Posts

ความพิการแต่กำเนิดที่ไม่สามารถตรวจพบได้ระหว่างตั้งครรภ์ หนึ่งในนั้นคือ ความพิการทางการได้ยิน ดังนั้นคุณแม่ที่รู้ว่าตัวเองเริ่มตั้งครรภ์ควรได้รับการดูแลและเข้ารับการฝากครรภ์กับแพทย์โดยเร็ว เพื่อลดความเสี่ยงการบกพร่องทางการได้ยินที่อาจเกิดขึ้นกับทารกในครรภ์

ความบกพร่องทางการได้ยิน จำแนกได้ 2 กลุ่ม คือ ความบกพร่องทางการได้ยินแต่กำเนิด/ระหว่างตั้งครรภ์ และความบกพร่องทางการได้ยินหลังกำเนิด

ความบกพร่องทางการได้ยินแต่กำเนิด / ระหว่างตั้งครรภ์ :

  • ปัจจัยทางพันธุกรรม / กรรมพันธุ์
  • ภาวะแทรกซ้อน / โรคติดเชื้ออื่นๆ ระหว่างตั้งครรภ์ เช่น โรคหัดเยอรมัน ซิฟิลิส ฯลฯ
  • ภาวะทารกขาดออกซิเจนแรกคลอด
  • การขาดสารอาหารบางตัว เช่น กรดโฟลิก
  • การใช้ยาบางตัวระหว่างตั้งครรภ์
  • การปฏิบัติตัวระหว่างตั้งครรภ์ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ เป็นต้น

ความเสี่ยงเหล่านี้ มักส่งผลทำให้ทารกเกิดการสูญเสียการได้ยินหรือมีอาการหูตึงมาแต่กำเนิดได้

ความบกพร่องทางการได้ยินหลังกำเนิด : เกิดขึ้นได้กับทุกช่วงอายุ

  • ทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อย
  • คลอดก่อนกำหนด ทารกตัวเหลือง และเข้าตู้อบ
  • โรคที่เกิดจากการติดเชื้อ เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคหัด และโรคคางทูม
  • การติดเชื้อเรื้อรังในหู เช่น โรคหูน้ำหนวก หูชั้นกลางอักเสบ
  • การใช้ยาที่ก่อให้เกิดพิษต่ออวัยวะและระบบประสาท
  • การได้รับบาดเจ็บต่อศีรษะหรือหู
  • การฟังเสียงที่ดังเกินไปอย่างต่อเนื่อง
  • อาการหูตึงเกิดจากประสาทหูเสื่อมตามอายุ
  • ขี้หู (สาเหตุนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเพียงระดับน้อย และสามารถแก้ไขได้ในทันที)

 

แนวทางการป้องกันและรักษาความบกพร่องทางการได้ยินแต่กำเนิด

  1. ผู้หญิงทุกคนควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมัน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กมีประสาทหูพิการแต่กำเนิด และเมื่อพบว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์ ควรเข้ารับการฝากครรภ์ และพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง
  2. ขณะตั้งครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการซื้อยารับประทานเอง การใช้ยาปฏิชีวนะควรอยู่ในการควบคุมดูแลของแพทย์เท่านั้น
  3. ขณะตั้งครรภ์ ควรระมัดระวังการใช้ชีวิต ระวังการเกิดอุบัติเหตุต่างๆ และหลีกเลี่ยงการฉายรังสีเอ็กซ์เรย์
  4. เด็กควรได้รับวัคซีนพื้นฐานครบตามกำหนดเวลา
  5. เมื่อพบว่าลูกอาจมีอาการหูตึงมาแต่กำเนิดควรรีบพาไปพบแพทย์ เพื่อหาทางแก้ไขโดยเร็ว เนื่องจากการฟื้นฟูจะยากหรืออาจไม่ได้ผล แพทย์อาจแนะนำให้ใส่เครื่องช่วยฟังและพบนักแก้ไขการพูด เพื่อฝึกพูด การฝึกอย่างสม่ำเสมอจะทำให้เด็กสามารถพูดได้

ทุกคนสามารถหลีกเลี่ยงและป้องกันความบกพร่องทางการได้ยินหลังกำเนิดได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้วขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวในการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคล และเมื่อใดที่เกิดความบกพร่องทางการได้ยินขึ้น ควรรีบเข้าพบและปรึกษาแพทย์ เพื่อทำการรักษาได้ทันท่วงที

คุณแม่แรกคลอดสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อตรวจเช็คความผิดปกติการได้ยินของลูกน้อยของคุณ ได้ที่ พัฒนาการการได้ยินของลูกน้อย 

 

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการได้ยินของลูกน้อย เราพร้อมให้คำปรึกษา

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

 

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้พิการที่ลงทะเบียนผู้พิการนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561 จำนวนทั้งสิ้น 1,916,828 คน เป็นเพศชาย จำนวน 1,006,657 คน คิดเป็นร้อยละ 52.52 และเพศหญิง จำนวน 910,171 คน คิดเป็นร้อยละ 47.48

     โดยแบ่งจำนวนผู้พิการตามภูมิภาค ดังนี้

จากกราฟการแบ่งจำนวนผู้พิการตามภูมิภาค พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจำนวนผู้พิการมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 40.64 รองลงมาคือ ภาคเหนือ คิดเป็นร้อยละ 22.54  ภาคกลางและภาคตะวันออก ภาคใต้ กรุงเทพมหานคร และไม่ระบุ คิดเป็นร้อยละ 20.44 11.59 4.26 และ 0.53 ตามลำดับ

     เมื่อจำแนกผู้พิการตามประเภทความพิการในประเทศไทย สามารถจำแนกได้ ดังนี้

จากกราฟการจำแนกผู้พิการตามประเภทความพิการในประเทศไทย พบว่า ผู้พิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่ายกายมีจำนวนมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 49.18 รองลงมาคือ ผู้พิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย คิดเป็นร้อยละ 18.39 ผู้พิการทางการเห็น ผู้พิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม ผู้พิการสติปัญญา ผู้พิการมากกว่า 1 ประเภท ผู้พิการทางออทิสติก ผู้พิการทางการเรียนรู้ และไม่ระบุ คิดเป็นร้อยละ 10.21 7.46 6.82 6.38 0.59 0.49 และ 0.48 ตามลำดับ

    จากสถิติข้อมูลคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการในประเทศไทยจะเห็นได้ว่า ผู้พิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมายมีจำนวนผู้พิการมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 352,503 คน คิดเป็นร้อยละ 18.39 รองลงมาจากผู้พิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่ายกาย ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

 

 

 

 

ที่มา : ข้อมูลประมวลผลจากฐานข้อมูลทะเบียนกลางคนพิการ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.m-society.go.th/download/article/article_20180703100206.pdf

 

หากสูญเสียการได้ยินระดับเล็กน้อยถึงรุนแรง ควรใช้เครื่องช่วยฟัง

หากหูหนวก ควรได้รับการผ่าตัดประสาทหูเทียม

 

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการสูญเสียการได้ยินเฉียบพลัน เราพร้อมให้คำปรึกษา

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

เด็ก ทารก ตรวจคัดครองการได้ยิน

        ทารกแรกเกิด 1,000 คน จะมี 1.7 คนที่เกิดมาพร้อมกับความพิการทางการได้ยิน ทารกแรกเกิดทุกคนจึงควรได้รับการตรวจคัดกรองการได้ยิน ภายใน 14 เดือน เพื่อป้องกันปัญหาพัฒนาการทางภาษา และปัญหาสติปัญญาล่าช้า

ทารกกลุ่มเสี่ยงต่อความพิการทางการได้ยิน

  1. เด็กที่มีคนในครอบครัว/ญาติที่หูหนวก หูตึง ตั้งแต่เล็ก
  2. มารดามีการติดเชื้อขณะตั้งครรภ์
  3. เด็กมีความผิดปกติของใบหู ใบหน้าและคอ
  4. เด็กแรกเกิดมีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 1,500 กรัม
  5. แรกเกิดมีปัญหาการหายใจลำบาก
  6. เด็กตัวเหลืองเมื่อแรกเกิด (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่ต้องรักษาโดยการถ่ายเลือด )
  7. เด็กที่เคยเข้ารับการรักษาในหน่วยทารกแรกเกิดภาวะวิกฤต (NICU)
  8. เด็กที่ป่วยเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  9. ได้รับยาซึ่งอาจเป็นพิษต่อเส้นประสาทหู

พัฒนาการของเด็กที่มีการได้ยินปกติ

        นอกจากการพาลูกไปตรวจคัดกรองการได้ยินแล้ว พ่อแม่ทุกท่านสามารถสังเกตการตอบสนองต่อเสียงของลูกในช่วงอายุต่าง ๆ ดังนี้

แรกเกิด – 3 เดือน
  • สะดุ้ง ตื่น ร้องไห้ ลืมตาโต หยุดดูดนม เมื่อได้ยินเสียงดัง
  • หันหาเสียงดัง หยุดนิ่งฟัง
อายุ 3 – 6 เดือน
  • เงียบ ยิ้ม ตอบสนองต่อเสียงที่คุ้นเคย
  • หันหน้า กรอกตามองหาเมื่อได้ยินเสียงพูด
อายุ 6 – 12 เดือน
  • หันไปหาเสียงพูดที่คุ้นเคยทันที
  • แสดงท่าทาง ทำตามคำสั่งง่ายๆ เข้าใจคำว่า “ บ๊าย – บาย ”
  • มองหาเมื่อได้ยินเสียงแปลกๆ
  • ชี้หรือหยิบของได้เมื่อท่านบอก
อายุ 1 – 1 ½ ปี
  • เริ่มคำพูดง่ายๆ ได้, พูดเป็นคำ 1 พยางค์
อายุ 2 ปี
  • ทำตามคำสั่งง่ายๆได้, พูดคำ 2 พยางค์

 

ทำไมจึงควรพาลูกไปตรวจคัดกรองการได้ยิน?

  • ถ้าตรวจพบว่าลูกของท่านมีความผิดปกติทางการได้ยิน แพทย์หรือนักแก้ไขการได้ยินจะตรวจหูลูกของท่าน เพื่อหาสาเหตุของความผิดปกติ ที่อาจเกิดขึ้นและแก้ไข เช่น ถ้าขี้หูตัน แพทย์จะใช้เครื่องมือดูดขี้หูออก, ถ้าลูกของท่านมีปัญหาหูชั้นกลางอักเสบ แพทย์จะให้ยารักษา เป็นต้น
  • ลูกของท่านอาจต้องได้รับการตรวจการได้ยินซ้ำหลายครั้ง ถ้าผลการตรวจผิดปกติ
  • ถ้าพบว่าลูกของท่านมีปัญหาการได้ยินบกพร่อง แพทย์จะให้ลูกของท่านใส่เครื่องช่วยฟังเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

การใส่เครื่องช่วยฟังตั้งแต่เนิ่น ๆ ดีอย่างไร

        เด็กที่มีปัญหาการได้ยินบกพร่อง และได้รับการใส่เครื่องช่วยฟังก่อนอายุ 6 เดือน จะมีการพัฒนาทางด้านการพูด ภาษา และสังคม ดีกว่าเด็กที่ใส่เครื่องช่วยฟังช้ากว่าอย่างมาก

 

 

เราพร้อมให้คำปรึกษา เพื่อสุขภาพการได้ยินของทุกคนในครอบครัว

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053271533, 0890537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

พิการทางการได้ยิน หูตึง หูหนวก

ภาพบรรยากาศภายในงาน “โครงการส่งเสริมศักยภาพผู้ดูแลคนพิการทางการได้ยินเฉพาะคนหูหนวกและหูตึง” โดยมีเดียร์ บวรลักษณ์ อภิวัน นักแก้ไขการได้ยินของอินทิเม็กซ์ ไปร่วมบรรยายเกี่ยวกับอุปกรณ์ช่วยการได้ยิน และมีครูตูน ธนวัต เดชชนะรัตน์ จากศูนย์เพื่อเด็กพิเศษแสงเหนือ ไปร่วมบรรยายเกี่้ยวกับการฟื้นฟูการได้ยินอย่างถูกวิธี

ศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 ณ.โรงแรมคุ้มภูคำ เชียงใหม่

บรรยาย การได้ยิน หูตึง หูหนวก เชียงใหม่

บรรยาย การได้ยิน หูตึง หูหนวก เชียงใหม่

บรรยาย การได้ยิน หูตึง หูหนวก เชียงใหม่

ศูนย์สุขภาพการได้ยิน อินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053271533, 0890537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai