ท่อยูสเตเชียน (Eustachian Tube) คืออะไร


ท่อยูสเตเชียนเป็นท่อทางเดินขนาดเล็กและแคบ ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างหูชั้นกลาง และโพรงหลังจมูก เมื่อใดก็ตามที่กลืน หาว หรือจาม ท่อยูสเตเชียนนี้จะเปิดออก วิธีนี้จะป้องกันไม่ให้ของเหลวและความดันอากาศถูกสร้างขึ้นภายในหู


 

ความสำคัญของท่อยูสเตเชียน

ท่อยูสเตเชียน ทำหน้าที่ช่วยปรับความดันของหูชั้นกลางให้เท่ากับบรรยากาศภายนอก เมื่อใดที่ท่อยูสเตเชียนทำงานผิดปกติ จะทำให้เกิดอาการหูอื้อ ปวดหู มีเสียงดังในหู หรือเวียนศีรษะบ้านหมุนได้

 

 

สาเหตุที่ท่อยูสเตเชียนทำงานผิดปกติ


ความผิดปกติของท่อยูสเตเชียน มักเกิดจากการอักเสบของท่อ ทำให้เมือกและของเหลวถูกสร้างขึ้น อย่างไรก็ตามการสะสมของของเหลวอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อหวัดไข้หวัด ภูมิแพ้ หรือไซนัส

และรวมถึงการเปลี่ยนแปลงระดับความกดดันบรรยากาศอย่างรวดเร็ว เช่น ขึ้น-ลงลิฟท์ เร็วๆ เครื่องบินขึ้น-ลงเร็ว ดำน้ำโดยลดระดับเร็วเกินไป หรือแม้กระทั่งการเดินทางขึ้นภูเขา ทำให้เกิดอาการหูอื้อ ปวดหู มีเสียงดังในหู หรือเวียนศีรษะบ้านหมุน

 

วิธีการรักษา


  1. รับประทานยา ;- ยาแก้แพ้ (Anti-histamine, ยาหดหลอดเลือด (Oral decongestant  เช่น Pseudoephedrine) หรือ พ่นจมูกด้วยยาหดหลอดเลือด (Topical decongestant เช่น Ephedrine, Oxymetazoline) อาจร่วมกับการล้างจมูก
  2. ควรทำให้ท่อยูสเตเชียนทำงาน เปิด-ปิด ตลอดเวลา ;- เคี้ยวหมากฝรั่ง เพื่อให้มีการกลืนน้ำลายบ่อยๆ การทำ Toynbee maneuver  การทำ Valsalva maneuver
  1. กรณีทำ 2 วิธีดังกล่าวข้างต้น แล้วอาการไม่ดีขึ้น แพทย์อาจรักษาโดยวิธีผ่าตัด คือการเจาะเยื่อบุแก้วหู (myringotomy) เพื่อปรับความดันของหูชั้นกลางให้เท่ากับบรรยากาศภายนอก และระบายของเหลวภายในหูชั้นกลาง (ถ้ามี) ในผู้ป่วยบางราย อาจต้องใส่ท่อ (myringotomy tube) คาไว้ที่เยื่อบุแก้วหู
  2. ควรป้องกันตนเองไม่ให้เป็นหวัด โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายลดลง เช่น เครียด วิตก กังวล พักผ่อนไม่เพียงพอ การสัมผัสอากาศที่เย็นมากเกินไป อากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หรือผู้ป่วยที่อาจแพร่เชื้อได้

 


หมายเหตุ ;-
    • การทำ Toynbee maneuver คือบีบจมูก 2 ข้าง และกลืนน้ำลาย 1 ครั้ง และเอามือที่บีบจมูกออก และกลืนน้ำลาย 1 ครั้ง 
    • การทำ Valsalva maneuver ซึ่งทำได้โดยให้ผู้ป่วยสูดหายใจเข้าเต็มที่ และเอามือบีบจมูกไว้ ปิดปาก แล้วเบ่งลมให้อากาศผ่านทางจมูกที่ปิด อากาศจะผ่านไปที่ท่อยูสเตเชียน เข้าสู่หูชั้นกลาง และเอามือที่บีบจมูกออก และกลืนน้ำลาย 1 ครั้ง ขณะที่เป็นหวัด หรือไซนัสอักเสบซึ่งมีการติดเชื้อในจมูก ไม่ควรทำวิธีนี้ เพราะจะทำให้เชื้อโรคในจมูก หรือไซนัส เข้าไปสู่หูชั้นกลางได้

 

 

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
Facebook: m.me/hearingchiangmai
Line: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai


ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
1. ผศ.นพ. ปารยะ อาศนะเสน; ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
2. londonhearing

 

วัยผู้สูงอายุเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สติปัญญาและสมอง ทุกอย่างจะเริ่มทำงานช้าลงในขณะที่อายุเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงการทำงานของประสาทการรับเสียงที่เริ่มเสื่อมลงด้วยเช่นกัน

 

4 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับประสาทหูเสื่อมในวัยผู้สูงอายุ มีดังนี้


1. ประสาทหูเสื่อมในวัยผู้สูงอายุ แบบค่อยเป็นค่อยไป

ในวัยผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นการสูญเสียความสามารถทางการได้ยินแบบค่อยเป็นค่อยไปในหูทั้งสองข้าง เป็นอาการที่เกิดได้ทั่วไปซึ่งสัมพันธ์กับอายุที่เพิ่มขึ้น และพบประมาณ 30 คน จาก 100 คนในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป บางคนจึงไม่รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในช่วงแรก และยังคงได้รับผลกระทบไม่มาก

 

 


 

2. ประสาทหูเสื่อมในวัยผู้สูงอายุ ส่งผลกระทบ “มากกว่าที่หู”

ผู้มีอาการประสาทหูเสื่อมตามอายุที่ไม่ได้ใส่เครื่องช่วยฟังมีแนวโน้มที่จะมีความรู้สึกหดหู่มากกว่าผู้ที่ประสาทหูเสื่อมที่ใส่เครื่องช่วยฟัง* เนื่องจากปัญหาการฟังและการสื่อสาร ทำให้อยากแยกตัวเองออกจากคนรอบข้าง ครอบครัว และเพื่อน ส่งผลให้เกิดความหดหู่ เศร้า และรู้สึกโดดเดี่ยว นอกจากนั้นความบกพร่องทางการได้ยินอาจนำไปสู่อันตรายแก่ร่างกายได้ เช่น ไม่ได้ยินเสียงรถที่กำลังวิ่งเข้ามาขณะเดินอยู่บนถนน

 


 

3. ประสาทหูเสื่อมในวัยผู้สูงอายุ มักมีปัญหาในการฟังเสียงสูง ได้ยินแต่จับคำพูดไม่ได้

อาการของผู้ที่มีประสาทหูเสื่อมตามอายุ โดยทั่วไปรู้สึกว่าได้ยินเสียงคนอื่นพูดพึมพำ มีปัญหาการได้ยินเสียงสูง เช่น เสียงนาฬิกาเดิน มีปัญหาการฟังและความเข้าใจในบทสนทนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่ที่มีเสียงรบกวนมาก ฟังเสียงผู้ชายง่ายกว่าเสียงผู้หญิง มีบางเสียงที่รู้สึกว่าดังมากเกินไปและน่ารำคาญ หรือ มีเสียงในหูข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง

ประสาทหูเสื่อมในผู้สูงอายุส่วนใหญ่แล้วจะส่งผลต่อการรับเสียงสูงจึงทำให้รู้สึกว่าได้ยินเสียงแต่จับคำพูดไม่ได้ ดังนั้นเรามักสังเกตว่าผู้สูงอายุยังคงพูดเสมอว่าได้ยินได้เห็นซึ่งจริงๆ แล้วคือการได้ยินแต่จับคำพูดไม่ได้ เนื่องจากเสียงบางเสียงผู้สูงอายุไม่สามารถได้ยิน

 


 

4. ประสาทหูเสื่อมในวัยผู้สูงอายุ เสื่อมตามอายุ ปัจจัยทางกรรมพันธุ์ และปัญหาทางด้านสุขภาพ

ประสาทหูเสื่อมตามอายุไม่สามารถป้องกันได้ ไม่สามารถรักษาให้หายได้ สาเหตุของประสาทหูเสื่อมในผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากการเสื่อมของเซลล์ขนรับเสียงในอวัยวะของหูชั้นใน ปัจจัยทางกรรมพันธุ์ อายุที่มากขึ้น ปัญหาทางสุขภาพ เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ผลข้างเคียงจากยา เช่น แอสไพริน ยาเคมีบำบัด และยาปฏิชีวนะบางตัว

 


 

สมองส่วนที่ทำหน้าที่ด้านการได้ยินต้องการเสียงเข้าไปกระตุ้น เพื่อให้คงสมรรถนะและประสิทธิภาพในการทำงานของประสาทการได้ยิน หากไม่มีเสียงเข้าไปกระตุ้น ประสิทธิภาพของสมองส่วนที่ทำหน้าที่ด้านการได้ยินจะเสื่อมถอยลง

 

การช่วยเหลือผู้ที่มีประสาทหูเสื่อมตามวัยด้วยเทคโนโลยีเครื่องช่วยฟังจะช่วยให้การได้ยินดีขึ้น แม้ผู้สูงอายุจำนวนมากมีความบกพร่องทางการได้ยิน แต่เป็นที่น่าเสียดายว่ายังได้รับการตรวจการได้ยินในอัตราน้อยกว่าที่เป็นอยู่

 

สำหรับผู้สุงอายุที่มีปัญหาได้ยิน แต่จับคำพูดไม่ได้ หรือผู้ที่สงสัยว่าจะมีอาการประสาทหูเสื่อม สามารถนัดหมายเข้ารับการตรวจช่องหูเพื่อดูสุขภาพของช่องหู ตรวจสมรรถภาพของหูชั้นกลาง และการตรวจการได้ยินเพื่อให้ทราบความบกพร่องในแต่ละความถี่ โดยนักแก้ไขการได้ยินได้ที่ ศูนย์บริการเครื่องช่วยฟังอินทิเม็กซ์ ทุกสาขา

 

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่ ยินดีให้บริการ
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟซบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
* https://www.nidcd.nih.gov/health/age-related-hearing-loss
** https://www.asha.org/uploadedFiles/AIS-Hearing-Loss-Age-Related.pdf

      อาหารแทบทุกชนิดล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของเรา ทุกคนรู้ว่านมดีต่อกระดูก และแครอทดีต่อสายตา แต่ใครจะรู้ว่าช็อกโกแลตดีสำหรับการได้ยิน

 


      ช็อกโกแลต (Chocolate) หนึ่งในผลิตผลที่มาจากเมล็ดโกโก้ อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระโพลีฟีนอลอย่างฟลาโวนอยด์ที่ช่วยปรับสมดุลความดันโลหิต เพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

       นอกจากนี้ในช็อกโกแลตยังมีสารเคมีที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง อย่างสารเซโรโทนิน โดพามีน ในการปรับสภาพอารมณ์และส่งผลต่อการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ช่วยลดภาวะอาการซึมเศร้าและความเครียดลงได้

 


ทีมนักวิจัย นำโดย Dr.Sang-Yeow Lee แพทย์หู คอ จมูก The Seoul National University Hospital ได้เผยแพร่งานวิจัยล่าสุด* ตีพิมพ์ในวารสาร Nutrients Journal เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2562 โดยเป็นการสำรวจของ Korean National Health and Nutrition Examination Survey กับประชากร 3,575 คน ที่มีอายุระหว่าง 40 – 64 ปี ในปี พ.ศ. 2555 – 2556 พบว่า…

“อัตราการเกิดความบกพร่องทางการได้ยิน ทั้งเกิดในหูข้างเดียวหรือเกิดในหูทั้งสองข้าง ของผู้ที่รับประทานช็อกโกแลตต่ำกว่า ผู้ที่ไม่ได้รับประทานช็อกโกแลตอย่างมีนัยสำคัญ”

 

งานวิจัยยังพบว่า การรับประทานช็อกโกแลตเป็นประจำ อาจช่วยป้องกันผู้ที่อยู่ในวัยกลางคนจากการเกิดความบกพร่องทางการได้ยินได้

 

       อย่างไรก็ตาม การบริโภคช็อกโกแลตควรบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน เป็นต้น

 

 

ด้วยความห่วงใย

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai


ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC6520725/
https://www.pobpad.com/

            เมื่อทั้งโลกเปลี่ยนไปในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มาตรการรักษาระยะห่างทางสังคมที่ต้องการให้ผู้คนอยู่ห่างกัน ทำให้ร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ และธุรกิจหลายธุรกิจต้องปิดตัวลง เป็นสาเหตุให้เราต้องแยกตัวเอง หลีกเลี่ยงพาตัวเองออกจากที่ที่มีการรวมตัวของคนหมู่มาก รักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัย และเพื่อป้องกันการแพร่กระจายตัวของเชื้อไวรัสโควิด-19

 

สำหรับผู้ที่มีปัญหาทางการได้ยิน การรักษาสุขภาพการได้ยิน การดูแลรักษาเครื่องช่วยฟัง และอุปกรณ์ส่งเสริมการฟังที่เชื่อมต่อแบบไร้สายต่างๆ ให้ยังคงใช้งานได้ดีเต็มประสิทธิภาพ มีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกับความเครียด

 

การเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ 7 ข้อ ดังนี้

สำหรับผู้สูญเสียการได้ยินและใส่เครื่องช่วยฟัง


1. สำรองแบตเตอรี่

ท่านมั่นใจหรือไม่? ว่าท่านสำรองแบตเตอรี่ไว้เพียงพอสำหรับการใช้งานเครื่องช่วยฟังอย่างน้อยในอีก 2 เดือนข้างหน้า เติมสต๊อกแบตเตอรี่ของท่านให้เต็ม พร้อมใช้งานตลอดเวลา การสั่งซื้อออนไลน์ในช่วงเวลานี้อาจจะเหมาะสมกับสถานการณ์ได้ดี

 

ท่านสามารถเลือกช่องทางในการสั่งซื้อ ที่ท่านสะดวก:

  • โทร. 089 – 053 7111, 053 – 271 533
  • ออนไลน์ : Facebook, Line ID : @hearingchiangmai
  • Shopee : INTIMEXCHIANGMAI

 

2. การติดต่อผู้ให้บริการ กรณีฉุกเฉิน (เช่น เครื่องเงียบ เครื่องเสีย แบตเตอรี่หมด ฯลฯ)

เพื่อความอุ่นใจ ขอให้ท่านบันทึกเบอร์โทรติดต่อศูนย์บริการฯ หรือ เพิ่มช่องทางติดต่อทางออนไลน์ เช่น Facebook และ Line ของศูนย์บริการ ไว้ติดต่อยามฉุกเฉิน

 

3. รับบริการที่รถ (สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเข้ารับบริการภายในศูนย์ฯ)

ใช้บริการรอในรถ หรือทิ้งเครื่องช่วยฟังไว้กับผู้ให้บริการได้ทำการตรวจเช็คและทำความสะอาด (ใช้เวลาประมาณ 30 – 40 นาที) แล้วสามารถกลับเข้ามารับเครื่อง เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก และลดความแออัดในการเข้ารับบริการภายในตัวอาคาร

 

4. Social Distancing การเว้นระยะห่าง ในการเข้ารับบริการ

การนัดหมายล่วงหน้า จะช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถจัดสรรระยะเวลาการให้บริการแต่ละบุคคลได้ห่างกัน เพื่อลดความแออัดภายในศูนย์บริการ และจัดแบ่งโซนพื้นที่ให้บริการ โดยผู้เข้ารับบริการควรนั่งเว้นระยะห่างระหว่างนั่งรอรับบริการ เพื่อความปลอดภัยของผู้เข้ารับบริการทุกท่าน

 

5. ติดต่อเพื่อน หรือญาติของคุณอย่างสม่ำเสมอ (กรณีอยู่คนเดียว)

โทรศัพท์ หรือวีดีโอคอล กับเพื่อนหรือญาติของคุณอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เขาเหล่านั้นทราบว่า ท่าน/เขา ยังสบายดีและปลอดภัยดี

 

6. พิจารณาซื้อเครื่องสำรอง (Intimex Line My Shop)

หากท่านจำเป็นต้องได้ยิน และต้องใส่เครื่องเป็นประจำทุกวัน โปรดพิจารณาเครื่องสำรองเป็นตัวเลือกในสถานการณ์เช่นนี้

“เครื่องช่วยฟังประกอบด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โอกาสที่จะชำรุด ทำงานผิดปกติ หรือหยุดทำงานกระทันหันเกิดขึ้นได้เสมอ หากเกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์ประกาศสั่งห้ามออกนอกเคหะสถาน ท่านจะไม่สามารถส่งซ่อมได้ ด้วยเหตุนี้การมีเครื่องสำรองชั่วคราว อาจเป็นการเตรียมความพร้อมที่คุ้มค่า”

 

7. เตรียมพร้อมหากคุณต้องพบแพทย์ที่โรงพยาบาล

หากท่านมีความจำเป็นต้องพบแพทย์ ขอให้เตรียมเครื่องช่วยฟังที่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และแบตเตอรี่สำรองเผื่อไว้  ขอให้พาญาติหรือเพื่อนไปด้วยทุกครั้ง และจำเป็นต้องแจ้งแพทย์และพยาบาลที่เกี่ยวข้องว่าท่านมีความบกพร่องทางการได้ยินและใส่เครื่องช่วยฟังอยู่

 


              ศูนย์บริการเครื่องช่วยฟังอินทิเม็กซ์ ยังอยู่เคียงข้างผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงจากทางราชการ เพื่อช่วยให้ท่านมีความสุขกับการได้ยินอย่างที่ท่านต้องการ นอกจากนั้นเพื่อให้บริการสนับสนุนแก่ท่านที่ใส่เครื่องช่วยฟัง  ศูนย์ฯ ได้เพิ่มบริการพิเศษในช่วงวิกฤตไวรัสโควิด ดังนี้

  1. จัดเจ้าหน้าที่ให้บริการรับ-ส่งเครื่องที่รถส่วนตัวของท่าน โดยที่ท่านไม่จำเป็นต้องลงจากรถ
  2. จัดทำราคาเครื่องช่วยฟังสำรอง ในราคาพิเศษ ท่านสามารถสั่งซื้อผ่าน Line My Shop ที่ Intimex Line My Shop

 

การแพร่กระจายของโรคโควิด-19 ทำให้ชีวิตของพวกเราทุกคนเต็มไปด้วยความท้าทาย ดังนั้นโปรดให้ความสำคัญกับการได้ยินของท่าน และติดต่อกับผู้ให้บริการด้านการได้ยินที่สามารถช่วยให้ท่านเตรียมพร้อมผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปพร้อมกัน

 

ด้วยเหตุที่ว่า ทำไมผู้มีความบกพร่องทางการได้ยิน ถึงมีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อไวรัส COVID-19

จากข้อมูลหลายแหล่งได้ให้รายละเอียด ดังนี้;


  • ประการแรก ปัญหาการสื่อสารด้านการดูแลสุขภาพ ที่ผู้มีความบกพร่องทางการได้ยินไม่สามารถเข้าถึงรายละเอียดของข้อมูลข่าวสาร ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพที่ถูกต้อง และบ่อยครั้งที่ระดับความรู้ด้านสุขภาพลดลง หรือ ความฉลาดทางสุขภาพ (Health Literacy) อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดพลาดในการใช้ยาและการรักษา

ความฉลาดทางสุขภาพ (Health Literacy) หมายถึง ความสามารถและทักษะในการเข้าถึงข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจ เพื่อวิเคราะห์ ประเมินการปฏิบัติและจัดการตนเอง รวมทั้งสามารถชี้แนะเรื่องสุขภาพส่วนบุคคล ครอบครัว และชุมชน เพื่อสุขภาพที่ดี

 


  • ประการที่สอง ความรู้สึกโดดเดี่ยว ความเครียด วิตกกังวล และภาวะซึมเศร้าจากการแยกตัวออกจากสังคมของผู้บกพร่องทางการได้ยิน อาการเหล่านี้ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส COVID-19 และเสี่ยงมากยิ่งขึ้นสำหรับ…ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน เป็นต้น โรคเหล่านี้พบได้บ่อยในผู้มีความบกพร่องทางการได้ยิน

 

หากท่านมีความจำเป็นต้องพบแพทย์ ในช่วงของการระบาดของ เชื้อไวรัสโควิด-19 ควรเตรียมความพร้อม ดังนี้

  1. สวมอุปกรณ์ป้องกันหน้ากากอนามัยอย่างมิดชิด
  2. เดินไปกับญาติ หรือบุคคลในครอบครัว เพื่อช่วยฟังคำอธิบายจากแพทย์
  3. ใส่เครื่องช่วยฟังที่เหมาะสมกับระดับการได้ยินตลอดเวลา
  4. นำยาที่รับประทานอยู่ติดตัวไปด้วย
  5. ระหว่างที่มีโรคระบาด ทางโรงพยาบาลจะมีผู้ป่วยจำนวนมาก ซึ่งแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์จะยุ่งกับการดูแลผู้ป่วย และมีเวลาให้ท่านน้อย ขอให้ญาติหรือบุคคลในครอบครัวจดจำสิ่งที่แพทย์บอก การรับประทานยาตามแพทย์สั่ง และการวางแผนการรักษา
  6. ถ้าท่านพักอยู่โรงพยาบาลในช่วงเวลาที่มีโรคระบาด ควรพยายามออกจากโรงพยาบาลและกลับมาบ้านให้ได้เร็วที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อในโรงพยาบาล

ขอให้ท่านศึกษาคำแนะนำในการปฏิบัติตนให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) และติดตามข่าวสารการแพร่ระบาดอย่างสม่ำเสมอ

 

อย่าลืมสังเกตตัวเอง หากมีอาการไข้สูงมากกว่า 37.5 องศา  ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล หายใจเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก คุณอาจเสี่ยงติดเชื้อ Covid-19 ควรรีบมาพบแพทย์ด่วน!

 

 

ด้วยความห่วงใย,

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai


ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
https://www.chadruffinmd.com/blog/2020/3/15/covid-19-and-hearing-loss
กรมอนามัย

          ดูแลเครื่องช่วยฟังและประสาทหูเทียมด้วยชุดเซ็ท Hearing Care Package เหมาะกับการพกพา/เดินทาง ให้ผู้ใช้จัดเก็บอุปกรณ์เครื่องช่วยฟังหรือประสาทหูเทียมได้อย่างง่ายดาย ไม่หลงลืมชุดอุปกรณ์ที่จำเป็น อีกทั้งยังช่วยดูแลรักษาอุปกรณ์ให้ปราศจากความชื้น ให้ผู้ใช้หมดกังวลเรื่องการเก็บรักษาในระหว่างการเดินทาง

 

Hearing Care Package ประกอบด้วยอุปกรณ์ทั้งหมด 4 ชิ้น ดังนี้;


1. Dry Bag สารดูดความชื้น จำนวน 2 ซอง ใช้สำหรับดูดความชื้นเครื่องช่วยฟัง/ประสาทหูเทียม ด้วยขนาดซองบรรจุที่พอดีและใช้งานง่าย สามารถจัดเก็บไว้ใน Care Box และ Care Bag ใช้งานได้ยาวนานถึง 2 เดือน

สารดูดความชื้น ชนิดดินไดอะตอม จากธรรมชาติ

  • ได้รับการรับรองความปลอดภัยในการจัดเก็บ การใช้งาน และการกำจัดภายหลังการใช้งาน จากรัฐบาลประเทศเดนมาร์ก
  • มาตรฐานสากล : US-Mil-Spec D3464D (ประเทศสหรัฐอเมริกา) DIN 55.473 (ประเทศเยอรมนี) ผ่านการทดสอบจากสถาบัน Cambridge Refrigeration Technology (ประเทศอังกฤษ) และสถาบัน BFSV (ประเทศเยอรมนี)
  • วัสดุบรรจุ : TYVEK กระดาษชนิดพิเศษ มีความยืดหยุ่นและรูพรุนสูง อากาศสามารถไหลเวียนผ่านได้ดี Recycle ได้ 100%
  • ขนาด : 6.8 x 10.7 x 0.8 cm
  • อายุการใช้งาน : 2 เดือน นับจากเปิดใช้งาน

 

2. Care Box กล่องเก็บเครื่องช่วยฟัง/ประสาทหูเทียม ถูกออกแบบให้มีความแข็งแรงทนทานต่อการใช้งาน ป้องกันความชื้นจากภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ มาพร้อมปุ่มกดสุญญากาศ เพื่อไล่อากาศภายในออกจากกล่อง ใช้งานง่ายและสะดวกสบาย

  • วัสดุ : พลาสติก Polypropylene (PP) แข็งแรง ทนทาน น้ำหนักเบาและยืดหยุ่น ไม่ดูดซึมน้ำ ไม่ก่อให้เกิดเชื้อรา ป้องกันความชื้นผ่านเข้าออกได้, Rubber Seal ซีลยางซิลิโคน ทนทานต่อความร้อนสูง มีความยืดหยุ่นและต้านทานต่อแรงกดบีบอัด
  • จุดหลอมเหลว : ทนความร้อนได้ถึง 140°C
  • ความจุ : 175 ml
  • ขนาด : 4.9 x 13.4 x 6.7 cm

วิธีใช้งาน :

  1. นำ Dry Bag เขียนระบุวันเปิดใช้งานและวันหมดอายุ ให้เรียบร้อย
  2. นำ Dry Bag ใส่ลงไปในกล่อง Dry Box
  3. นำเครื่องช่วยฟัง แยกแบตเตอรี่ออกจากเครื่องทุกครั้ง
  4. วางเครื่องช่วยฟังลงบน Dry Bag ปิดฝากล่อง
  5. กดปุ่มสุญญากาศที่อยู่ด้านบนฝากล่อง เพื่อไล่อากาศภายในออกจากกล่อง
  6. เมื่อต้องการเปิดใช้งาน ให้ดึงปุ่มขึ้น แล้วเปิดฝากล่อง

3. Care Bag กระเป๋าเก็บเครื่องช่วยฟัง/ประสาทหูเทียม แบบพกพา ออกแบบมาให้มีช่องตาข่ายสำหรับใส่ Dry Bag สารดูดความชื้น แบ่งแยกเป็นสัดส่วน ให้คุณเก็บเครื่องช่วยฟัง/ประสาทหูเทียมได้อย่างง่ายดาย

  • วัสดุ : พลาสติก Polypropylene (PP) หุ้มด้วยหนังสังเคราะห์ Polyurethane (PU) แข็งแรงทนทานต่อการสึกหรอ/ฉีกขาด น้ำหนักเบา สัมผัสนุ่มสบาย ภายในบุด้วยผ้าใยสังเคราะห์เนื้อนุ่ม
  • ขนาด : 8.9 x 12.6 x 3.3 cm

 

 

 

 

 

4. กระเป๋าอเนกประสงค์ ใช้สำหรับเก็บชุดเซ็ทผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาเครื่องช่วยฟัง/ประสาทหูเทียม อาทิเช่น Dry Bag, Care Bag และ Care Box ให้เป็นระเบียบ พร้อมทั้งหูจับที่กระชับมือ ทนทาน น้ำหนักเบา ให้คุณพกพาได้สะดวกสบายตลอดการเดินทาง

  • วัสดุ : Nylon (Polyamine) ผ้าไนล่อน มีความเหนียว ยืดหยุ่น รับน้ำหนักและคืนตัวได้ดี แข็งแรงทนทาน อีกทั้งยังดูดความชื้นได้น้อยมาก
  • จุดหลอมเหลว : ทนความร้อนและอุณหภูมิสูงถึง 200°C
  • ขนาด : 10.2 x 24.7 x 17.3 cm

 

 

 

 


สอบถามชุดเซ็ทผลิตภัณฑ์ดูแลเครื่องช่วยฟัง/ประสาทหูเทียม ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟซบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

        เข้าสู่ฤดูฝน อุปสรรคสำคัญของผู้มีปัญหาการได้ยิน นอกจากการดูแลสุขภาพร่างกายไม่ให้ป่วยเป็นหวัดแล้ว การดูแลเครื่องช่วยฟังก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญด้วยเช่นกัน แม้ว่าเทคโนโลยีเครื่องช่วยฟังในปัจจุบันจะมีระบบการป้องกันน้ำและฝุ่น (IP 57) และเคลือบสารไฮโดรโฟบิก (Hydrophobic) สารที่ทำให้น้ำกลายเป็นหยดน้ำไว้ แต่ก็สามารถป้องกันอันตรายจากน้ำได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น

    หยดน้ำหรือละอองน้ำ ที่เกิดจากฝนหรือเหงื่อของผู้สวมใส่ มีโอกาสที่จะไหลหรือซึมเข้าสู่ภายในเครื่องช่วยฟังผ่านทางรูไมโครโฟน(2, 2a)* หรือตามซอกรังถ่าน(6)** โดยน้ำที่ตกค้างอยู่ภายในอุปกรณ์จะเป็นตัวก่อให้เกิดความชื้น และส่งผลให้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เป็นสนิม ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เครื่องช่วยฟังชำรุด เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการซ่อมเครื่อง หรืออาจต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์ใหม่ ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ควรดูแลและปฏิบัติให้ถูกวิธี

 


การดูแลและป้องกันเครื่องช่วยฟัง จากน้ำหรือเหงื่อ

    เช่น การอยู่นอกตัวอาคารเมื่อฝนตก การออกกำลังกาย ให้ท่านปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้

1. กรณีฝนตก ผู้สวมใส่เครื่องช่วยฟังอยู่นอกตัวอาคาร ควรรีบถอดเครื่องช่วยฟังเก็บไว้ให้มิดชิด หรือหากถอดเครื่องไม่ทัน เมื่อเข้าที่ร่ม ให้ปฏิบัติดังนี้;

  • รีบถอดเครื่องออกเช็ดให้แห้ง
  • เปิดรังถ่านและนำถ่านออก เช็ดถ่านและช่องรังถ่านให้แห้ง
  • เปิดฝารังถ่านทิ้งไว้ เป่าลม / ผึ่งลมให้นานที่สุด (กรณีใช้ไดร์เป่าผม ปรับโหมด-ลมเย็น)
  • หลังจากทิ้งไว้จนแห้งสนิทแล้ว ลองใส่ถ่านเพื่อดูการทำงานของเครื่องว่าปกติหรือไม่

 

2. ก่อนออกจากบ้าน ควรเตรียมกล่องเก็บเครื่องช่วยฟัง / ถุงพลาสติก / ซิปล็อค กันน้ำได้ เมื่อฝนตกสามารถถอดเก็บได้อย่างปลอดภัย

 

3. กรณีผู้ใช้งานที่มีเหงื่อเยอะ จากการใช้งานระหว่างวัน หรือการออกกำลังกาย

  • การใช้งานระหว่างวัน หากผู้สวมใส่รู้สึกว่าตนเองมีเหงื่อออก ให้ถอดเครื่องออก ซับเหงื่อและเช็ดเครื่องช่วยฟังด้วยกระดาษทิชชู่ แล้วจึงนำกลับไปใส่ใหม่
  • กรณีออกกำลังกาย มีเหงื่อเยอะ แนะนำให้ควรถอดเครื่องช่วยฟังออก
  • หลังจากเลิกใช้งานเครื่องแล้ว ควรนำถ่านออกและเปิดฝารังถ่านทิ้งไว้ ผึ่งลม/เป่าลม ไล่ความชื้นพักสัก แล้วจึงนำเก็บไว้ในกล่องเก็บเครื่องช่วยฟังที่บรรจุสารดูดความชื้น หรือ
  • แนะนำให้ใช้เครื่องอบไล่ความชื้นสำหรับเครื่องช่วยฟัง อบทิ้งไว้ในเวลากลางคืนระหว่างนอนหลับ เครื่องอบจะทำการระบายความชื้นด้วยกระแสลมยาวนานถึง 8 ชั่วโมง และจะหยุดทำงานเองโดยอัตโนมัติ ช่วยลดความชื้นสะสมที่มีอยู่ภายในเครื่องลงได้

 

4. เมื่อเครื่องช่วยฟังโดนน้ำ เครื่องเงียบ ไม่มีเสียง ให้รีบนำเครื่องเข้าศูนย์บริการฯ เพื่อตรวจเช็คโดยเร็วที่สุด

 

ไม่ควรปล่อยให้เครื่องช่วยฟังสัมผัสน้ำ ความชื้น หรือเหงื่อเป็นเวลานานๆ เพราะอาจสร้างความเสียหายให้กับเครื่องช่วยฟังได้

 

 

สอบถามผลิตภัณฑ์ป้องกันความชื้นและเครื่องอบไล่ความชื้น ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

       OAE หรือ Otoacoustic Emission คือ การตรวจคัดกรองการได้ยินสำหรับทารกแรกเกิด (Newborn Hearing Screening) โดยการปล่อยเสียงกระตุ้น วัดเสียงสะท้อนจากเซลล์ขนภายในหูชั้นใน ใช้เวลาตรวจประมาณ 10 วินาที – 2 นาที ขณะทารกนอนนิ่งๆ หรือนอนหลับ ภายในห้องเงียบ เครื่องจะแสดงผลการตรวจอัตโนมัติ ทราบผลได้ทันที และมีความแม่นยำสูง โดยส่วนใหญ่จะตรวจหลังจากทารกมีอายุ 2 วันขึ้นไปก่อนกลับบ้าน

 


       รายงานจากองค์กรอนามัยโลกในปี พ.ศ.2555 พบว่าประชากรโลก 360 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 5.3 ของประชากรทั้งหมดที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน โดยเด็กที่สูญเสียการได้ยินแบบถาวร มีจำนวน 1 – 3 รายต่อทารกปกติ 1,000 ราย และ 2 – 4 รายต่อทารกที่รักษาตัวในหน่วยอภิบาลทารกแรกเกิด (NICU)

       ทั้งนี้ประเทศไทยมีการตรวจพบทารกที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน จำนวน 1.7 – 4 ต่อทารก 1,000 ราย ดังนั้นการตรวจ OAE ในทารกจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อตรวจหาความผิดปกติของการได้ยินที่อาจส่งผลต่อพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กในอนาคตได้


 

โดยผลตรวจจะแสดงอยู่ 2 ค่า คือ

  • PASS หมายถึง ทารกมีการได้ยินปกติ การทำงานของหูชั้นกลาง และประสาทรับเสียงภายในหูชั้นในปกติ
  • REFER หมายถึง ส่งตรวจซ้ำ อาจเกิดจากภาวะที่ทารกมีสิ่งอุดกั้นในช่องหู เช่น ไข น้ำคร่ำ ขี้หู ทำให้ไปขัดขวางการตรวจวัดเสียงสะท้อนจากหูชั้นใน หรือการทำงานของหูชั้นกลางและหูชั้นในมีความผิดปกติ จำเป็นต้องส่งตรวจ OAE ซ้ำ อีก 2 ครั้ง หากผลยัง REFER จะต้องทำการตรวจด้วยวิธีอื่น เช่น การตรวจการได้ยินระดับก้านสมอง (ABR; Auditory Brainstem Response) เพื่อการวินิจฉัยต่อไป (กรณีทารกตรวจคัดกรองไม่ผ่านควรได้รับการยืนยันว่าสูญเสียการได้ยิน ภายในอายุ 3 เดือน และควรได้รับการฟื้นฟูการได้ยินก่อนอายุ 6 เดือน)

 

ขั้นตอนการตรวจ OAE ในทารกแรกเกิดโรงพยาบาลลานนา เชียงใหม่

 

       ทั้งนี้แล้วกรณีผลตรวจ PASS ผู้ปกครองต้องคอยหมั่นสังเกตพัฒนาการทางการฟังและการพูดของเด็กในช่วงอายุต่างๆ ร่วมด้วย เนื่องจากอาจมีความผิดปกติเกิดขึ้นภายหลังได้ (อ่านข้อมูลทารกกลุ่มเสี่ยงและพัฒนาการตามช่วงอายุ)

       สาเหตุการเกิดความผิดปกติภายหลัง ได้แก่ การติดเชื้อหัด คางทูม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ การได้รับยาที่มีพิษต่อหู การฟังเสียงดังมากเกินไป การอักเสบของหูชั้นกลาง ประสาทหูเสื่อมจากกรรมพันธุ์ที่มีอาการภายหลัง เป็นต้น

 

“งานวิจัยพบว่า เด็กที่ตรวจพบความผิดปกติการได้ยินและได้รับการฟื้นฟูตั้งแต่ก่อนอายุ 6 เดือน เด็กจะมีพัฒนาการทางด้านภาษาดีกว่าเด็กที่ตรวจพบช้ากว่าอายุ 6 เดือน”

 

 

 

ปรึกษาทุกปัญหาการได้ยินและตรวจการได้ยิน ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai


ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
โรงพยาบาลสินแพทย์
จุฬาลงกรณ์เวชสาร 2561 ม.ค. – ก.พ.;62(1): 53 – 65;เชิญขวัญ ฐิติรุ่งเรือง, ภาณินี จารุศรีพันธุ์, เสาวรส ภทรภักดิ์. การคัดกรองการสูญเสีย
การได้ยินในเด็ก.
วิดีโอคลิปการตรวจ OAE โรงพยาบาลลานนา เชียงใหม่

         เค็ม ในที่นี้มาจากการรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของเกลือและโซเดียม ซึ่งโซเดียมเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่มีอยู่ในเกลือ

          โซเดียมมีความสำคัญในการควบคุมสมดุลของเหลวภายในร่างกาย ช่วยรักษาความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่ปกติ ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ช่วยดูดซึมสารอาหารบางอย่างในไตและลำไส้เล็ก การได้รับโซเดียมในปริมาณที่พอเหมาะจะช่วยส่งเสริมระบบต่างๆ ภายในร่างกาย

 


“ปริมาณการบริโภคโซเดียม ไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเกลือ 1 ช้อนชา
ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันสูง ไม่ควรเกิน 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเกลือ 3 ส่วน 4 ช้อนชา – ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก”


 

        ด้วยพฤติกรรมการรับประทานอาหารของคนไทยชอบการปรุงรสเพิ่ม เช่น พริกน้ำปลา ซอสต่างๆ ทำให้ร่างกายได้รับเกลือและโซเดียมมากเกินความจำเป็น ส่งผลให้ไต อวัยวะในการทำหน้าที่ขับของเสียทำงานหนักเนื่องจากต้องขับโซเดียมส่วนเกินออก และหากยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานเค็มที่มากเกินไปนี้ อาจทำให้เกิดโรคหลายโรคได้ เช่น โรคไต โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน เสี่ยงต่อโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร โรคกระดูกพรุน เป็นต้น

        โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบไหลเวียนของโลหิต เมื่อใดที่เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมอง ระบบประสาทส่วนอื่นๆ ภายในสมอง รวมถึงประสาทหู ประสาทตา จะทำให้เกิดอาการตาพร่ามัว เวียนศีรษะ บ้านหมุน สูญเสียการทรงตัว สูญเสียการได้ยินเนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยงที่หูชั้นใน ทำให้ประสาทหูชั้นในอักเสบ (Labyringthitis) นอกจากนี้ยังเกิดอาการหน้าเบี้ยว กลืนลำบาก พูดลำบากหรือฟังไม่เข้าใจ มีอาการชาครึ่งซีก กล้ามเนื้ออ่อนแรง และนำไปสู่การเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต

 

ปริมาณเกลือโซเดียมในชีวิตประจำวัน

  • เกลือ 1 ช้อนชา เท่ากับ โซเดียม 2,000 มิลลิกรัม
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ เท่ากับ โซเดียม 1,160 – 1,420 มิลลิกรัม
  • ซีอิ๊ว 1 ช้อนโต๊ะ เท่ากับ โซเดียม 690 – 1,420 มิลลิกรัม
  • ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ เท่ากับ โซเดียม 1,150 มิลลิกรัม
  • กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ เท่ากับ โซเดียม 1,430 – 1,490 มิลลิกรัม
  • ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ เท่ากับ โซเดียม 420 – 490 มิลลิกรัม

 

        ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมต่ำ รับประทานอาหารสด หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง อาหารกระป๋อง อาหารแปรรูป ขนมขบเคี้ยว (อาหารจำพวกนี้จะมีการเติมโซเดียมเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา) อ่านฉลากดูปริมาณเกลือโซเดียมก่อนเลือกซื้อสินค้า เปลี่ยนพฤติกรรมในการปรุงรส ชิมก่อนปรุงรส

การรับประทานเค็มมากเกินไป ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อประสาทหูที่อาจทำให้การได้ยินลดลง แต่ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย

 

 

ปรึกษาทุกปัญหาการได้ยินและตรวจการได้ยิน ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai


ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
เครือข่ายลดบริโภคเค็ม (สสส.)
สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย
bangkokhealth