Posts

 

หู คือ อวัยวะในการรับฟังเสียง

ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ หูชั้นนอก หูชั้นกลาง และหูชั้นใน

 

การเสื่อมของประสาทหูสามารถเกิดขึ้นได้ทุกช่วงวัย โดยส่วนใหญ่แล้วมักพบในวัยสูงอายุ สำหรับโรคประสาทหูเสื่อม ชนิดเฉียบพลัน หรือ โรคหูดับฉับพลัน (Sudden Sensorineural Hearing Loss) เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมของประสาทหูชั้นใน ข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง อย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาสั้นๆ ทำให้ระดับการได้ยินลดลงอย่างรวดเร็ว บางรายอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีเสียงดังในหู (เสียงจั๊กจั่น จิ้งหรีด) หูอื้อ เวียนศีรษะ อาเจียน เสียการทรงตัว เป็นต้น

สามารถแบ่งได้ 2 สาเหตุ ดังนี้

แบบไม่ทราบสาเหตุ

  1. การติดเชื้อไวรัส เช่น โรคหัดเยอรมัน งูสวัด คางทูม ไข้หวัดใหญ่ ฯลฯ
  2. การอุดตันของหลอดเลือดที่ใช้ในการหล่อเลี้ยงหูชั้นใน
  3. การรั่วของน้ำในหูชั้นในเข้าไปยังหูชั้นกลาง เช่น การสั่งน้ำมูก/ไอ แบบรุนแรง

แบบทราบสาเหตุ

  1. การบาดเจ็บ เช่น ศีรษะกระแทก การผ่าตัดหู ความดันชั้นบรรยากาศเปลี่ยนแปลง
  2. เนื้องอก
  3. การติดเชื้อของหูชั้นใน เช่น การอักเสบ
  4. สารพิษ/พิษจากยา เช่น ยาแอสไพริน ยาขับปัสสาวะ ยาบางชนิดอาจทำให้ประสาทหูเสื่อมอย่างถาวร เช่น ยาต้านจุลชีพกลุ่ม อะมิโนไกลโคไซด์ (สเตรปโตมัยซิน กานามัยซิน เจนตามัยซิน นีโอมัยซิน อะมิกาซิน) อาจเกิดทันทีหลังจากการใช้ยา หรือหลังจากหยุดยาไประยะหนึ่งแล้ว
  5. โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

 

การรักษา

ในกรณีผู้ป่วยที่ทราบสาเหตุ แพทย์จะทำการรักษาโดยให้ยารักษาตามอาการ และกรณีผู้ป่วยที่ไม่ทราบสาเหตุ หากผู้ป่วยได้รับการรักษาจากแพทย์โดยเร็วใน 2 สัปดาห์แรกหลังจากมีอาการ และได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ผู้ป่วยสามารถกลับมาได้ยินเป็นปกติได้ (ส่วนใหญ่การได้ยินมักจะดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์แรกของการสูญเสียการได้ยิน)

แพทย์จะแนะนำผู้ป่วยตรวจวัดระดับการได้ยินเป็นระยะๆ เพื่อประเมินผลการรักษา และอาจนัดติดตามผู้ป่วยในระยะยาว เนื่องจากผู้ป่วยบางรายไม่ทราบสาเหตุ อาจพบสาเหตุในภายหลังได้

 

นอกจากนั้นผู้ป่วยควรป้องกันไม่ให้ประสาทหูเสื่อมมากขึ้น โดย

  • หลีกเลี่ยงเสียงดัง
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง, โรคไต, โรคกรดยูริกในเลือดสูง, โรคซีด ควรควบคุมโรคให้ดี
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีพิษต่อประสาทหู เช่น แอสไพริน อะมิโนไกลโคไซด์ ควินิน
  • หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ หรือการกระทบกระเทือนบริเวณหู
  • ลดอาหารเค็ม หรือเครื่องดื่มบางประเภทที่มีสารกระตุ้นประสาท เช่น กาแฟ ชา น้ำอัดลม (มีสารคาเฟอีน) งดสูบบุหรี่ (มีสารนิโคติน)
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดความเครียด วิตกกังวล
  • นอนหลับ พักผ่อนให้เพียงพอ

 

ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยของแพทย์ และแนวทางการรักษาโรค

ประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน

 

 

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการสูญเสียการได้ยินแบบเฉียบพลัน เราพร้อมให้คำปรึกษา

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 19 ตุลาคม 2561 พบจำนวนผู้ป่วยโรคไข้หูดับแล้ว 274 ราย เสียชีวิต 26 ราย โดยยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งพบผู้ป่วยโรคไข้หูดับ 317 ราย เสียชีวิต 15 ราย

ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไป รองลงมาอายุ 45 – 54 ปี  ภาคเหนือมีจำนวนผู้ป่วยมากที่สุดถึง 199 ราย หรือเกือบ 3 ใน 4 ของผู้ป่วยทั้งหมด และจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรก คือ พะเยา อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ และสระแก้ว ตามลำดับ

 

โรคไข้หูดับ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย “สเตร็ปโตค็อกคัส ซูอิส (Streptococcus suis)  โดยเชื้อจะอยู่ในทางเดินหายใจของหมู และอยู่ในเลือดของหมูที่กำลังป่วย เป็นเชื้อที่สามารถติดจากหมูสู่คนได้ ซึ่งมีการรายงานเกิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในปีพ.ศ. 2511

โรคนี้ติดต่อได้ 2 ทาง คือ

  1. การสัมผัสกับหมูที่ติดเชื้อ รวมทั้งเนื้อหมู เครื่องใน และเลือดหมู โดยติดต่อสู่คนทางบาดแผล รอยขีดข่วนตามร่างกาย หรือทางเยื่อบุตา
  2. การบริโภคเนื้อหมู และเลือดหมูที่ปรุงแบบดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ ที่มีเชื้ออยู่ ผู้ป่วยจะมีอาการหลังรับประทาน 3 – 5 วัน บางรายแสดงอาการหลังจากรับประทานภายใน 1 วัน ซึ่งเชื้อจะเข้าไปทำให้เยื่อหุ้มสมอง เยื่อบุหัวใจอักเสบ อาจทำให้ประสาทหูทั้ง 2 ข้างอักเสบและเสื่อมจนหูหนวกถาวร และอาจเสียชีวิตจากการติดเชื้อในกระแสเลือดได้

วิธีป้องกันโรค คือ

  • กินเนื้อหมูปรุงสุกเท่านั้น และควรเลือกซื้อเนื้อหมูที่ไม่มีกลิ่นคาว สีคล้ำ ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานจากโรงฆ่าสัตว์
  • ผู้ที่สัมผัสกับหมูที่ติดโรค โดยเฉพาะผู้เลี้ยงหมู ผู้ที่ทำงานในโรงฆ่าสัตว์ ผู้ที่ชำแหละเนื้อหมู สัตวบาล สัตวแพทย์ ควรสวมรองเท้า บู๊ทยาง สวมถุงมือ รวมถึงสวมเสื้อที่รัดกุมระหว่างทำงาน หากมีบาดแผลต้องปิดแผลให้มิดชิด และล้างมือหลังสัมผัสกับหมูทุกครั้ง

อาการของโรค คือ

ไข้สูง  ปวดศีรษะอย่างรุนแรง  เวียนศีรษะจนทรงตัวไม่ได้ อาเจียน คอแข็ง หูหนวก ท้องเสีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ภายหลังสัมผัสหมูที่ป่วย หรือหลังกินอาหารที่ปรุงมาจากเนื้อหมูดิบ หรือ สุกๆ ดิบๆ ให้รีบพบแพทย์ทันที และบอกประวัติการกินหมูดิบให้ทราบ เพราะหากมาพบแพทย์เร็วจะช่วยลดอัตราการหูหนวกและการเสียชีวิตได้ และโรคนี้สามารถรักษาหายและมียารักษาในโรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศ

ข้อมูล : สายด่วนกรมควบคุมโรค สอบถามเพิ่มเติมได้ โทร. 1422

 

สำหรับผู้ป่วยโรคไข้หูดับ ที่สูญเสียการได้ยินแล้วนั้น ท่านสามารถกลับมาได้ยินอีกครั้ง ด้วยวิธีการ การผ่าตัดประสาทหูเทียม  อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไฟฟ้าเข้าไปกระตุ้นประสาทการได้ยิน และผ่านไปยังสมองโดยตรง

ประสาทหูเทียม เชียงใหม่ หูหนวก

 

เราพร้อมให้คำปรึกษาผู้ป่วยที่มีอาการหูดับ หรือมีปัญหาการได้ยิน

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053271533, 0890537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

สมุนไพร พืช ผัก รักษา หูตึง หูหนวก เครื่องช่วยฟัง

ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีไหนที่สามารถรักษาอาการหูตึง หูหนวก หรือการสูญเสียการได้ยิน ให้กลับมาได้ยินเหมือนเดิมได้อย่างสมบูรณ์แบบ การใส่เครื่องช่วยฟัง หรือการผ่าตัดประสาทหูเทียม ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่สำหรับบางคนที่สนใจการดูแลสุขภาพการได้ยินโดยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เรามีสมุนไพร 5 ชนิดที่อาจมีส่วนช่วยครับ

แปะก๊วย หูตึง สุขภาพ เครื่องช่วยฟัง เชียงใหม่ ลำปาง

ใบแปะก๊วย (Gingko Bibola)

ใบแปะก๊วยนั้นเป็นที่นิยมในการดูแลสุขภาพมานาน จากผลงานวิจัยของ WebMD (คลิกอ่านเพิ่มเติม) คุณสมบัติเด่นอย่างหนึ่งคือช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตให้ไหลเวียนไปเลี้ยงทั่วร่างกาย รวมถึงภายในหูด้วย ซึ่งส่งผลให้หูเราทำงานได้อย่างเหมาะสม และมากกว่านั้นคือใบแปะก๊วยยังช่วยดูแลสมองของผู้สูงอายุให้ห่างไกลจากอัลไซเมอร์อีกด้วย

ถั่ว หูตึง สุขภาพ เครื่องช่วยฟัง เชียงใหม่ เชียงราย

ถั่ว (Beans)

กรดโฟลิกเป็นสารอาหารที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยในเรื่องสุขภาพการได้ยิน และจากการศึกษาในปี 2553 (คลิกอ่านเพิ่มเติม) ที่ได้ทำการศึกษากับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 126 คน ได้ข้อสรุปมาว่าการสูญเสียการได้ยินในผู้สูงอายุมีส่วนเกี่ยวข้องกันกับระดับกรดโฟลิกที่ต่ำเกินไป หากอยากได้รับกรดโฟลิกในปริมาณที่เพียงพอ เราจึงแนะนำให้ทานอาหารจำพวกถั่ว ไม่ว่าจะเป็นถั่วดำ ถั่วเขียว หรือบางคนอาจเลือกทานหน่อไม้ฝรั่ง อโวคาโด หรือบร็อคโคลี่ ก็ให้กรดโฟลิกสูงเช่นเดียวกัน

กระเทียม หูตึง สมุนไพร เครื่องช่วยฟัง เชียงใหม่ ลำปาง

กระเทียม (Garlic)

เป็นที่รู้กันว่ากระเทียมมีคุณสมบัติในการเป็นยาปฏิชีวนะธรรมชาติ ที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งการอักเสบของหูโดยส่วนมากก็มีสาเหตุมาจากแบคทีเรีย การใช้กระเทียมเป็นส่วนผสมของอาหารในชีวิตประจำวัน จึงมีส่วนช่วยในการยับยั้งการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียได้

ผักขม หูตึง หูหนวก เครื่องช่วยฟัง เชียงใหม่ ลำพูน

ผักขม (Spinach)

สังกะสีถือว่าเป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อการมีสุขภาพการได้ยินที่ดี (คลิกอ่านเพิ่มเติม)  จากการที่สังกะสีช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค จึงมีส่วนช่วยป้องกันการอักเสบในหู นอกจากนั้นสังกะสียังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของเซลล์ในหู และรวมถึงเซลล์ต่างๆ ทั่วทั้งร่างกายอีกด้วย ซึ่งพืชที่มีแร่ธาตุสังกะสีสูง ก็มีทั้งผักขม และผักชีลาว ที่หาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป

ขมิ้น หูตึง สุขภาพ เครื่องช่วยฟัง เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน

ขมิ้น (Turmeric)

ภูมิปัญญาโบราณมักใช้ขมิ้นในการลดการติดเชื้อต่างๆ เช่นลดการติอเชื้อไข้หวัด อีกทั้งขมิ้นยังมีโปแตสเซี่ยมสูง ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อหู แต่เมื่ออายุมากขึ้นก็เราก็มักจะมีระดับโปแตสเซี่ยมลดลง จึงอาจส่งผลต่อการมีปัญหาหูตึง หรือสูญเสียการได้ยินได้ เราจึงควรทานอาการที่มีโปแตสเซี่ยมสูงเช่นขมิ้น หรือเมล็ดทานตะวัน

นอกจากการทานสมุนไพรที่มีส่วนช่วยในการดูแลสุขภาพการได้ยินแล้ว อย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยนะครับ

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053271533, 0890537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก Audicus

หูตึง ป้องกัน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง หูฟัง หูหนวก หูดับ เครื่องช่วยฟัง

อันที่จริงแล้ว ปัญหาการได้ยินหรืออาการหูตึง ก็ไม่สามารถป้องกันได้ 100% นะครับ บางรายมาจากสาเหตุของประสาทหูเสื่อมในวัยชราจึงไม่สามารถป้องกันได้ แต่หากมาจากสาเหตุของการที่ต้องเจอกับเสียงดังบ่อยๆ  เราก็สามารถป้องกันได้ดังนี้ครับ

1.  หลีกเลี่ยงเสียงดัง ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ สถานที่ไหนที่ต้องเผชิญกับเสียงดัง ก็ควรออกห่างนะครับ เพราะไม่คุ้มเลยกับการที่เราจะมีปัญหาการได้ยินในอนาคต

แล้วจะสังเกตได้อย่างไร ว่าเสียงดังเกินไป?

  • คุณต้องพูดเสียงดังกว่าเดิม เพื่อให้คู่สนทนาเข้าใจ
  • คุณไม่ค่อยเข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังพูดอะไร
  • คุณรู้สึกปวดหู
  • มีอาการหูอื้อ หรือได้ยินเสียงอู้อี้

ระดับความดังของเสียง จะถูกวัดออกมาเป็นค่าเดซิเบล (dB) ยิ่งเสียงดังมาก ค่าเดซิเบลยิ่งสูง เสียงที่ดังมากกว่า 85 เดซิเบลเป็นค่าที่สูงจนเสียงต่อการทำลายการได้ยิน จึงไม่ควรอยู่ในพื้นที่นั้นนานๆ

ตัวอย่างระดับความดังของเสียง

  • เสียงกระซิบ – 30 เดซิเบล
  • เสียงพูดคุยทั่วไป – 60 เดซิเบล
  • เสียงการจราจรคับคั่ง – 70 ถึง 85 เดซิเบล
  • เสียงรถจักรยานยนต์ – 90 เดซิเบล
  • เสียงเพลงผ่านหูฟังในระดับสูงที่สุด – 100 ถึง 110 เดซิเบล
  • เสียงเครื่องบินกำลังขึ้น – 120 เดซิเบล

หรือคุณอาจลองใช้แอพในมือถือ ที่สามารถวัดระดับความดังของเสียง เพื่อเลี่ยงอยู่ในพื้นที่ที่ดังเกิน 85 เดซิเบลได้นะครับ

2. ฟังเพลงแต่พอดี การฟังเพลงผ่านหูฟังถือว่าเป็นอันตรายต่อหูเป็นอย่างมาก จึงควรระมัดระวังในการฟัง ดังนี้

  • ฟังในระดับความดังที่พอดี ไม่ดังจนเกินไป ซึ่งปกติแล้วไม่ควรเกิน 60% ของความดังสูงสุด
  • ไม่ควรใช้หูฟังนานเกิน 1 ชั่วโมง หากจะใช้นานๆ ควรพักหูประมาณ 5 นาทีก่อนใช้ใหม่

แค่ลดระดับเสียงลดนิดหน่อย ก็ช่วยรักษาการได้ยินของคุณได้นานขึ้นได้

3. ป้องกันเวลาไปงานอีเวนท์ หากมีความจำเป็นต้องไปทำกิจกรรมหรือออกงานอีเวนท์ที่มีเสียงดัง เช่น คอนเสิร์ต สนามกีฬา ที่เที่ยวกลางคืน ควรป้องกันดังนี้

  • อยู่ห่างจากจุดที่มีเสียงดัง เช่น ลำโพงขยายเสียง
  • พยายามพักหู โดยการออกห่างจุดที่มีเสียงดัง ทุก 15 นาที
  • หลังจากกลับจากงานที่มีเสียงดัง ควรพักผ่อนอย่างเงียบๆ ประมาณ 18 ชั่วโมง
  • ใช้อุปกรณ์ป้องกันการได้ยิน เช่น Earplug

4. ทำงานอย่างระมัดระวัง หากคุณต้องทำงานในที่ที่มีเสียงดังตลอดเวลา ควรคุยกับหัวหน้างานว่าจะมีผลต่อการได้ยินในอนาคต จึงควรให้ที่ทำงานช่วยป้องกันดังนี้

  • หากเป็นไปได้ ควรปรับเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ต่างๆ ให้มีเสียงดังลดน้อยลง
  • ไม่ควรอยู่ในพื้นที่ที่มีเสียงดังติดต่อกันหลายชั่วโมงต่อวัน
  • ใช้อุปกรณ์ป้องกันการได้ยิน เช่น Earplug

5. ตรวจการได้ยินสม่ำเสมอ โดยปกติแล้วควรตรวจการได้ยินทุกปี หรือหากรู้สึกว่ากำลังมีปัญหาการได้ยินก็ยิ่งรีบมาตรวจการได้ยินให้เร็วที่สุด  นักแก้ไขการได้ยินหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะได้ให้คำแนะนำอย่างถูกต้องให้กับคุณ

แค่ 5 ข้อง่ายๆ แค่นี้ ก็ช่วยรักษาการได้ยินให้อยู่กับคุณไปนานๆ ได้นะครับ

 

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053271533, 0890537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

เครื่องช่วยฟัง หูตึง หูฟัง เชียงใหม่ หูดับ หูหนวก

หลายคนพบว่าตนเองกำลังมีปัญหาการได้ยิน และกำลังเลือกว่าควรใส่เครื่องช่วยฟังแบบไหนดี หลักๆ แล้วเครื่องช่วยฟังมี 3 ประเภทที่ทุกคนควรรู้จักนะครับ

หูฟัง หูตึง หูหนวก เชียงใหม่ ลำพูน

แล้วเครื่องช่วยฟังประเภทในช่องหู จะเหมาะกับฉันไหม?

ถ้าอยากได้เครื่องช่วยฟังขนาดเล็กที่ไม่ต้องคล้องหู ประเภทในช่องหูก็อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีนะครับ แต่ก็ขึ้นอยู่กับระดับการได้ยินและชีวิตประจำวันของคุณด้วย ผมเลยรวมทั้งข้อดีและข้อเสียมาให้คุณอ่านเพื่อการตัดสินใจเพิ่มเติมครับ

ข้อดีของเครื่องช่วยฟังประเภทในช่องหู

  1. ซ่อนตัวได้ ด้วยความที่มีขนาดเล็กและอยู่ในช่องหู คนรอบข้างคุณจึงอาจไม่เห็นว่าคุณกำลังใส่เครื่องช่วยฟังอยู่
  2. สบายไร้สาย คุณจะไม่ต้องกังวลกับสายนำเสียง หรือตัวเครื่องที่ต้องคล้องหู
  3. คุยมือถือได้ คุณสามารถเอาโทรศัพท์มือถือแนบกับหูเพื่อพูดคุยได้ตามปกติ
  4. ไร้เสียงลม เนื่องจากมีใบหูกันไว้ เครื่องช่วยฟังประเภทในช่องหูจึงอาจไม่ได้รับผลกระทบจากเสียงลมซักเท่าไหร่

ข้อเสียของเครื่องช่วยฟังประเภทในช่องหู

  1. ไม่เหมาะกับผู้ที่สูญเสียการได้ยินระดับรุนแรง เครื่องช่วยฟังประเภทในช่องหูจะเหมาะกับผู้ที่สูญเสียการได้ยินระดับเล็กน้อยถึงปานกลางเท่านั้น หากต้องการกำลังเสียงที่มากขึ้น จึงควรเปลี่ยนไปใช้เครื่องช่วยฟังประเภททัดหลังหู
  2. ใช้แบตเตอรี่เปลืองกว่า จากข้อมูลที่ผ่านมา พบว่าผู้ใช้งานเครื่องช่วยฟังประเภทในช่องหูจะมีการเปลี่ยนแบตเตอรี่บ่อยกว่าเครื่องช่วยฟังประเภทอื่น
  3. ลูกเล่นน้อยกว่า เนื่องจากเครื่องช่วยฟังประเภทในช่องหูมีขนาดเล็ก ไม่สามารถออกแบบให้มีปุ่มหรือมีแผงวงจรที่ซับซ้อนได้ คุณจึงอาจไม่สามารถปรับการใช้งานได้หลากหลายเท่ากับเครื่องช่วยฟังประเภทอื่น

ทั้งหมดนี้คือข้อมูลที่คุณควรรู้ก่อนเลือกประเภทเครื่องช่วยฟังให้เหมาะสม และแนะนำว่าให้ตรวจการได้ยินจากนักแก้ไขการได้ยินที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เขาจะแนะนำและให้คุณลองใส่เครื่องช่วยฟัง เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะได้เครื่องช่วยฟังที่เหมาะกับชีวิตประจำวันจริงๆ

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053271533, 0890537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai