ไดอะตอมมาเชียส เอิร์ธ (Diatomaceous Earth) หรือที่เรียกว่า ดินไดอะตอม เป็นดินที่เกิดจากการทับถมของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว พบได้ในประเทศเดนมาร์ก มีลักษณะโครงสร้างเป็นรูพรุนขนาดเล็กจำนวนมาก ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า รูพรุนเหล่านี้ทำให้ดินไดอะตอมมีคุณสมบัติในการดูดซับ และกักเก็บน้ำได้ดี มีประสิทธิภาพสูงในการดูดความชื้น

      อย่างไรก็ตาม การดูดความชื้นของดินไดอะตอมที่มีแรงดึงดูดของโมเลกุลค่อนข้างมาก ประสิทธิภาพในการดูดความชื้นที่ยาวนาน รวมถึงการคายความชื้นต่ำหรือไม่เกิดขึ้นเลย ทำให้ “ดินไดอะตอม” ถือเป็นทางเลือกที่ดีของสารดูดความชื้น และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ

 


“ดินไดอะตอม” ได้ถูกบรรจุอยู่ในรูปแบบซอง หรือที่เรียกว่า DRY-BAG® มีคุณสมบัติยอดเยี่ยมในการดูดความชื้นให้กับเครื่องช่วยฟัง ใช้งานง่าย น้ำหนักเบา ปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน และจากคุณสมบัติดังกล่าว  DRY-BAG® จึงมีคุณสมบัติเด่น 5 ประการ ดังนี้

 

1. ความสามารถในการดูดความชื้นที่มากถึง 75% ของน้ำหนักตัวเอง (มากกว่า Silica Gel ถึง 3 เท่าตัว) ซึ่งจะช่วยป้องกันเครื่องช่วยฟังจากความชื้นได้เป็นอย่างดี ลดโอกาสเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดสนิมภายในตัวเครื่องได้

 

2. การปกป้องเครื่องช่วยฟังจากความชื้นที่ยาวนานกว่า 60 วัน ด้วยความเร็วในการดูดความชื้นของ DRY-BAG® จะค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น ตามความชื้นสัมพัทธ์รอบข้าง โดยจะรักษาสมดุลย์ของความชื้นสัมพัทธ์ภายในกล่องเก็บเครื่องช่วยฟังไม่ให้ต่ำหรือสูงจนเกินไป และช่วยปกป้องเครื่องช่วยฟังจากความชื้นได้อย่างยาวนาน ตลอดการเก็บรักษาในกล่องเก็บเครื่องช่วยฟังอย่างมิดชิด

 

3. ความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม DRY-BAG® ได้รับการรับรองความปลอดภัยในการจัดเก็บ การใช้งาน และการกำจัดภายหลังการใช้งานจากรัฐบาลประเทศเดนมาร์ก สามารถย่อยสลายตามธรรมชาติ ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

 

4. คุณสมบัติเป็นไปตามข้อกำหนดของมาตรฐาน “สารดูดความชื้นระดับสากล” กล่าวคือ DRY-BAG® ได้รับมาตรฐาน US-Mil-Spec D3464D (ประเทศสหรัฐอเมริกา) DIN 55.473 (ประเทศเยอรมนี) และได้ผ่านการทดสอบจากสถาบันที่มีชื่อเสียงคือ Cambridge Refrigeration Technology (ประเทศอังกฤษ) และ BFSV (ประเทศเยอรมนี)

 

5. ความพิเศษของบรรจุภัณฑ์ DRY-BAG® บรรจุในกระดาษ TYVEK จากบริษัท Du Pont เป็นกระดาษชนิดพิเศษ มีความแข็งแรง แต่ยืดหยุ่นสูง สะท้อนแสง UV ทนน้ำ ทนต่อแรงฉีกขาด อากาศไหลเวียนผ่านได้ดี ทำให้ดูดจับอณูของความชื้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 



ปกป้องเครื่องช่วยฟังของคุณให้ปราศจากความชื้น ด้วย
DRY-BAG® และ Hearing Care Set

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ปกป้องความชื้นให้กับเครื่องช่วยฟัง ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

โฟลิก หรือ โฟเลต เป็นวิตามินตัวเดียวกัน นั่นคือ วิตามินบี 9 เพียงแต่มีชื่อเรียกแตกต่างกัน โดย “โฟลิก” เป็นชื่อเรียกของวิตามินบี 9 ที่ได้มาจากการสังเคราะห์ขึ้น ส่วน “โฟเลต” เป็นชื่อเรียกของวิตามินบี 9 ที่ได้รับจากอาหารตามธรรมชาติ

 


Lucy Wills

โฟเลต (Folate) ถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1930 เมื่อ Lucy Wills รายงานว่า สารสกัดจากยีสต์สามารถรักษาภาวะโลหิตจางชนิดเมกาโลบลาสติกในหญิงตั้งครรภ์ได้ ต่อมาในปี ค.ศ. 1941 สารนี้ได้ถูกพบในพืชผักอีกหลายชนิด เช่น ผักขม อัลฟาฟา จึงถูกเรียกว่า “โฟเลต” ซึ่งมาจากคำในภาษาลาตินว่า Folium หมายถึง ใบไม้ เมื่อเอ่ยถึงสารโฟเลต จึงทำให้นึกถึงใบไม้ ใบหญ้า ผักใบเขียว

 


 

โฟลิก ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ควบคุมการทำงานของสมอง มีบทบาทสำคัญในการสังเคราะห์โปรตีน และไม่ใช่แค่ลดโอกาสเสี่ยงการพิการแต่กำเนิดเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เจริญอาหาร แก้อาการอ่อนเพลีย ป้องกันภาวะซีดหรือโลหิตจาง ป้องกันโรค NCDs และโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease)

 

โฟลิก โฟเลต กับผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุควรรับประทานอาหารที่มีโฟเลตหรือโฟลิกสูง  ทั้งนี้มีผลการวิจัยยืนยันว่า…

 

“การได้รับกรดโฟลิกอย่างเพียงพอประมาณ 800 ไมโครกรัมต่อวัน สามารถลดระดับของสารโฮโมซีสเตอีนได้ถึงร้อยละ 25 จึงสามารถชะลอการสูญเสียการได้ยินในผู้สูงอายุได้ (Homocysteine Lowering Trialists’ Collaboration, 1998)”

 

สารโฮโมซีสเตอีนในเลือดเกิดจากการรับประทานอาหารโปรตีนมากเกินไป เป็นสารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย หากมีมากเกินกว่าระดับที่ควรเป็นจะทำลายหลอดเลือด โดยเฉพาะหลอดเลือดขนาดเล็ก เช่น หลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดที่อยู่ในสมอง รวมถึงหลอดเลือดที่เลี้ยงประสาทหู โดยจะมีผลทำให้หลอดเลือดดังกล่าวมีโอกาสตีบและอุดตันได้ง่ายกว่าที่ระดับของโฮโมซีสเตอีนในเลือดปกติ

 

รับประทานโฟลิกในปริมาณที่เหมาะสมร่วมกับวิตามินบี 6 และ บี 12 จะช่วยลดภาวะที่มีสารโฮโมซิสเทอีนเลือดสูง และลดความเสี่ยงโรคโลหิตจาง

ดังนั้น โฟลิก หรือโฟเลต มีความสำคัญในการรักษาระดับของโฮโมซีสเตอีนในเลือดไม่ให้สูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น ลดโอกาสเสี่ยงจากผนังหลอดเลือดถูกทำลาย และยังมีส่วนช่วยในการชะลอการสูญเสียการได้ยิน

 

 

ปรึกษาทุกปัญหาการได้ยินและตรวจการได้ยิน ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

      ความชื้น (Humidity) เกิดจากปริมาณไอน้ำที่มีอยู่ในอากาศ หากในอากาศมีปริมาณไอน้ำปะปนอยู่มาก แสดงว่ามีความชื้นมาก เช่นเดียวกันกับในบริเวณที่อากาศ มีปริมาณไอน้ำปะปนอยู่น้อย บริเวณนั้นจะมีความชื้นน้อย ซึ่งความชื้นของอากาศสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความดันและอุณหภูมิ

 

การรักษาระดับความชื้นภายในบ้านให้เหมาะสมถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ โดย The American Society of Heating, Refrigerating and Air-Conditioning Engineers (ASHRAE) กล่าวว่า ความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสมของมนุษย์อยู่ระหว่าง 30 – 60 เปอร์เซ็นต์

 

ความชื้น ส่งผลเสียกับ “เครื่องช่วยฟัง” อย่างไร?

    ความชื้นในอากาศเป็นสิ่งที่หลายๆ คนมองข้าม แต่ในความเป็นจริงแล้วสภาพอากาศที่มีความชื้นมากเกินไปหรือน้อยเกินไปอาจส่งผลต่อสุขภาพ และอุปกรณ์เครื่องช่วยฟังของเราได้

 

 

“เครื่องช่วยฟัง ประกอบด้วยชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น แผงวงจร และสายไฟ”

 

 

    ความชื้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในเครื่องช่วยฟังเสียหายได้ ความชื้นที่สูงจะทำให้เกิดปัญหาการนำไฟฟ้าของอุปกรณ์ บางครั้งอาจเกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้ รวมถึงการสึกกร่อนของอุปกรณ์ที่เกิดจากการเป็น “สนิม” และในขณะที่ความชื้นต่ำเกินไปก็จะทำให้อุปกรณ์เปราะหักได้ง่าย

      หากเราเก็บอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไว้ในบริเวณที่มีอากาศชื้น หรืออากาศเย็นเกินไป การนำมาใช้ต้องเพิ่มความระมัดระวัง ควรนำมาวางไว้ในสภาพอากาศและอุณภูมิห้องปกติสักพัก ก่อนเปิดใช้งาน และหลังจากใช้งานเสร็จควรเก็บไว้ในกล่องพลาสติก หรือกล่องสูญญากาศ ภายในกล่องบรรจุสารดูดความชื้นไว้ เพื่อยืดอายุการใช้งานเครื่องช่วยฟัง

Hearing-care-set

 

ปรึกษาปัญหาการได้ยินและเครื่องช่วยฟัง ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

ขอบคุณข้อมูล : Sod Engineering

        ปัญหาการได้ยิน หรือการได้ยินบกพร่องเกิดขึ้นได้ทุกช่วงวัยไม่เพียงแต่ในวัยผู้สูงอายุเท่านั้น และสำหรับผู้ที่มีปัญหาการได้ยินอันเนื่องมาจากประสาทหูเสื่อม ควรหาสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้ประสาทหูเสื่อมลงหรือเสื่อมเร็วขึ้นกว่าปกติ และควรป้องกันไม่ให้ประสาทหูเสื่อมมากขึ้น โดย

 

8 วิธี ชะลอความเสื่อมของประสาทหู


1. หลีกเลี่ยงเสียงดัง เช่น บริเวณที่มีการก่อสร้าง สถานบันเทิง เป็นต้น

2. ควบคุมโรคให้ดี หากเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคไต โรคกรดยูริกในเลือดสูง โรคซีด โรคเลือด โรคเหล่านี้ทำให้เลือดไปเลี้ยงประสาทหูน้อยลง ประสาทรับเสียงเสื่อมมากหรือเร็วขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น

3. หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีพิษต่อประสาทหู เช่น ยาแอสไพริน ยาควินิน

4. หลีกเลี่ยงอันตราย ที่อาจก่อให้อุบัติเหตุ หรือการกระทบกระเทือนบริเวณหู เช่น การเล่นฟุตบอล กีฬาเทควันโด้

5. หลีกเลี่ยงการติดเชื้อของหู หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น หวัด ทอนซิลอักเสบ ไซนัสอักเสบ

6. ลดอาหารเค็ม หรือเครื่องดื่มบางประเภทที่มีสารกระตุ้นประสาท เช่น กาแฟ ชา เครื่องดื่มน้ำอัดลม (มีสารคาเฟอีน), งดการสูบบุหรี่ (มีสารนิโคติน) ซึ่งสารคาเฟอีนและสารนิโคติน ทำให้เลือดไปเลี้ยงประสาทหูน้อยลง ทำให้ประสาทรับเสียงเสื่อมมาก หรือเร็วขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น

7. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดความเครียด วิตกกังวล

8. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 7 – 8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่

 

ประสาทหูเสื่อมที่เกิดจากการเสื่อมตามอายุ ไม่มีอันตรายร้ายแรงใดๆ แต่หากเสื่อมจากสาเหตุอื่น ควรพบแพทย์หู คอ จมูกเพื่อตรวจหาสาเหตุโดยเร็ว

 

 

ปรึกษาปัญหาการได้ยิน ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

        หลายท่านอาจกังวลและรู้สึกรำคาญใจกับอาการน้ำเข้าหู ซึ่งเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุจากกิจกรรมทางน้ำ เช่น การว่ายน้ำ การเล่นน้ำ ฯลฯ หรือแม้กระทั่งการสระผมที่เป็นกิจวัตรประจำวันของเราทุกคน

            อย่างไรก็ตาม เมื่อน้ำเข้าหู ไม่ควรปล่อยให้น้ำติดค้างอยู่ภายในหูนานเกินไป เนื่องจากอาจก่อให้เกิดการก่อตัวของแบคทีเรียในช่องหู และทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อนำไปสู่ภาวะโรคหูชั้นนอกอักเสบ (Otitis externa หรือ Swimmer’s ear) ได้ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเยื่อแก้วหูทะลุ หรือใส่ท่อระบายที่แก้วหู หรือหูชั้นนอกอักเสบบ่อยๆ แพทย์มักแนะนำไม่ให้น้ำเข้าหู ฉะนั้นควรป้องกันอย่างเคร่งครัด

 

4 วิธี ที่ไม่ควรทำเมื่อน้ำเข้าหู


1. หลีกเลี่ยงการใช้ไม้พันสำลี เพราะไม้พันสำลีจะดันน้ำและขี้หูให้เข้าไปลึกกว่าเดิม และอาจเกิดแผลถลอกในช่องหูได้

2. อย่าใช้นิ้วหรือเล็บสอดเข้าไปในหู

3. การใช้ยาหยอดหู ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

4. ไม่แนะนำวิธีการใช้น้ำส้มสายชูผสมแอลกอฮอล์หยอดหู เนื่องจากน้ำส้มสายชูอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้

 

4 วิธี ที่ควรทำเมื่อน้ำเข้าหู


1. เอียงศีรษะ : เอียงศีรษะข้างที่น้ำเข้าหูให้ขนานกับพื้น และดึงติ่งหูลง เพื่อให้ช่องหูยืดตรงและช่วยให้น้ำไหลออกมาได้สะดวกขึ้น

2. สร้างแรงดัน : เอียงศีรษะข้างที่น้ำเข้าหูให้ขนานกับพื้น แล้วนำฝ่ามือกดที่หูอย่างนุ่มนวลและคลายออก ทำจนกว่าน้ำในหูจะไหลออกมา

3. ลดแรงตึงผิว : เอียงศีรษะข้างที่น้ำเข้าหูขึ้นข้างบน จากนั้นหยดน้ำสะอาดลงไปในหูเล็กน้อยรอ 1-2 วินาที และรีบเอียงหูด้านที่มีน้ำเข้าหูให้ขนานกับพื้น เพื่อให้น้ำไหลออกจากหู น้ำที่ไหลออกจะรู้สึกอุ่นๆ วิธีการนี้เป็นการเพิ่มปริมาณน้ำเพื่อลดแรงตึงผิวของน้ำในหู

4. ทำน้ำในหูให้แห้ง : ใช้เครื่องเป่าผมปรับค่าต่ำสุดเป่าเข้าไปในหู โดยรักษาระยะห่างของเครื่องและใบหูพอสมควร

 

หากลองปฏิบัตทั้ง 4 วิธีข้างต้นแล้วอาการน้ำเข้าหูยังไม่ดีขึ้น แนะนำให้ควรพบแพทย์

 

 

ปรึกษาปัญหาการได้ยินหรือนัดหมายตรวจการได้ยิน ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

การทดสอบการได้ยิน หรือ การตรวจการได้ยิน (Hearing Test) เป็นการตรวจวัดสมรรถภาพการได้ยิน เพื่อหาระดับการได้ยินของหูทั้ง 2 ข้าง และเพื่อวินิจฉัยความผิดปกติของระบบการได้ยิน โดยระดับการได้ยิน “ปกติ” จะอยู่ระหว่าง -10 ถึง 25 เดซิเบล หากระดับการได้ยินมากกว่า 25 เดซิเบล ถือว่าการได้ยินของคุณมีความผิดปกติ และต่อไปนี้คือ 5 เหตุผล ที่คนส่วนมากมักไม่ยอมเข้ารับการทดสอบการได้ยิน

 

1. ฉันยังเด็กเกินไปที่จะทำการทดสอบการได้ยิน


    คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าการสูญเสียการได้ยิน มักเกิดขึ้นกับคนที่มีอายุมากหรือในผู้สูงอายุ ซึ่งการสูญเสียการได้ยินยังสามารถถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม การเกิดอุบัติเหตุ สภาพแวดล้อมในการทำงาน และการได้รับเสียงดังเป็นเวลาต่อเนื่องนานๆ เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุให้เกิดการสูญเสียการได้ยินเช่นกัน หากคุณสงสัยว่าตัวเองมีอาการสูญเสียการได้ยิน อย่าให้อายุเป็นตัวกำหนดการทดสอบการได้ยิน ทุกคนควรมีการทดสอบการได้ยินอย่างน้อย 1 ครั้ง

 

2. ฉันยังได้ยินเสียงดีอยู่


    สัญญาณเริ่มต้นของการสูญเสียการได้ยินมักจะสามารถชดเชยได้โดยการเพิ่มระดับเสียงขึ้น การเอนตัวเพื่อฟังการสนทนา หรือการขอให้คู่สนทนาพูดซ้ำ วิธีการเหล่านี้มีความเป็นไปได้ว่าคุณกำลังมีปัญหาการได้ยิน คุณอาจคิดว่าผู้คนกำลังพูดเบาเกินไปหรือสภาพแวดล้อมของคุณมีเสียงดังเกินไป แต่ถ้าคนอื่นสังเกตเห็นความบกพร่องทางการได้ยินของคุณ หรือถ้าคนรอบข้างคุณไม่ตอบสนองต่อเสียงรบกวนเช่นเดียวกับคุณ คุณควรพิจารณาเข้ารับการตรวจเช็คการได้ยินของคุณ

 

3. ฉันอาย


    การสูญเสียการได้ยินมักเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ และคนส่วนมากมักจะอายกับการใส่เครื่องช่วยฟัง บางคนมีความกังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์เมื่อรู้ว่าต้องใส่เครื่องช่วยฟัง อย่างไรก็ตามการขอให้ผู้อื่นพูดซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง อาจเป็นเรื่องที่น่าอายและเกิดความรำคาญใจเช่นกัน

    ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของเครื่องช่วยฟังในปัจจุบัน ได้มีการออกแบบเครื่องช่วยฟังให้มีรูปลักษณ์ที่ทันสมัย ขนาดเล็กกะทัดรัด และมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบที่แทบจะไม่สามารถมองเห็นได้ในเวลาที่คุณสวมใส่

 

4. ฉันไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร ฉันจำเป็นต้องให้แพทย์แนะนำมาตรวจก่อนหรือไม่?


    คุณสามารถนัดหมายการทดสอบการได้ยินด้วยตัวของคุณเอง และสามารถนัดหมายได้ทันทีเมื่อคุณสงสัยว่าการได้ยินของคุณลดลง คุณไม่จำเป็นต้องรอให้แพทย์ส่งตัวเพื่อทำการทดสอบการได้ยิน

 

5. ฉันไม่สามารถซื้อเครื่องช่วยฟังได้


    แม้ว่าเครื่องช่วยฟังอาจมีราคาแพง แต่ผู้ให้บริการเครื่องช่วยฟังหลายรายมีแผนการจ่ายเงินที่สามารถช่วยบรรเทาความกังวลทางการเงินของคุณได้ และเพื่อการได้ยินที่ดีอีกครั้ง รวมถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

 

การสูญเสียการได้ยินมีความเชื่อมโยงถึงภาวะซึมเศร้าและสมองเสื่อมได้

 

ปรึกษาปัญหาการได้ยินหรือนัดหมายตรวจการได้ยิน ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

       การสูญเสียการได้ยิน โดยสาเหตุหลักเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม การสัมผัสกับเสียงดังเป็นเวลานานๆ และตามช่วงวัย ซึ่งปัจจุบันยังไม่มียารักษาใดที่ช่วยฟื้นฟูภาวะการสูญเสียการได้ยินให้กลับมาเป็นปกติดังเดิมได้ การใส่เครื่องช่วยฟังจึงเป็นวิธีที่ช่วยให้การได้ยินดีขึ้น

        การเลือกซื้อเครื่องช่วยฟัง สำหรับผู้ที่ไม่เคยใส่เครื่องช่วยฟังมาก่อน มี 5 ข้อควรรู้ ดังนี้

1. ระดับการสูญเสียการได้ยิน

       ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องช่วยฟัง ท่านจะต้องทราบระดับการสูญเสียการได้ยินว่าอยู่ในระดับใด หรือในระดับความดังกี่เดซิเบล (dB) โดยระดับการสูญเสียการได้ยิน มีทั้งหมด 6 ระดับ ดังภาพต่อไปนี้

ข้อบ่งชี้ การใส่เครื่องช่วยฟัง จะใส่ต่อเมื่อสูญเสียการได้ยินในระดับ 40 เดซิเบล ขึ้นไป

 

2. กำลังขยายของเครื่องช่วยฟัง

       ผลการตรวจวัดระดับการสูญเสียการได้ยิน จะช่วยให้ท่านเลือกประเภทของเครื่องช่วยฟังที่เหมาะสมกับผลตรวจได้ง่ายมากยิ่งขึ้น และควรเลือกเครื่องช่วยฟังที่มีกำลังขยายที่สามารถรองรับกับการสูญเสียการได้ยินที่อาจเพิ่มขึ้นได้

• เครื่องช่วยฟังแบบในช่องหู (In The Ear – ITE) เหมาะสำหรับผู้สูญเสียการได้ยินในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง (26 – 40 dB)

• เครื่องช่วยฟังแบบทัดหลังหู (Behind The Ear – BTE) เหมาะสำหรับผู้สูญเสียการได้ยินในระดับปานกลางถึงค่อนข้างรุนแรง (40 – 70 dB)

• เครื่องช่วยฟังแบบทัดหลังหูกำลังขยายสูง (Power Behind The Ear – Power BTE) เหมาะสำหรับผู้สูญเสียการได้ยินในระดับรุนแรงขึ้นไป (70 – 90 dB)

หมายเหตุ หากสูญเสียการได้ยินในระดับ 90 เดซิเบลขึ้นไป การใส่เครื่องช่วยฟังจะไม่ได้ประโยชน์ ในกรณีนี้การผ่าตัดประสาทหูเทียมจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

 

3. การรับประกัน และบริการหลังการขาย

       เครื่องช่วยฟังในปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลายรุ่น หลากหลายยี่ห้อ และราคาค่อนข้างสูงสำหรับเครื่องช่วยฟังระบบดิจิตอลที่ได้รับมาตรฐาน ดังนั้นในการตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องช่วยฟัง 1 เครื่อง สิ่งที่ท่านควรสอบถามเพิ่มเติมกับผู้ให้บริการ คือ

• ระยะเวลา และเงื่อนไขต่างๆ ในการรับประกัน
• บริการหลังการขาย เช่น การติดตามผลหลังจากใส่เครื่อง การปรับเครื่องช่วยฟัง การทำความสะอาดเครื่อง
• ศูนย์ให้บริการซ่อมเครื่องช่วยฟัง (ระยะเวลาส่งซ่อม เครื่องสำรองระหว่างซ่อม)

       ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องช่วยฟังจะต้องมั่นใจว่าหลังจากที่ท่านซื้อเครื่องช่วยฟังไปแล้วและเกิดปัญหาขึ้น ท่านสามารถกลับไปยังศูนย์ที่ให้บริการได้

 

4. ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

       การใช้เครื่องช่วยฟังจะมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น คือ ค่าใช้จ่ายแบตเตอรี่เครื่องช่วยฟัง และค่าใช้จ่ายสารดูดความชื้น เนื่องจากเครื่องช่วยฟังเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ และในการสวมใส่อาจก่อให้เกิดเหงื่อ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องเกิดความชื้น การใช้สารดูดความชื้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยในการยืดอายุการใช้งานให้กับเครื่องช่วยฟัง

หมายเหตุ แบตเตอรี่ต้องเป็นแบตเตอรี่เครื่องช่วยฟังเท่านั้น ไม่สามารถนำแบตเตอรี่ชนิดอื่นมาใส่แทนกันได้ เนื่องจากมีประจุไฟที่แตกต่างกัน อาจทำให้เครื่องช่วยฟังเกิดความเสียหายได้

 

5. ความคาดหวังของการใส่เครื่องช่วยฟัง

      ผู้ใส่เครื่องช่วยฟังครั้งแรกและส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าการใส่เครื่องช่วยฟังนั้นจะทำให้การได้ยินกลับมาได้ยินปกติดังเดิม ซึ่งความเป็นจริงแล้วการใส่เครื่องช่วยฟังเป็นเพียงวิธีการช่วยให้การได้ยินดีขึ้น แต่ไม่สามารถกลับมาได้ยินเป็นปกติ 100% ได้ ผู้ใส่เครื่องช่วยฟังครั้งแรกจะต้องฝึกทำความคุ้นเคยกับเครื่อง โดยการนับชั่วโมงในการใส่เครื่อง ฝึกการฟัง ฝึกการพูด เพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง

 

ปรึกษาปัญหาการได้ยินและสอบถามการเลือกเครื่องช่วยฟังเพิ่มเติม ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

      แบตเตอรี่เครื่องช่วยฟังในปัจจุบันเป็นแบตเตอรี่ชนิด Zinc Air โดยตัวของแบตเตอรี่เองจะสร้างประจุไฟจากออกซิเจนในอากาศหลังจากมีการดึงสติ๊กเกอร์จากแบตเตอรี่ออก ดังนั้นเมื่อดึงสติ๊กเกอร์ออกแล้ว ควรวางแบตเตอรี่ทิ้งไว้ประมาณ 1 – 2 นาที เพื่อให้อากาศเข้าไปทำปฏิกิริยากับสังกะสีที่อยู่ภายในก้อนแบตเตอรี่ให้เกิดการสร้างประจุไฟขึ้น แล้วจึงนำแบตเตอรี่ใส่เข้ากับเครื่องช่วยฟัง

      สังกะสีในแบตเตอรี่เป็นสารที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ย่อยสลายได้ และให้กระแสไฟที่สม่ำเสมอตลอดระยะเวลาการใช้งานในกำลังไฟขนาด 1.4 โวลต์

 

แบตเตอรี่เครื่องช่วยฟัง มีทั้งหมด 4 ขนาด ดังนี้

เบอร์

สี ขนาด (มิลลิเมตร) ประเภทเครื่องช่วยฟัง

อายุการใช้งานเฉลี่ย (วัน)

A 10

เหลือง

5.8 x 3.6

แบบในช่องหู (ITE)

3 – 7

A 312

น้ำตาล

7.9 x 3.6

แบบลำโพงในช่องหู (MiniRITE, ITC)

3 – 10

A 13

ส้ม

7.9 x 5.4

แบบทัดหลังหูและในช่องหู (BTE, ITE)

6 – 14

A 675

ฟ้า

11.6 x 5.4

แบบทัดหลังหูกำลังขยายสูง (PowerBTE)

9 – 20

หมายเหตุ ผู้ใส่เครื่องช่วยฟังสามารถเลือกซื้อแบตเตอรี่ได้ง่าย โดยวิธีการดูจาก “เบอร์ หรือ สีสติ๊กเกอร์” ของแบตเตอรี่ที่ใช้อยู่ (แบตเตอรี่ชนิดนี้ไม่สามารถชาร์จไฟ หรือนำกลับมาใช้ซ้ำได้)

 

      อายุการใช้งานเฉลี่ยของแบตเตอรี่เครื่องช่วยฟัง ขึ้นอยู่กับชั่วโมงในการสวมใส่ ขนาดของแบตเตอรี่และกำลังไฟที่เครื่องช่วยฟังต้องการ โดยทั่วไปแบตเตอรี่เครื่องช่วยฟังขนาดเล็กจะมีอายุการใช้งานที่สั้นกว่าแบตเตอรี่ขนาดใหญ่

 

หากประสบปัญหาอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่สั้นลง ในกรณีนี้ควรอ่านคู่มือการใช้งานหรือติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านการได้ยิน เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างทำงานได้อย่างถูกต้อง

 

 

สนใจติดต่อสั่งซื้อแบตเตอรี่เครื่องช่วยฟัง ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

      ปัจจุบันคนไทยมีสถิติการป่วยทั้งแบบเรื้อรังและไม่เรื้อรังเพิ่มมากขึ้น โดยสาเหตุหลักของการเจ็บป่วยนั้นเกิดจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การรับประทานอาหาร (ของทอด ของมัน ของหวาน หรือรสจัดเกินไป) การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงความเครียดสะสมจากการทำงาน และพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา จนเกิดเป็นโรคเรื้อรัง หรือโรคประจำตัว ซึ่งปัจจุบันคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ป่วยและมีโรคประจำตัว

 

โรคประจำตัว คือ โรคที่ติดตัวผู้ป่วย ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ในทางการแพทย์หมายถึง โรคเรื้อรังที่ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาและอยู่ในความดูแลและควบคุมของแพทย์อย่างต่อเนื่อง

 

และโรคประจำตัวที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการได้ยิน ทำให้การได้ยินมีโอกาสลดลงได้นั้น คือ โรคประจำตัวที่เกี่ยวข้องกับระบบไหลเวียนโลหิต ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคไต

จากการวิจัยพบว่า โรคเบาหวานส่งผลกระทบต่อการสูญเสียการได้ยินมากกว่าการเปลี่ยนแปลงตามวัย การได้รับเสียงดังเกินไป และปัจจัยอื่นๆ อีกด้วย (LermanGarber, et al., 2012)

   โดยเฉพาะโรคเบาหวาน โรคที่ส่งผลให้ผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากกว่าปกติ ถ้าหากไม่มีการควบคุมในเรื่องของการรับประทานอาหาร และดูแลรักษาสุขภาพอย่างถูกวิธี ปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเป็นเวลานาน จะส่งผลต่อหลอดเลือดที่ทำหน้าที่ลำเลียงสารอาหารไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกายแข็งและหนาตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะลดลง และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต โรคตา โรคของระบบประสาท รวมถึงโรคของหลอดเลือดส่วนปลาย

        ทั้งนี้เนื่องจากภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิวิทยาในระดับหลอดเลือดขนาดเล็ก และประสาทรับความรู้สึก ทำให้มีผลต่อจอประสาทตา ไต และปลายประสาท รวมทั้งหลอดเลือดฝอยและเซลล์ประสาทรับความรู้สึกของหูชั้นใน

 

       ดังนั้น ผู้มีโรคประจำตัวดังกล่าว ควรควบคุมโรคให้ดี เพราะโรคเหล่านี้จะทำให้เลือดไปเลี้ยงประสาทหูน้อยลง และทำให้ประสาทรับเสียงเสื่อมมากขึ้นหรือเร็วขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น

 

 

ปรึกษาปัญหาการได้ยิน ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

    วิตามินมีบทบาทสำคัญช่วยในการขับเคลื่อนให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติ เมื่อเราบริโภคอาหารซึ่งมีวิตามินเป็นส่วนประกอบ วิตามินจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเพื่อใช้เสริมสร้างและซ่อมแซมอวัยวะส่วนที่สึกหรอต่างๆ ของร่างกาย

 

      วิตามินบี เป็นหนึ่งในวิตามินชนิดที่ละลายในน้ำได้ มีหลากหลายชนิด แต่ละชนิดจะทำงานเสริมประสิทธิภาพซึ่งกันและกัน ดังนั้นการรับประทานวิตามินบีให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด ควรรับประทานควบคู่กันไปหรือเลือกรับประทาน วิตามินบีรวม (Vitamin B-Complex) เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดแก่ร่างกาย วิตามินบีรวม ประกอบด้วย บี1 บี2 บี3 บี5 บี6 บี7 บี9 และ บี12 มีประโยชน์ ดังนี้

  • วิตามินบี 1 (ไทอะมีน) มีส่วนสำคัญในการช่วยบำรุงระบบประสาท สมอง กล้ามเนื้อ และการทำงานของหัวใจ บรรเทาอาการเมารถ เรือ เครื่องบิน ลดอาการเจ็บปวดและเหน็บชา
  • วิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน) ช่วยบำรุงผิวพรรณ เส้นผม และเล็บ มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างการเจริญเติบโตและระบบสืบพันธุ์ บำรุงสายตา บรรเทาอาการปวดศีรษะจากไมเกรน
  • วิตามินบี 3 (ไนอะซิน) ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ลดความดันโลหิต บรรเทาอาการปวดศีรษะจากไมเกรน ลดอาการวิงเวียนศีรษะของโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน รักษาอาการร้อนในและกลิ่นปาก บำรุงผิวพรรณ และช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
  • วิตามินบี 5 (กรดแพนโทเทนิก) ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายความตึงเครียด นอนหลับได้ดีขึ้น จำเป็นต่อการผลิตฮอร์โมนและการทำงานของสมอง บรรเทาอาการข้ออักเสบ รักษาอาการมือเท้าเหน็บชา ลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์
  • วิตามินบี 6 (ไพริด็อกซิน) ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกายให้แข็งแรง ชะลอวัย ป้องกันการเกิดนิ่วในไต ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ป้องกันโรคทางประสาท และโรคผิวหนังหลายชนิด ลดอาการกล้ามเนื้อหดเกร็ง
  • วิตามินบี 7 (ไบโอติน) บำรุงรักษาเส้นผม หนังศีรษะล้าน และเล็บ บรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ผดผื่นคัน ผิวหนังอักเสบ ช่วยในการเผาผลาญไขมันและโปรตีน ช่วยป้องกันโรคซึมเศร้า เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย
  • วิตามินบี 9 (กรดโฟลิก) ช่วยบำรุงผิวพรรณ ป้องกันแผลร้อนใน พยาธิในลำไส้ และอาการแพ้  ลดความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ ภาวะซีดหรือโลหิตจาง ลดความเสี่ยงการให้กำเนิดทารกที่มีความบกพร่องตั้งแต่กำเนิด
  • วิตามินบี 12 (โคบาลามิน) บำรุงระบบประสาท ทำให้ระบบประสาทแข็งแรง เพิ่มสมาธิ ความจำ และการทรงตัว ลดความเครียด เพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย และสามารถทำให้ร่างกายนำไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตไปใช้ได้อย่างเหมาะสม

 


แหล่งอาหารที่อุดมด้วย “วิตามินบีรวม”   ได้แก่

โฮลวีต รำข้าว ข้าวไม่ขัดสี ข้าวโอ๊ต จมูกข้าวสาลี ธัญพืชไม่ขัดสี บริเวอร์ยีสต์ ชีส ผักใบเขียว ถั่ว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง วอลนัต โยเกิร์ต เนื้อสัตว์ (หมู ไก่ ปลา) เนื้อไม่ติดมัน นม ไข่ ตับ ไต หัวใจ กากน้ำตาล เนย แครอท แคนตาลูป อะโวคาโด อินทผลัม ลูกพรุน มะเดื่อฝรั่ง กะหล่ำปลี ฟักทอง เอพริคอต


การได้รับวิตามินบีครบถ้วนทุกชนิดในปริมาณที่เหมาะสม จะทำให้เราได้รับประโยชน์จากวิตามินบีอย่างเต็มที่ วิตามินบีแต่ละชนิดจะช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบประสาท และความสมบูรณ์ของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย

 

ความเครียดจากชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ร่างกายขาดวิตามินบีได้

 

 

ปรึกษาปัญหาการได้ยินเพิ่มเติม ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai