ปัจจุบันคนไทยมีสถิติการป่วยทั้งแบบเรื้อรังและไม่เรื้อรังเพิ่มมากขึ้น โดยสาเหตุหลักของการเจ็บป่วยนั้นเกิดจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การรับประทานอาหาร (ของทอด ของมัน ของหวาน หรือรสจัดเกินไป) การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงความเครียดสะสมจากการทำงาน และพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา จนเกิดเป็นโรคเรื้อรัง หรือโรคประจำตัว ซึ่งปัจจุบันคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ป่วยและมีโรคประจำตัว

 

โรคประจำตัว คือ โรคที่ติดตัวผู้ป่วย ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ในทางการแพทย์หมายถึง โรคเรื้อรังที่ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาและอยู่ในความดูแลและควบคุมของแพทย์อย่างต่อเนื่อง

 

และโรคประจำตัวที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการได้ยิน ทำให้การได้ยินมีโอกาสลดลงได้นั้น คือ โรคประจำตัวที่เกี่ยวข้องกับระบบไหลเวียนโลหิต ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคไต

จากการวิจัยพบว่า โรคเบาหวานส่งผลกระทบต่อการสูญเสียการได้ยินมากกว่าการเปลี่ยนแปลงตามวัย การได้รับเสียงดังเกินไป และปัจจัยอื่นๆ อีกด้วย (LermanGarber, et al., 2012)

   โดยเฉพาะโรคเบาหวาน โรคที่ส่งผลให้ผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากกว่าปกติ ถ้าหากไม่มีการควบคุมในเรื่องของการรับประทานอาหาร และดูแลรักษาสุขภาพอย่างถูกวิธี ปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเป็นเวลานาน จะส่งผลต่อหลอดเลือดที่ทำหน้าที่ลำเลียงสารอาหารไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกายแข็งและหนาตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะลดลง และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต โรคตา โรคของระบบประสาท รวมถึงโรคของหลอดเลือดส่วนปลาย

        ทั้งนี้เนื่องจากภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิวิทยาในระดับหลอดเลือดขนาดเล็ก และประสาทรับความรู้สึก ทำให้มีผลต่อจอประสาทตา ไต และปลายประสาท รวมทั้งหลอดเลือดฝอยและเซลล์ประสาทรับความรู้สึกของหูชั้นใน

 

       ดังนั้น ผู้มีโรคประจำตัวดังกล่าว ควรควบคุมโรคให้ดี เพราะโรคเหล่านี้จะทำให้เลือดไปเลี้ยงประสาทหูน้อยลง และทำให้ประสาทรับเสียงเสื่อมมากขึ้นหรือเร็วขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น

 

 

ปรึกษาปัญหาการได้ยิน ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

    วิตามินมีบทบาทสำคัญช่วยในการขับเคลื่อนให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติ เมื่อเราบริโภคอาหารซึ่งมีวิตามินเป็นส่วนประกอบ วิตามินจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเพื่อใช้เสริมสร้างและซ่อมแซมอวัยวะส่วนที่สึกหรอต่างๆ ของร่างกาย

 

      วิตามินบี เป็นหนึ่งในวิตามินชนิดที่ละลายในน้ำได้ มีหลากหลายชนิด แต่ละชนิดจะทำงานเสริมประสิทธิภาพซึ่งกันและกัน ดังนั้นการรับประทานวิตามินบีให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด ควรรับประทานควบคู่กันไปหรือเลือกรับประทาน วิตามินบีรวม (Vitamin B-Complex) เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดแก่ร่างกาย วิตามินบีรวม ประกอบด้วย บี1 บี2 บี3 บี5 บี6 บี7 บี9 และ บี12 มีประโยชน์ ดังนี้

  • วิตามินบี 1 (ไทอะมีน) มีส่วนสำคัญในการช่วยบำรุงระบบประสาท สมอง กล้ามเนื้อ และการทำงานของหัวใจ บรรเทาอาการเมารถ เรือ เครื่องบิน ลดอาการเจ็บปวดและเหน็บชา
  • วิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน) ช่วยบำรุงผิวพรรณ เส้นผม และเล็บ มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างการเจริญเติบโตและระบบสืบพันธุ์ บำรุงสายตา บรรเทาอาการปวดศีรษะจากไมเกรน
  • วิตามินบี 3 (ไนอะซิน) ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ลดความดันโลหิต บรรเทาอาการปวดศีรษะจากไมเกรน ลดอาการวิงเวียนศีรษะของโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน รักษาอาการร้อนในและกลิ่นปาก บำรุงผิวพรรณ และช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
  • วิตามินบี 5 (กรดแพนโทเทนิก) ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายความตึงเครียด นอนหลับได้ดีขึ้น จำเป็นต่อการผลิตฮอร์โมนและการทำงานของสมอง บรรเทาอาการข้ออักเสบ รักษาอาการมือเท้าเหน็บชา ลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์
  • วิตามินบี 6 (ไพริด็อกซิน) ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกายให้แข็งแรง ชะลอวัย ป้องกันการเกิดนิ่วในไต ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ป้องกันโรคทางประสาท และโรคผิวหนังหลายชนิด ลดอาการกล้ามเนื้อหดเกร็ง
  • วิตามินบี 7 (ไบโอติน) บำรุงรักษาเส้นผม หนังศีรษะล้าน และเล็บ บรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ผดผื่นคัน ผิวหนังอักเสบ ช่วยในการเผาผลาญไขมันและโปรตีน ช่วยป้องกันโรคซึมเศร้า เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย
  • วิตามินบี 9 (กรดโฟลิก) ช่วยบำรุงผิวพรรณ ป้องกันแผลร้อนใน พยาธิในลำไส้ และอาการแพ้  ลดความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ ภาวะซีดหรือโลหิตจาง ลดความเสี่ยงการให้กำเนิดทารกที่มีความบกพร่องตั้งแต่กำเนิด
  • วิตามินบี 12 (โคบาลามิน) บำรุงระบบประสาท ทำให้ระบบประสาทแข็งแรง เพิ่มสมาธิ ความจำ และการทรงตัว ลดความเครียด เพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย และสามารถทำให้ร่างกายนำไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตไปใช้ได้อย่างเหมาะสม

 


แหล่งอาหารที่อุดมด้วย “วิตามินบีรวม”   ได้แก่

โฮลวีต รำข้าว ข้าวไม่ขัดสี ข้าวโอ๊ต จมูกข้าวสาลี ธัญพืชไม่ขัดสี บริเวอร์ยีสต์ ชีส ผักใบเขียว ถั่ว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง วอลนัต โยเกิร์ต เนื้อสัตว์ (หมู ไก่ ปลา) เนื้อไม่ติดมัน นม ไข่ ตับ ไต หัวใจ กากน้ำตาล เนย แครอท แคนตาลูป อะโวคาโด อินทผลัม ลูกพรุน มะเดื่อฝรั่ง กะหล่ำปลี ฟักทอง เอพริคอต


การได้รับวิตามินบีครบถ้วนทุกชนิดในปริมาณที่เหมาะสม จะทำให้เราได้รับประโยชน์จากวิตามินบีอย่างเต็มที่ วิตามินบีแต่ละชนิดจะช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบประสาท และความสมบูรณ์ของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย

 

ความเครียดจากชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ร่างกายขาดวิตามินบีได้

 

 

ปรึกษาปัญหาการได้ยินเพิ่มเติม ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

ผู้เข้ารับการผ่าตัดประสาทหูเทียม กรณีเด็ก จะต้องเข้าหลักเกณฑ์เบื้องต้น ดังนี้

  • หูหนวกแต่กำเนิด ทั้ง 2 ข้าง (สูญเสียการได้ยินตั้งแต่ระดับ 80 เดซิเบลขึ้นไป – ABR, ASSR ระดับ 90 เดซิเบลขึ้นไป)
  • อายุแรกเกิด ถึง 4 ปี ที่ไม่รับรู้เสียงพูด และไม่มีพัฒนาการด้านทักษะการฟัง การพูด และภาษา (สำหรับมูลนิธิ เด็กต้องอายุไม่เกิน 3 ขวบ)
  • อายุมากกว่า 5 ปี แต่ยังจำแนกคำพูดได้น้อยกว่า 50% ไม่ได้ประโยชน์จากการใส่เครื่องช่วยฟัง
  • ผู้ปกครองต้องทุ่มเท เอาใจใส่ และส่งเสริมการมีพัฒนาการทางด้านทักษะการฟัง และการพูดของเด็กเป็นอย่างดี

หมายเหตุ : อายุ ไม่ได้ระบุแน่ชัด ขึ้นอยู่กับการประเมินความพร้อมก่อนการผ่าตัดของทีมแพทย์ และการประเมินความพร้อมของครอบครัวในการฟื้นฟูภายหลังการผ่าตัด

          สำหรับความคาดหวังของการผ่าตัดประสาทหูเทียมในเด็กนั้น ผู้ปกครองจะเป็นผู้คาดหวังในการผ่าตัดเสียส่วนใหญ่ว่า หลังจากการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมแล้วเด็กจะต้องได้ยินและมีพัฒนาการตามช่วงวัยเหมือนเด็กปกติทั่วไป ซึ่งความเป็นจริงแล้ว สำหรับเด็กที่มีการสูญเสียการได้ยินแต่กำเนิด การรับรู้และพัฒนาการของเด็กจะช้ากว่าเด็กปกติ

          และเมื่อเข้ารับการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียม พัฒนาการของเด็กจะพัฒนาได้ช้าหรือเร็วนั้น ขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของผู้ปกครองและความพร้อมของตัวเด็กเอง

 

          ดังนั้นหลังจากการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียม ผู้ปกครองจำเป็นต้องให้การสนับสนุนและส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก ให้ความสำคัญกับการฝึกฟัง ฝึกพูด เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการให้เด็กเติบโตอย่างสมวัย (กรณีเด็กที่ทำการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมแล้วไม่ได้รับการฝึกฟัง ฝึกพูด อาจทำให้เด็กเลือกใช้ภาษามือ และท่าทางแทนการสื่อสารด้วยภาษาพูด)

 

การสูญเสียการได้ยินเป็นเวลานาน ส่งผลต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กได้

 

สอบถามข้อมูลเทคโนโลยีประสาทหูเทียมเพิ่มเติมได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

        การพูดคุยสื่อสารกับผู้ใส่เครื่องช่วยฟัง คู่สนทนาควรทำความเข้าใจก่อนว่า ผู้ใส่เครื่องช่วยฟังคือผู้ที่มีปัญหาการได้ยิน การใส่เครื่องช่วยฟังจะช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาการได้ยินนั้นกลับมาได้ยินอีกครั้ง ซึ่งการได้ยินจะชัดเจนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของประสาทหูที่คงเหลืออยู่ นอกจากการได้ยินแล้วผู้ใส่เครื่องช่วยฟังยังมีเรื่องของการแปลความหมายของคำพูดที่มักเป็นอุปสรรค ผู้ใส่เครื่องช่วยฟังจะเข้าใจในเรื่องที่สนทนาหรือไม่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเปอร์เซ็นต์การแปลความหมายของคำพูดด้วยเช่นกัน

 

การพูดคุยสื่อสารกับผู้ใส่เครื่องช่วยฟัง คู่สนทนาควรปฏิบัติด้วยความเข้าใจ 4 วิธี ดังนี้


1. พูดใกล้ๆ ช้าลงเล็กน้อย ระดับความดังปกติ คู่สนทนาจะต้องสนทนาใกล้ๆ และสนทนาในหูข้างที่เปอร์เซ็นต์การได้ยินคงเหลือมากที่สุด สนทนาช้าๆ ชัดๆ ในระดับความดังปกติ ไม่จำเป็นต้องสนทนาเสียงดัง หรือตะโกน

2. พูดต่อหน้า เพื่อให้ผู้ที่มีปัญหาการได้ยินมองเห็นหน้า และเห็นรูปปากชัดเจน คู่สนทนาจำเป็นต้องสนทนาให้เห็นหน้า เนื่องจากผู้ใส่เครื่องช่วยฟังบางรายมีเปอร์เซ็นต์การแปลความหมายของคำพูดเหลือน้อย อาจจะต้องใช้การมองรูปปากร่วมกับการฟังด้วย

3. การใช้ท่าทางประกอบการสนทนา กรณีที่มีการสูญเสียการได้ยินค่อนข้างมากไม่สามารถรับรู้ได้จากการฟังเพียงอย่างเดียว คู่สนทนาอาจจะต้องมีท่าทางประกอบ เช่น ทานข้าว ดื่มน้ำ ฯลฯ

4. การฝึกการฟัง ผู้ใส่เครื่องช่วยฟังควรฝึกการฟังในสถานการณ์ต่างๆ โดยเริ่มจากการพูดคุย แบบ 1 ต่อ 1 ในห้องเงียบ หลังจากนั้นค่อยๆ เพิ่มความยากขึ้นโดยพูดคุยในที่ที่มีเสียงรบกวน และพูดคุย 2 – 3 คน ตามลำดับ

 

หูตึง หรือประสาทหูเสื่อม อาการมักจะค่อยๆ เริ่มเสื่อมตามอายุที่มากขึ้นเรื่อยๆ และจะเป็นลักษณะเสื่อมแบบถาวร การคงสภาพประสาทหูที่เหลืออยู่ให้ใช้งานได้หรือเสื่อมช้าลง ด้วยการเลือกใส่เครื่องช่วยฟัง

 

 

สอบถามข้อมูลการเลือกเครื่องช่วยฟังเพิ่มเติมได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

ผู้เข้ารับการผ่าตัดประสาทหูเทียม กรณีผู้ใหญ่ จะต้องเข้าหลักเกณฑ์เบื้องต้น 4 หลักเกณฑ์ ดังนี้

  1. หูหนวกทั้ง 2 ข้าง (สูญเสียการได้ยินตั้งแต่ระดับ 80 เดซิเบลขึ้นไป – ABR, ASSR ระดับ 90 เดซิเบลขึ้นไป)
  2. ไม่ได้รับประโยชน์จากการใส่เครื่องช่วยฟัง / หูดับเฉียบพลัน / ติดเชื้อไวรัส / เสื่อมตามวัย
  3. สุขภาพแข็งแรง ไม่มีอุปสรรค หรือข้อห้ามในการเข้ารับการผ่าตัด
  4. มีความต้องการสื่อสารด้วยภาษาพูด (พูดคุยกับคนรอบข้าง ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปกติ)

หมายเหตุ:  อายุไม่ได้ระบุแน่ชัด ขึ้นอยู่กับความพร้อมของสภาพร่างกายแต่ละบุคคล

       ผู้เข้ารับการผ่าตัดประสาทหูเทียม ย่อมคาดหวังผลจากการผ่าตัดว่า หลังจากการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมจะต้องได้ยินชัดเจนเหมือนคนปกติ 100%  ซึ่งความเป็นจริงแล้วผู้ผ่าตัดประสาทหูเทียมจะได้ยินเหมือนคนปกติได้นั้นต้องใช้เวลาในการปรับตัว โดยตัวผู้ผ่าตัดเองต้องมีการฝึกฟัง ฝึกพูด สร้างความคุ้นเคยกับอุปกรณ์ประสาทหูเทียมเสียก่อน

          การฟังและการพูดให้ได้เหมือนคนปกติทั่วไปขึ้นอยู่กับชั่วโมงการฝึกฟัง ฝึกพูด และความใส่ใจของผู้ผ่าตัด รวมถึงความร่วมมือของญาติผู้ผ่าตัดในการดูแลและคอยสนับสนุนให้กำลังใจผู้ผ่าตัด

 

           สำหรับผู้ใหญ่ที่มีภาษาพูดมาก่อนแล้วเกิดการสูญเสียการได้ยินในภายหลัง และได้เข้ารับการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมโดยเร็ว จะช่วยให้ผู้ผ่าตัดฟื้นภาษาที่หายไปได้เร็วขึ้น การฟังและการพูดให้ได้เหมือนคนปกติจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

 

“ประสาทหูเทียมจะอยู่กับท่านไปตลอดชีวิต”

ท่านควรตระหนักถึงความสำคัญของการใส่เครื่อง การฝึกฟัง และการฝึกพูด
เพราะยังมีผู้สูญเสียการได้ยินอีกมากที่อยากได้รับโอกาสการได้ยินแบบท่าน

 

 

สอบถามข้อมูลเทคโนโลยีประสาทหูเทียมเพิ่มเติมได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

       หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเบิกค่าอุปกรณ์เครื่องช่วยฟัง สำหรับผู้ประกันตน (ประกันสังคม) ซึ่งจัดอยู่ในหมวดหมู่ ประเภทและค่าอวัยวะเทียม และอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค กรณีสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะหรืออวัยวะบางส่วน

       โดยการรับสิทธิ์ต้องเป็นผู้ประกันตน มาตรา 33 และมาตรา 39 จะได้รับสิทธิ์เมื่อส่งเงินสมทบครบ 3 เดือนติดต่อกัน หรือภายใน 15 เดือนย้อนหลัง ส่งเงินสมทบรวมกันไม่น้อยกว่า 3 เดือน ก่อนเดือนที่ขอรับการรักษาพยาบาล

 

ข้อบ่งชี้ของการใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยฟัง

        สูญเสียการได้ยิน 2 ข้าง และมีการได้ยินที่ยังคงเหลืออยู่ (Residual Hearing) ในหูข้างที่ได้ยินดีกว่า หลังสิ้นสุดการรักษาด้วยยาหรือการผ่าตัดโดยต้องระบุสาเหตุความจำเป็นในการใส่เครื่องช่วยฟัง ลักษณะใด ลักษณะหนึ่ง ดังนี้

  1. ไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาหรือการผ่าตัด มีข้อห้ามในการผ่าตัด แพทย์ผู้รักษาพิจารณาแล้วว่าการผ่าตัดไม่เกิดประโยชน์ หรือผู้ป่วยปฏิเสธการผ่าตัด
  2. สูญเสียการได้ยินแบบประสาทหูเสื่อมอย่าเฉียบพลัน หลังการรักษาด้วยยาอย่างต่อเนื่อง มากกว่า 100 วัน
  3. การสูญเสียการได้ยินเป็นอุปสรรคต่อการสื่อความหมาย และการดำรงชีวิตประจำวัน หรือทำให้คุณภาพชีวิตลดลง
  4. การสูญเสียการได้ยินเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาภาษาและการพูด หรือมีความพิการซ้อน

 

หลักเกณฑ์และเงื่อนไข :

1. สูญเสียการได้ยินทั้ง 2 ข้าง

2. ข้างที่ดีกว่า จะต้องมีค่าเฉลี่ยของระดับการได้ยินทางอากาศ (Air Conduction Threshold) ของความถี่ 500, 1,000 และ 2,000 เฮิรตซ์ เท่ากับ หรือ มากกว่า 40 เดซิเบล

 

 

 

การเบิกค่ารักษาพยาบาล สำหรับเครื่องช่วยฟังแต่ละประเภท

เครื่องช่วยฟัง แบบกล่อง ระบบอนาล็อก เครื่องละ 7,000 บาท
เครื่องช่วยฟัง แบบกล่อง ระบบดิจิตอล เครื่องละ 9,000 บาท
เครื่องช่วยฟัง แบบทัดหลังใบหู ระบบดิจิตอล ข้างละ 12,000 บาท
เครื่องช่วยฟัง แบบใส่ในช่องหู ระบบดิจิตอล ข้างละ 12,500 บาท
เครื่องช่วยฟัง แบบนำเสียงผ่านกระดูกแบบหูเดียว ระบบดิจิตอลข้างละ 12,500 บาท

(ราคานี้รวมค่าบริการทางการแพทย์แล้ว 3,000 บาท)


อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ผู้ประกันตนติดต่อสถานพยาบาลตามสิทธิการรักษาของผู้ประกันตนโดยตรง ถึงขั้นตอนและกระบวนการเบิกค่าอุปกรณ์เครื่องช่วยฟัง

 

 

การเบิกเครื่องช่วยฟังใหม่ สามารถเบิกได้ต่อเมื่อ “อายุการใช้งานเครื่องช่วยฟัง อย่างน้อย 3 ปี และตรวจสอบแล้วว่าเครื่องช่วยฟังไม่สามารถใช้งานได้ หรือไม่เหมาะสมกับการสูญเสียการได้ยิน”

 

 

 

เราพร้อมให้คำปรึกษาทุกปัญหาการได้ยิน

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

       หูตึงกับผู้สูงอายุมักเป็นของคู่กัน เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ร่างกายได้ผ่านการใช้งานมาอย่างหนักแล้วย่อมเสื่อมลงตามกาลเวลา หนึ่งในปัญหาของผู้สูงอายุที่มักพบ คือ “ปัญหาการได้ยิน หรือ หูตึง” นั่นเอง

      ปัญหาหูตึงในผู้สูงอายุส่วนใหญ่เกิดจากความสามารถในการรับเสียงลดลง มักมีอาการหูอื้อ หรือหูตึง โดยมีอาการเริ่มแรกคือ ไม่ค่อยได้ยินเสียงแหลมๆ หรือเสียงที่มีความถี่สูง เช่น เสียงผู้หญิง เสียงดนตรีคีย์สูงๆ หรือเมื่ออยู่ในสถานที่ซึ่งมีเสียงรบกวนก็อาจฟังไม่เข้าใจ ทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตในการสื่อสารกับผู้อื่นน้อยลงโดยไม่รู้ตัว และเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการพบปะ พูดคุยกับผู้อื่น เนื่องจากเมื่อสนทนาแล้วต้องให้ผู้อื่นพูดซ้ำๆ เสียงดังๆ ผู้สูงอายุบางคนอาจจะต้องมองหน้า มองปาก เพราะฟังด้วยหูอย่างเดียวไม่รู้เรื่องแล้ว

 

“สิ่งนี้เป็นสัญญาณเตือนว่า…ถึงเวลาที่ท่านควรเข้ารับการรักษาหรือควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับปัญหาทางด้านการได้ยินแล้ว เพราะหากปล่อยไว้นาน ท่านอาจจะไม่ได้ยินอีกเลย ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลต่อการเกิดปัญหาซึมเศร้าได้”

 

การป้องกันและการดูแล

  • ควรตรวจสุขภาพการได้ยินเป็นประจำทุกปี เมื่ออายุ 60 ปี ขึ้นไป
  • ควบคุมดูแลโรคประจำตัว เพื่อป้องกันปัญหาแทรกซ้อนที่อาจทำให้หูตึงได้
  • ในกรณีที่มีปัญหาการได้ยินขั้นรุนแรง และรบกวนคุณภาพชีวิตประจำวัน ไม่สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพการได้ยินด้วยการใช้เครื่องช่วยฟัง (Hearing aids) ซึ่งเป็นวิธีที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุดีขึ้นได้

 


“การใช้เครื่องช่วยฟัง จะช่วยกระตุ้นการได้ยินให้ส่งคลื่นเสียงไปยังสมอง เพื่อคงการทำงานของสมองไว้ และลูกหลานควรดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด คอยให้กำลังใจ มีปฏิสัมพันธ์กับท่านอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะคงการได้ยินและสร้างความสุขให้กับท่าน”


 

เราพร้อมให้คำปรึกษาทุกปัญหาการได้ยิน

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

 

หู คือ อวัยวะในการรับฟังเสียง

ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ หูชั้นนอก หูชั้นกลาง และหูชั้นใน

 

การเสื่อมของประสาทหูสามารถเกิดขึ้นได้ทุกช่วงวัย โดยส่วนใหญ่แล้วมักพบในวัยสูงอายุ สำหรับโรคประสาทหูเสื่อม ชนิดเฉียบพลัน หรือ โรคหูดับฉับพลัน (Sudden Sensorineural Hearing Loss) เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมของประสาทหูชั้นใน ข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง อย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาสั้นๆ ทำให้ระดับการได้ยินลดลงอย่างรวดเร็ว บางรายอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีเสียงดังในหู (เสียงจั๊กจั่น จิ้งหรีด) หูอื้อ เวียนศีรษะ อาเจียน เสียการทรงตัว เป็นต้น

สามารถแบ่งได้ 2 สาเหตุ ดังนี้

แบบไม่ทราบสาเหตุ

  1. การติดเชื้อไวรัส เช่น โรคหัดเยอรมัน งูสวัด คางทูม ไข้หวัดใหญ่ ฯลฯ
  2. การอุดตันของหลอดเลือดที่ใช้ในการหล่อเลี้ยงหูชั้นใน
  3. การรั่วของน้ำในหูชั้นในเข้าไปยังหูชั้นกลาง เช่น การสั่งน้ำมูก/ไอ แบบรุนแรง

แบบทราบสาเหตุ

  1. การบาดเจ็บ เช่น ศีรษะกระแทก การผ่าตัดหู ความดันชั้นบรรยากาศเปลี่ยนแปลง
  2. เนื้องอก
  3. การติดเชื้อของหูชั้นใน เช่น การอักเสบ
  4. สารพิษ/พิษจากยา เช่น ยาแอสไพริน ยาขับปัสสาวะ ยาบางชนิดอาจทำให้ประสาทหูเสื่อมอย่างถาวร เช่น ยาต้านจุลชีพกลุ่ม อะมิโนไกลโคไซด์ (สเตรปโตมัยซิน กานามัยซิน เจนตามัยซิน นีโอมัยซิน อะมิกาซิน) อาจเกิดทันทีหลังจากการใช้ยา หรือหลังจากหยุดยาไประยะหนึ่งแล้ว
  5. โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

 

การรักษา

ในกรณีผู้ป่วยที่ทราบสาเหตุ แพทย์จะทำการรักษาโดยให้ยารักษาตามอาการ และกรณีผู้ป่วยที่ไม่ทราบสาเหตุ หากผู้ป่วยได้รับการรักษาจากแพทย์โดยเร็วใน 2 สัปดาห์แรกหลังจากมีอาการ และได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ผู้ป่วยสามารถกลับมาได้ยินเป็นปกติได้ (ส่วนใหญ่การได้ยินมักจะดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์แรกของการสูญเสียการได้ยิน)

แพทย์จะแนะนำผู้ป่วยตรวจวัดระดับการได้ยินเป็นระยะๆ เพื่อประเมินผลการรักษา และอาจนัดติดตามผู้ป่วยในระยะยาว เนื่องจากผู้ป่วยบางรายไม่ทราบสาเหตุ อาจพบสาเหตุในภายหลังได้

 

นอกจากนั้นผู้ป่วยควรป้องกันไม่ให้ประสาทหูเสื่อมมากขึ้น โดย

  • หลีกเลี่ยงเสียงดัง
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง, โรคไต, โรคกรดยูริกในเลือดสูง, โรคซีด ควรควบคุมโรคให้ดี
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีพิษต่อประสาทหู เช่น แอสไพริน อะมิโนไกลโคไซด์ ควินิน
  • หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ หรือการกระทบกระเทือนบริเวณหู
  • ลดอาหารเค็ม หรือเครื่องดื่มบางประเภทที่มีสารกระตุ้นประสาท เช่น กาแฟ ชา น้ำอัดลม (มีสารคาเฟอีน) งดสูบบุหรี่ (มีสารนิโคติน)
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดความเครียด วิตกกังวล
  • นอนหลับ พักผ่อนให้เพียงพอ

 

ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยของแพทย์ และแนวทางการรักษาโรค

ประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน

 

 

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการสูญเสียการได้ยินแบบเฉียบพลัน เราพร้อมให้คำปรึกษา

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 19 ตุลาคม 2561 พบจำนวนผู้ป่วยโรคไข้หูดับแล้ว 274 ราย เสียชีวิต 26 ราย โดยยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งพบผู้ป่วยโรคไข้หูดับ 317 ราย เสียชีวิต 15 ราย

ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไป รองลงมาอายุ 45 – 54 ปี  ภาคเหนือมีจำนวนผู้ป่วยมากที่สุดถึง 199 ราย หรือเกือบ 3 ใน 4 ของผู้ป่วยทั้งหมด และจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรก คือ พะเยา อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ และสระแก้ว ตามลำดับ

 

โรคไข้หูดับ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย “สเตร็ปโตค็อกคัส ซูอิส (Streptococcus suis)  โดยเชื้อจะอยู่ในทางเดินหายใจของหมู และอยู่ในเลือดของหมูที่กำลังป่วย เป็นเชื้อที่สามารถติดจากหมูสู่คนได้ ซึ่งมีการรายงานเกิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในปีพ.ศ. 2511

โรคนี้ติดต่อได้ 2 ทาง คือ

  1. การสัมผัสกับหมูที่ติดเชื้อ รวมทั้งเนื้อหมู เครื่องใน และเลือดหมู โดยติดต่อสู่คนทางบาดแผล รอยขีดข่วนตามร่างกาย หรือทางเยื่อบุตา
  2. การบริโภคเนื้อหมู และเลือดหมูที่ปรุงแบบดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ ที่มีเชื้ออยู่ ผู้ป่วยจะมีอาการหลังรับประทาน 3 – 5 วัน บางรายแสดงอาการหลังจากรับประทานภายใน 1 วัน ซึ่งเชื้อจะเข้าไปทำให้เยื่อหุ้มสมอง เยื่อบุหัวใจอักเสบ อาจทำให้ประสาทหูทั้ง 2 ข้างอักเสบและเสื่อมจนหูหนวกถาวร และอาจเสียชีวิตจากการติดเชื้อในกระแสเลือดได้

วิธีป้องกันโรค คือ

  • กินเนื้อหมูปรุงสุกเท่านั้น และควรเลือกซื้อเนื้อหมูที่ไม่มีกลิ่นคาว สีคล้ำ ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานจากโรงฆ่าสัตว์
  • ผู้ที่สัมผัสกับหมูที่ติดโรค โดยเฉพาะผู้เลี้ยงหมู ผู้ที่ทำงานในโรงฆ่าสัตว์ ผู้ที่ชำแหละเนื้อหมู สัตวบาล สัตวแพทย์ ควรสวมรองเท้า บู๊ทยาง สวมถุงมือ รวมถึงสวมเสื้อที่รัดกุมระหว่างทำงาน หากมีบาดแผลต้องปิดแผลให้มิดชิด และล้างมือหลังสัมผัสกับหมูทุกครั้ง

อาการของโรค คือ

ไข้สูง  ปวดศีรษะอย่างรุนแรง  เวียนศีรษะจนทรงตัวไม่ได้ อาเจียน คอแข็ง หูหนวก ท้องเสีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ภายหลังสัมผัสหมูที่ป่วย หรือหลังกินอาหารที่ปรุงมาจากเนื้อหมูดิบ หรือ สุกๆ ดิบๆ ให้รีบพบแพทย์ทันที และบอกประวัติการกินหมูดิบให้ทราบ เพราะหากมาพบแพทย์เร็วจะช่วยลดอัตราการหูหนวกและการเสียชีวิตได้ และโรคนี้สามารถรักษาหายและมียารักษาในโรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศ

ข้อมูล : สายด่วนกรมควบคุมโรค สอบถามเพิ่มเติมได้ โทร. 1422

 

สำหรับผู้ป่วยโรคไข้หูดับ ที่สูญเสียการได้ยินแล้วนั้น ท่านสามารถกลับมาได้ยินอีกครั้ง ด้วยวิธีการ การผ่าตัดประสาทหูเทียม  อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไฟฟ้าเข้าไปกระตุ้นประสาทการได้ยิน และผ่านไปยังสมองโดยตรง

ประสาทหูเทียม เชียงใหม่ หูหนวก

 

เราพร้อมให้คำปรึกษาผู้ป่วยที่มีอาการหูดับ หรือมีปัญหาการได้ยิน

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053271533, 0890537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

สิทธิการเบิกค่ารักษาพยาบาลประสาทหูเทียม รายการอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค
ตามหลักเกณฑ์ของประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ประเภทและอัตราค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค ประกาศ ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2560 มีดังนี้

 

ชุดประสาทหูเทียม cochlear Implant / ชุดประสาทหูเทียม ชนิดฝังก้านสมอง (Brainstem implant)                 1 ชุด    850,000 บาท

 

หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเบิกชุดประสาทหูเทียม

  1. การผ่าตัดประสาทหูเทียม หรือฝังประสาทหูเทียมชนิดฝังที่ก้านสมอง ผู้ป่วยแต่ละรายสามารถเบิกได้คนละ 1 ชุด เท่านั้น
  2. ใบรับรองแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดจะต้องระบุข้อบ่งชี้ครบทุกข้อ พร้อมทั้งหลักฐานการตรวจการได้ยิน รับรองโดยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดและตรวจสติปัญญาหรือพัฒนาการในเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปี รับรองโดยจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา มาเพื่อประกอบการเบิกจ่ายด้วย

คุณสมบัติของชุดประสาทหูเทียม

  1. มีจำนวน Electrode ตั้งแต่ 12 Electrode ขึ้นไป
  2. ได้รับรองการใช้จากองค์การอาหารและยาจากสหรัฐสอเมริกา (US FDA) หรือ European Medical Agency (EMA)
  3. มีการรับประกัน อุปกรณ์ในร่างกาย ไม่น้อยกว่า 10 ปี และเครื่องแปลงสัญญาณเสียงพูด (Speech Processor) ไม่น้อยกว่า 5 ปี

ชุดอุปกรณ์ ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ

  1. ส่วนที่อยู่ในร่างกาย ประกอบด้วยอุปกรณ์สำคัญ คือ ตัวรับสัญญาณ (Receiver) และขั้วไฟฟ้า (Electrode array) ชนิดหลายขั้ว (Multiple Electrodes) ตั้งแต่ 12 Electrode ขึ้นไป
  2. ส่วนที่อยู่นอกร่างกาย ประกอบด้วย
- เครื่องแปลงสัญญาณเสียงพูด (Speech processor)                                   ชิ้นละ 200,000 บาท
  หมายเหตุ เบิกได้ 1ชิ้น/5 ปี ในกรณีชำรุดจนซ่อมไม่ได้
- ขดลวดส่งต่อสัญญาณ และแม่เหล็ก (Transmitter/Magnet)                            ชิ้นละ 10,000 บาท
  หมายเหตุ เบิกได้ไม่เกิน 1 ชิ้น/ปี ในกรณีชำรุดจนซ่อมไม่ได้
- สายไฟเชื่อมต่อ เครื่องแปลงสัญญาณเสียงพูดเข้ากับขดลวดส่งต่อสัญญาณ (Coil cable)          ชิ้นละ 3,500 บาท
  หมายเหตุ เบิกได้ไม่เกิน 1 ชิ้น/ปี ในกรณีชำรุดจนซ่อมไม่ได้
- แบตเตอรี่ชนิดประจุไฟฟ้าใหม่ได้ (Rechargeable battery)                             ชิ้นละ 19,000 บาท
  หมายเหตุ เบิกได้ไม่เกิน 1 ชุด (2 ชิ้น)/2 ปี
- แบตเตอรี่ชนิดประจุไฟฟ้าใหม่ไม่ได้                                                  ชิ้นละ 9,000 บาท
  หมายเหตุ เบิกได้ไม่เกิน 1 ชุด (180 ก้อน)/ปี และราคาไม่เกินก้อนละ 50 บาท

หมายเหตุ สำหรับสิทธิประกันสังคมไม่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลประสาทหูเทียมได้

 

หลักเกณฑ์และข้อกำหนดสำหรับผู้ต้องการผ่าตัดประสาทหูเทียม : คุณสมบัติผู้ผ่าตัดประสาทหูเทียม

ขั้นตอนและกระบวนการผ่าตัดประสาทหูเทียม ที่ควรรู้ : ขั้นตอนการผ่าตัดประสาทหูเทียม

 

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิการเบิกประสาทหูเทียม เราพร้อมให้คำปรึกษา

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053271533, 0890537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai