรวจวัดเสียงสะท้อนจากหูชั้นใน ใช้ตรวจคัดกรองการได้ยินในเด็กทารกแรกเกิด

 

 

ผลตรวจการได้ยินจะถูกนำไปใช้ประกอบการหาสาเหตุเพื่อวินิจฉัยโรค และเป็นแนวทางการรักษาสำหรับแพทย์ในขั้นตอนต่อไป

ตรวจวินิจฉัยโรค

หมายเหตุ ปัจจุบันผลตรวจการได้ยินยังได้ถูกนำไปใช้ในการสมัครงานบางตำแหน่ง บางสายงานอาชีพเฉพาะ การสมัครเข้าศึกษาในสถานศึกษาบางแห่ง

 


บริการตรวจการได้ยิน ตรวจประจำปี ตรวจทดลองเครื่องช่วยฟัง

ตรวจติดตามผลหลังจากใส่เครื่องช่วยฟัง

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่ ติดต่อ: 053-271533, 089-0537111

Call-Button-Intimex chiangmai  Facebook button  Line button


ขอขอบคุณข้อมูล : www.rama.mahidol.ac.th,
การตรวจวัดการได้ยิน – สุจิตรา ประสานสุข (Vol. 30; 2546) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
อายุการใช้งานเฉลี่ย เครื่องช่วยฟัง

 

เครื่องช่วยฟัง อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ราคาค่อนข้างสูง จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่คุณจะอยากทราบอายุการใช้งานของมัน ว่าใช้งานได้นานแค่ไหน?

 

เครื่องช่วยฟังมีอายุการใช้งาน สูงสุดกี่ปี?

 

เครื่องช่วยฟังคุณภาพสูงที่ทันสมัยในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีอายุการใช้งานเฉลี่ยระหว่าง 3 – 7 ปี สำหรับบางคนอาจนานกว่านั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายปัจจัยในการดูแลรักษาเครื่องและการสวมใส่เครื่องของแต่ละบุคคล

 

 

8 ปัจจัย

มีผลต่ออายุการใช้งานเครื่องช่วยฟัง

 

1. วัสดุที่ใช้ทำเครื่องช่วยฟัง


       แม้ว่าเครื่องช่วยฟังจะได้รับการออกแบบให้มีความทนทาน แต่เครื่องช่วยฟังก็ทำมาจากพลาสติก โลหะ ซิลิกอน โพลีเมอร์ และวัสดุอื่นๆ ที่อาจมีการเสื่อมสลายของโครงสร้างเมื่อเวลาผ่านไป เครื่องช่วยฟังส่วนใหญ่ที่จำหน่ายในปัจจุบันมีการเคลือบนาโนเพื่อป้องกันน้ำ ฝุ่น และความชื้น แต่ไม่ได้หมายความว่าสารเหล่านั้นจะไม่ถูกทำลายหรือเสื่อมสลายไป

 

 

2. ความถี่ในการทำความสะอาด และระยะเวลาการบำรุงรักษา


“เราอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบใด เครื่องช่วยฟังก็จะถูกสัมผัสกับสภาพแวดล้อมแบบเดียวกัน”

       ความร้อน ความชื้น ฝุ่น น้ำมันจากผิวหนังและเหงื่อ อุณหภูมิสุดขั้ว และแสงแดด รวมไปถึงขี้หูในช่องหูของคุณ สิ่งสกปรกเหล่านี้จะถูกสะสมไปเรื่อยๆ จนกว่าอุปกรณ์ของคุณจะได้รับการทำความสะอาด

 

เครื่องช่วยฟัง ควรทำความสะอาดบ่อยแค่ไหน?

ทำความสะอาดเครื่องช่วยฟัง

       บางคนได้รับการทำความสะอาดเครื่องช่วยฟังเพียงปีละ 1 – 2 ครั้ง ซึ่งไม่เพียงพอที่จะช่วยยืดอายุให้กับอุปกรณ์ของคุณให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ได้

       คุณสามารถทำความสะอาดเครื่องช่วยฟังด้วยตัวของคุณเองเบื้องต้นเป็นประจำทุกวัน ชุดอุปกรณ์ทำความสะอาดจะถูกส่งมอบพร้อมกับเครื่องช่วยฟัง เช่น ผ้าเช็ดอุปกรณ์ แปรงสำหรับปัดขี้หูและสิ่งสกปรก เป็นต้น

 

       และทุกๆ 3 – 4 เดือน ควรนำเครื่องเข้ารับการบำรุงรักษา ณ ศูนย์บริการของคุณ สำหรับการทำความสะอาด และการตรวจเช็คชิ้นส่วนอุปกรณ์ เช่น จุกยางซิลิโคน พิมพ์หู ท่อนำเสียง รังถ่าน ฯลฯ เพื่อช่วยให้เครื่องช่วยฟังของคุณมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น

 

 

3. สถานที่ใส่เครื่องช่วยฟัง


       เครื่องช่วยฟังที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ชื้นหรือมีฝุ่นมาก มักจะประสบปัญหาด้านประสิทธิภาพมากกว่าเครื่องช่วยฟังในสภาพแวดล้อมอื่นๆ

       หากคุณกังวลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่คุณสวมเครื่องช่วยฟัง ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องช่วยฟังของคุณสำหรับแนวคิดเกี่ยวกับมาตรการป้องกัน คุณอาจต้องใช้ปลอกหุ้มป้องกัน หรือกำหนดเวลาในการทำความสะอาดบ่อยขึ้น เพื่อยืดอายุเครื่องช่วยฟังของคุณ

 

 

4. วิธีการจัดเก็บเครื่องช่วยฟัง


จัดเก็บเครื่องช่วยฟังอย่างไร? เมื่อคุณไม่ได้สวมใส่เครื่อง

dry-and-store-global       สำหรับเครื่องช่วยฟังแบบใช้แบตเตอรี่แบบใช้แล้วทิ้ง ควรเก็บเครื่องช่วยฟังไว้ในที่ปลอดภัยและแห้ง หรือใช้สารดูดความชื้นในการดูแลเครื่องของคุณร่วมด้วย กรณีที่มีเครื่องอบ เครื่องอบจะช่วยไล่ความชื้นออกจากตัวเครื่องและทำให้เครื่องแห้ง เหมาะสำหรับผู้ที่มีเหงื่อเยอะ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยยืดอายุการใช้งานยาวนานขึ้น

       สำหรับเครื่องช่วยฟังแบบชาร์จไฟ แบตเตอรี่ลิเธียมจะมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 4 – 5 ปี เช่นเดียวกับสมาร์ทโฟน อายุการใช้งานแบตเตอรี่จะสั้นลงเมื่อคุณใช้งานอุปกรณ์นานขึ้น หากคุณสังเกตว่าแบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกติ ติดต่อผู้ให้บริการอุปกรณ์ของคุณ

 

 

5. รูปแบบของเครื่องช่วยฟัง


ITE เครื่องช่วยฟังใส่ในช่องหู       เครื่องช่วยฟังแบบทัดหลังใบหู (BTE) มีแนวโน้มที่อายุการใช้งานจะยาวนานกว่าแบบใส่ในช่องหู (ITE) เนื่องจากแบบใส่ในช่องหู ส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดจะอยู่ภายในช่องหู ซึ่งมีสภาพร้อนชื้น

       อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเครื่องช่วยฟังจะถูกเคลือบด้วยสารนาโนบนส่วนประกอบภายในและภายนอก อาจทำให้ความทนทานนี้กลายเป็นอดีตไปในไม่ช้า

 

 

 

6. สรีรวิทยาของร่างกายคุณ


       ผู้ใส่เครื่องบางคนมีผิวมันมาก มีขี้หูหรือเหงื่อออกมาก ปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้อาจส่งผลต่ออายุการใช้งานของเครื่องช่วยฟังได้เช่นกัน คุณไม่สามารถควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้

       แต่หากคุณมีปัญหาเหล่านี้ คุณควรปรึกษากับผู้ประกอบวิชาชีพด้านการได้ยินของคุณ เมื่อคุณเลือกเครื่องช่วยฟัง

 

 

7. ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี


       เทคโนโลยีเครื่องช่วยฟังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เครื่องช่วยฟังรุ่นใหม่จำนวนมากสามารถเชื่อมต่อไปยังโทรศัพท์ผ่านบลูทูธ เป็นต้น

Software ปรับแต่งเครื่องช่วยฟัง       ความล้าสมัยอาจเป็นปัญหาสำหรับเครื่องช่วยฟังรุ่นที่เก่ามาก เมื่อคุณใช้งานไป 5 – 10 ปี ผู้ผลิตเครื่องช่วยฟังอาจหยุดผลิตชิ้นส่วนอะไหล่สำหรับเครื่องช่วยฟังรุ่นนั้น ซึ่งอาจทำให้การซ่อมแซมเครื่องช่วยฟังแบบเก่าทำได้ยากหรือเป็นไปไม่ได้ ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการตั้งโปรแกรมเครื่องช่วยฟังก็จะถูกอัปเดทด้วยเช่นกัน ซึ่งทำให้ยากต่อการตั้งโปรแกรมเครื่องช่วยฟังรุ่นเหล่านั้น

 

Sound Engineerวิจัยและพัฒนาเครื่องช่วยฟัง       ประสิทธิภาพและคุณสมบัติของเครื่องช่วยฟังก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีในเครื่องช่วยฟังที่ทันสมัยที่สุดที่มีอยู่เมื่อ 6 – 7 ปีที่แล้วถือเป็นพื้นฐานในปัจจุบัน ในขณะที่บางคนพอใจที่จะยึดติดกับสิ่งที่พวกเขามีอยู่หากยังคงทำงานได้ดี แต่หลายคนที่ซื้อเครื่องช่วยฟังพบว่าตัวเองต้องการได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ที่พร้อมให้ใช้งานในอีก 4 – 5 ปีข้างหน้า

 

 

8. ความต้องการที่เปลี่ยนไป


       ความต้องการที่เปลี่ยนไปของผู้สวมใส่อาจส่งผลต่ออายุการใช้งานเครื่องช่วยฟังได้เช่นกัน เช่น ระดับการสูญเสียการได้ยินของบุคคลอาจพัฒนาไปถึงจุดที่เครื่องช่วยฟังไม่สามารถรองรับได้ จำเป็นต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่ หรือไลฟ์สไตล์ของบุคคลอาจเปลี่ยนไป ต้องใช้เครื่องช่วยฟังที่มีคุณสมบัติที่รองรับไลฟ์สไตล์นั้นๆ

 

 

เทคโนโลยีเครื่องช่วยฟัง Bernafon

 

        แม้ว่าคุณจะดูแลเครื่องช่วยฟังของคุณเป็นอย่างดีและมีอายุการใช้งานเกินคาด คุณอาจจำเป็นต้องพิจารณาซื้อเครื่องใหม่ เช่นเดียวกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน

 

 

 

นวัตกรรมเครื่องช่วยฟังใหม่จะออกทุกๆ 2 – 3 ปี ดังนั้นหลังจาก 5 ปี เครื่องช่วยฟังของคุณอาจล้าสมัย และคุณอาจจำเป็นต้องอัปเกรดเป็นอุปกรณ์ที่ใหม่กว่า เนื่องจากเครื่องช่วยฟังมีอายุมากขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานลดลง และที่สำคัญผู้ผลิตหยุดผลิตชิ้นส่วนทดแทน ทำให้การซ่อมแซมยากขึ้น

 

อัปเดทเทคโนโลยีเครื่องช่วยฟัง Bernafon

อัปเดทเทคโนโลยีเครื่องช่วยฟังสำหรับคุณ

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่ ติดต่อ: 053-271533, 089-0537111

Call-Button-Intimex chiangmai  Facebook button  Line button

 


ขอขอบคุณข้อมูล : healthyhearing.com, hearingyourbest.com
ไข้หวัดใหญ่กับผู้สูงอายุ

 

หวัดเป็นโรคที่สามารถเป็นกันได้ทุกฤดู โดยเฉพาะในฤดูฝนและฤดูหนาวที่มีอากาศค่อนข้างเย็น การรักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่ตลอดเวลาจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นหวัดได้

 

        คนทั่วไปมักชินกับการเป็นหวัดและคิดว่าอาการไม่รุนแรง กินยานอนพักเดี๋ยวก็หาย จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญสักเท่าไหร่นัก แต่สำหรับผู้สูงอายุแล้วนั้น หวัดอาจไม่ใช่เพียงโรคธรรมดาอย่างที่คุณคิดก็ได้

 

หวัด ไข้หวัดใหญ่

        คนเป็นหวัด โดยเฉพาะไข้หวัดใหญ่ หากเกิดกับคนทั่วไปที่มีอายุยังไม่มากนัก นอกจากจะมีโอกาสแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นแล้วจำเป็นต้องรักษาตัวอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายวัน ไม่สามารถทำกิจกรรมชีวิตได้ตามปกติ

        แต่ทว่าไข้หวัดใหญ่นั้นเกิดกับผู้สูงอายุ ก็จะทำให้มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา ซึ่งโรคแทรกซ้อนเหล่านี้น่ากลัวกว่าไข้หวัดใหญ่เองเสียอีก

 

โรคแทรกซ้อนหลังเป็นหวัด อันตรายสำหรับผู้สูงอายุ


       ในทางการแพทย์ถือว่ากลุ่มผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเสี่ยงต่ออันตรายจากโรคหวัด นอกจากผู้สูงอายุแล้วยังมีเด็กเล็กๆ และผู้ที่มีโรคประจำตัวต่างๆ ที่มีความเสี่ยงเช่นกัน กลุ่มเสี่ยงเหล่านี้มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนไปยังระบบอื่นๆ ในร่างกายได้ง่ายเมื่อเกิดเป็นหวัดที่รุนแรง เช่น

 

– ระบบหัวใจ : เยื่อหุ้มหัวใจ และกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ คนที่เป็นจะมีอาการเจ็บหน้าอก โดยเฉพาะหากผู้สูงอายุท่านเป็นโรคหัวใจอยู่แล้วก็มีโอกาสที่โรคจะทรุดหนัก อาจเกิดอาการหัวใจวายได้

 

– ระบบประสาท : สมองและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ คนที่เป็นจะมีอาการปวดศีรษะมาก ง่วงซึม ไปจนถึงขั้นหมดสติ

 

– ระบบหายใจ : หลอดลมอักเสบ ปอดบวม เกิดฝีในปอด หรือเกิดหนองในเยื่อหุ้มปอด อาการแสดงคือ จะรู้สึกว่าแน่นหน้าอกและเหนื่อยหอบ

 

– เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่อวัยวะอื่นๆ : เช่น ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางหรือหูชั้นในอักเสบ บางรายมีอาการหูอื้อ ปวดหู หรือมีเสียงดังในหู

 

       จากโรคแทรกซ้อนดังกล่าว พบว่าส่วนใหญ่กลุ่มที่ได้รับอันตรายจนถึงกับเสียชีวิต คือ กลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากปอดบวม โรคหัวใจ หรือโรคประจำตัวที่เป็นอยู่

 

 

ไข้หวัดใหญ่ เมื่อเป็นแล้วอาการจะรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา เกิดจากเชื้อไวรัส Influenza ที่พบได้ในน้ำมูก น้ำลายของผู้ติดเชื้อ หากร่างกายอ่อนแอสัมผัสกับสิ่งของหรือบริเวณที่มีเชื้อไวรัสอยู่ ก็จะรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ดังนั้น การรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอจึงเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยป้องกันโรคหวัดและไข้หวัดใหญ่ได้

 

 

old-asian-vaccinated

      แพทย์แนะนำกลุ่มที่ควรรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคแทรกซ้อนอันเนื่องมาจากไข้หวัดใหญ่ ได้แก่

” ผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปี ขึ้นไป คนที่เป็นโรคหัวใจ โรคปอด โรคไตเรื้อรัง โรคเบาหวาน มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือเป็นโลหิตจางอย่างรุนแรง คนที่เข้ามารับการรักษาโรคเรื้อรังในโรงพยาบาลเป็นเวลานานๆ “

 

 

ขอขอบคุณข้อมูล : สาระสุขภาพ พิมพ์ครั้งที่ 3, โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม

 

ปรึกษาปัญหาการได้ยิน ตรวจการได้ยิน หากท่านรู้สึกว่าการได้ยินลดลง

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่ ติดต่อ: 053-271533, 089-0537111

Call-Button-Intimex chiangmai  Facebook button  Line button

 

ซื้อเครื่องช่วยฟังที่ไหน

 

หลายท่านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการ “ซื้อเครื่องช่วยฟัง” อยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น…

 

  • ซื้อเครื่องช่วยฟังได้ที่ไหน

  • เราสามารถซื้อใส่เองได้เลยไหม

  • เราต้องพบแพทย์ที่โรงพยาบาลก่อนหรือไม่

  • เครื่องช่วยฟังในอินเทอร์เน็ตแตกต่างกับเครื่องที่จำหน่ายตามร้านอย่างไร

  • ทำไมเครื่องช่วยฟังในอินเทอร์เน็ต มีราคาถูก

  • เครื่องช่วยฟังทำไมราคาแพง ราคาหลักหมื่นถึงหลักแสน

 

คำถามเหล่านี้ มักจะเกิดขึ้นกับผู้มีปัญหาการได้ยิน และเริ่มมองหาเครื่องช่วยฟังสักเครื่องมาเป็นตัวช่วยในการฟังให้กับตน

 

เริ่มจาก….

 

ซื้อเครื่องช่วยฟัง ได้ที่ไหน?


สถานที่แรกที่คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึง นั่นคือ…

 

Hearing Aid by Hospital เครื่องช่วยฟังโรงพยาบาล         โรงพยาบาล และแน่นอน ท่านสามารถซื้อเครื่องช่วยฟังจากโรงพยาบาล ณ แผนกหู คอ จมูกได้ และจะต้องเป็นโรงพยาบาลที่มีอุปกรณ์เครื่องช่วยฟัง ทั้งนี้การใส่เครื่องช่วยฟังที่โรงพยาบาล ท่านจะได้รับการตรวจการได้ยินและเครื่องช่วยฟังของท่านจะถูกปรับตามผลตรวจการได้ยิน

หมายเหตุ : โรงพยาบาลบางแห่งมีแผนกหู คอ จมูก แต่ไม่มีห้องตรวจการได้ยินและไม่มีอุปกรณ์เครื่องช่วยฟังจำหน่าย (ราคา X,XXX – XX,XXX.-)

 

        ร้านขายยา อุปกรณ์เครื่องช่วยฟังมีจำหน่ายในร้านขายยาขนาดใหญ่ ท่านสามารถซื้อใส่เองได้โดยไม่ต้องตรวจการได้ยิน ทั้งนี้เครื่องช่วยฟังจากร้านขายยาจะไม่สามารถปรับตามผลตรวจการได้ยินได้ โปรแกรมการตั้งค่าต่างๆ จะถูกตั้งค่ามาจากโรงงาน

หมายเหตุ : เครื่องช่วยฟังจะขยายเสียงทุกเสียง ทุกความถี่เสียงเท่าๆ กัน อาจทำให้รู้สึกรำคาญได้ (ราคา X,XXX.-)

 

        อินเทอร์เน็ต แหล่งรวมทุกอย่างที่ต้องการ ท่านจะพบกับเครื่องช่วยฟังหลากหลายรูปแบบ หลากหลายฟังก์ชั่นการทำงาน โดยที่ท่านสามารถเลือกซื้อใส่ได้เองโดยไม่ต้องตรวจการได้ยิน ทั้งนี้เครื่องช่วยฟังจะไม่ถูกตั้งค่าตามผลตรวจการได้ยินของท่าน โปรแกรมการตั้งค่าต่างๆ จะถูกตั้งค่ามาจากโรงงาน

หมายเหตุ : เครื่องช่วยฟังจะขยายเสียงทุกเสียง ทุกความถี่เสียงเท่าๆ กัน ใส่แล้วอาจทำให้รู้สึกรำคาญ เนื่องจากเครื่องไม่ได้ถูกปรับตามระดับการได้ยิน โปรดศึกษาคุณสมบัติเครื่องช่วยฟังเพิ่มเติม (ราคา XXX – XX,XXX.-)

 

        ร้านจำหน่ายเครื่องช่วยฟัง ท่านจะได้รับการตรวจการได้ยิน เครื่องช่วยฟังของท่านจะถูกปรับตามผลตรวจการได้ยิน และเครื่องช่วยฟังสามารถเพิ่มโปรแกรมการฟัง เช่น ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า โบสถ์ ฯลฯ ตามไลฟ์สไตล์ของท่านได้ ทั้งนี้การปรับตั้งค่าเครื่องช่วยฟังจะใช้ซอฟต์แวร์ที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของเครื่องช่วยฟังยี่ห้อนั้นๆ โปรดศึกษาคุณสมบัติเครื่องช่วยฟังของท่าน

หมายเหตุ : ร้านจำหน่ายเครื่องช่วยฟังจะมีบริการหลังการขาย โปรดสอบถามศูนย์บริการฯ เพิ่มเติม (ราคา X,XXX – XXX,XXX.-)

 


 

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว…

 

         ท่านผู้มีปัญหาการได้ยินพอจะทราบแหล่งข้อมูลในการเลือกซื้อเครื่องช่วยฟังให้กับตัวท่านเองแล้วว่าซื้อจากที่ไหนได้บ้าง และข้อแตกต่างของแต่ละสถานที่ที่จำหน่ายนั้นแตกต่างกันอย่างไร โปรดพิจารณาจากความคุ้มค่าและประโยชน์ที่ท่านจะได้รับหลังจากนี้

 

 

ซื้อเครื่องช่วยฟัง ต้องพบแพทย์ก่อนไหม?

 

วิธีการเลือกซื้อเครื่องช่วยฟังที่ดีที่สุด คือ แนะนำให้พบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการได้ยิน ณ โรงพยาบาลหรือศูนย์จำหน่ายอุปกรณ์เครื่องช่วยฟัง ท่านจะได้รับการตรวจวัดระดับการได้ยิน ว่าท่านสูญเสียการได้ยินอยู่ในระดับใด และเหมาะกับเครื่องช่วยฟังประเภทไหน เพื่อการปรับเครื่องช่วยฟังให้พอดีกับระดับการสูญเสียการได้ยิน ใส่เครื่องแล้วฟังสบายและได้รับประโยชน์สูงสุด

 

 

“กรณีการได้ยินลดลงแบบเฉียบพลัน แนะนำให้พบแพทย์เพื่อทำการรักษาโดยเร็วที่สุด หากปล่อยทิ้งไว้นาน ท่านอาจสูญเสียการได้ยินไปตลอดชีวิต”

Intimex Hearing Aids Service Center ศูนย์บริการเครื่องช่วยฟัง อินทิเม็กซ์

 

บริการตรวจการได้ยิน ทดลองเครื่องช่วยฟังคุณภาพสูง

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111

Call-Button-Intimex chiangmai  hearingchiangmai  Line: @hearingchiangmai

Thai Languages-Specific Targets

 

รู้หรือไม่ ทั่วโลกเรามีภาษาในการพูดสื่อสารมากกว่า 7,000 ภาษา ซึ่งภาษาพูดที่ใช้กันมากที่สุดคือ ภาษาอังกฤษ และรองลงมาคือ ภาษาจีนแมนดาริน

 

2022 languages with the most speakers

ข้อมูลจาก Ethnologue, 2022

 

    การสื่อสารด้วยภาษาพูดในแต่ละประเทศ แต่ละพื้นที่นั้นมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นสำเนียงการพูด ความหนักเบาของน้ำเสียง หรือแม้แต่ความเร็วในการพูด ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการรับฟังเสียงสำหรับผู้ใส่เครื่องช่วยฟัง

 

 

 

 

Language Specific Targets

ระบบการตั้งค่าเครื่องช่วยฟัง สำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ

คิดค้นและพัฒนาโดย Marshall Chasin, AuD และ Neil S. Hockley, MSc


language specific targets

ซอฟต์แวร์ Bernafon’s Oasis fitting รองรับกว่า 7,000 ภาษา

      Language Specific Targets เป็นระบบที่มีอยู่ในซอฟต์แวร์การตั้งค่าเครื่องช่วยฟังของ Bernafon ได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาด้านภาษาในการฟังโดยใช้ปัจจัยทางภาษาศาสตร์ เพื่อสร้างสัญญาณเสียงพูดให้เหมาะสมกับภาษาของผู้ใช้งานเครื่องช่วยฟัง

    ระบบการตั้งค่านี้รองรับภาษามากกว่า 7,000 ภาษา เช่น ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี ภาษาไทย ภาษาละติน ฯลฯ (สอบถามผู้ให้บริการเครื่องช่วยฟังของท่าน)

 

 

เปรียบเทียบภาษาพูด ระหว่างภาษาอังกฤษกับภาษาเกาหลี

การค้นคว้าของ Dr.Marshall Chasin, Au.D., Reg. CASLPO, AuD(C), Unpublished data, 2010.


English result

English: ‘‘My mother is at home.’’ Note the higher intensity of the entence final object as compared with the sentence final elements in Korean. Unpublished data from Chasin (2010).

Korean result

Korean: ‘‘A pretty picture is hanging on the wall.’’ Actual Korean word order: ‘‘A pretty picture the wall on is hanging.’’ The phrase ‘‘on is hanging’’ has significantly lower intensity than the sentence initial subject. Unpublished data from Chasin (2010).

 

       จากการค้นคว้าของ Dr.Marshall Chasin ได้เผยให้เห็นถึงความเข้มของเสียงในรูปประโยคสุดท้ายของภาษาอังกฤษ (object) ที่มีความเข้มสูงกว่ารูปประโยคสุดท้ายของภาษาเกาหลี (Verb)

       และในรูปประโยคภาษาเกาหลี วลี ‘‘on is hanging’’ (Verb) มีความเข้มของเสียงต่ำกว่าประโยคแรก (Subject) อย่างมีนัยสำคัญ

 

Eng VS Korean

ภาพกราฟแสดงระดับความดังเสียงในการ input/output (dB SPL) ระหว่างภาษาอังกฤษกับภาษาเกาหลี

         ทั้งนี้จากภาพกราฟแสดงถึงระดับความดังเสียง ในการ input/output (dB SPL) ระหว่างภาษาอังกฤษกับภาษาเกาหลี ที่แตกต่างกัน

      Language Specific Targets ระบบการตั้งค่าภาษานี้จะช่วยให้ผู้ใช้งานเครื่องช่วยฟังคนเกาหลี สามารถรับฟังเสียงได้ง่ายขึ้น

 

 

นอกจากนี้ Dr.Marshall Chasin ได้ยกตัวอย่างระดับความถี่เสียงที่ใช้ในภาษาอื่นๆ สำหรับผู้ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ ไว้ดังนี้

Compare Languages

ภาพตารางแสดงระดับความถี่เสียงกับภาษาอื่นๆ

 

 

Language Specific Targets ระบบการตั้งค่าภาษา จะช่วยให้ผู้ใช้งานเครื่องช่วยฟังรับฟังเสียงพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ความหนักเบาของเสียง  ฯลฯ ในภาษาภูมิภาคของตนได้ง่ายขึ้น

 

 


ทดลองฟัง เครื่องช่วยฟังคุณภาพสูง Bernafon พร้อมการตั้งค่าผู้ใช้งานภาษาไทย

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111

Call-Button-Intimex chiangmai hearingchiangmai Line: @hearingchiangmai