Posts

        เข้าสู่ฤดูฝน อุปสรรคสำคัญของผู้มีปัญหาการได้ยิน นอกจากการดูแลสุขภาพร่างกายไม่ให้ป่วยเป็นหวัดแล้ว การดูแลเครื่องช่วยฟังก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญด้วยเช่นกัน แม้ว่าเทคโนโลยีเครื่องช่วยฟังในปัจจุบันจะมีระบบการป้องกันน้ำและฝุ่น (IP 57) และเคลือบสารไฮโดรโฟบิก (Hydrophobic) สารที่ทำให้น้ำกลายเป็นหยดน้ำไว้ แต่ก็สามารถป้องกันอันตรายจากน้ำได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น

    หยดน้ำหรือละอองน้ำ ที่เกิดจากฝนหรือเหงื่อของผู้สวมใส่ มีโอกาสที่จะไหลหรือซึมเข้าสู่ภายในเครื่องช่วยฟังผ่านทางรูไมโครโฟน(2, 2a)* หรือตามซอกรังถ่าน(6)** โดยน้ำที่ตกค้างอยู่ภายในอุปกรณ์จะเป็นตัวก่อให้เกิดความชื้น และส่งผลให้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เป็นสนิม ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เครื่องช่วยฟังชำรุด เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการซ่อมเครื่อง หรืออาจต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์ใหม่ ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ควรดูแลและปฏิบัติให้ถูกวิธี

 


การดูแลและป้องกันเครื่องช่วยฟัง จากน้ำหรือเหงื่อ

    เช่น การอยู่นอกตัวอาคารเมื่อฝนตก การออกกำลังกาย ให้ท่านปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้

1. กรณีฝนตก ผู้สวมใส่เครื่องช่วยฟังอยู่นอกตัวอาคาร ควรรีบถอดเครื่องช่วยฟังเก็บไว้ให้มิดชิด หรือหากถอดเครื่องไม่ทัน เมื่อเข้าที่ร่ม ให้ปฏิบัติดังนี้;

  • รีบถอดเครื่องออกเช็ดให้แห้ง
  • เปิดรังถ่านและนำถ่านออก เช็ดถ่านและช่องรังถ่านให้แห้ง
  • เปิดฝารังถ่านทิ้งไว้ เป่าลม / ผึ่งลมให้นานที่สุด (กรณีใช้ไดร์เป่าผม ปรับโหมด-ลมเย็น)
  • หลังจากทิ้งไว้จนแห้งสนิทแล้ว ลองใส่ถ่านเพื่อดูการทำงานของเครื่องว่าปกติหรือไม่

 

2. ก่อนออกจากบ้าน ควรเตรียมกล่องเก็บเครื่องช่วยฟัง / ถุงพลาสติก / ซิปล็อค กันน้ำได้ เมื่อฝนตกสามารถถอดเก็บได้อย่างปลอดภัย

 

3. กรณีผู้ใช้งานที่มีเหงื่อเยอะ จากการใช้งานระหว่างวัน หรือการออกกำลังกาย

  • การใช้งานระหว่างวัน หากผู้สวมใส่รู้สึกว่าตนเองมีเหงื่อออก ให้ถอดเครื่องออก ซับเหงื่อและเช็ดเครื่องช่วยฟังด้วยกระดาษทิชชู่ แล้วจึงนำกลับไปใส่ใหม่
  • กรณีออกกำลังกาย มีเหงื่อเยอะ แนะนำให้ควรถอดเครื่องช่วยฟังออก
  • หลังจากเลิกใช้งานเครื่องแล้ว ควรนำถ่านออกและเปิดฝารังถ่านทิ้งไว้ ผึ่งลม/เป่าลม ไล่ความชื้นพักสัก แล้วจึงนำเก็บไว้ในกล่องเก็บเครื่องช่วยฟังที่บรรจุสารดูดความชื้น หรือ
  • แนะนำให้ใช้เครื่องอบไล่ความชื้นสำหรับเครื่องช่วยฟัง อบทิ้งไว้ในเวลากลางคืนระหว่างนอนหลับ เครื่องอบจะทำการระบายความชื้นด้วยกระแสลมยาวนานถึง 8 ชั่วโมง และจะหยุดทำงานเองโดยอัตโนมัติ ช่วยลดความชื้นสะสมที่มีอยู่ภายในเครื่องลงได้

 

4. เมื่อเครื่องช่วยฟังโดนน้ำ เครื่องเงียบ ไม่มีเสียง ให้รีบนำเครื่องเข้าศูนย์บริการฯ เพื่อตรวจเช็คโดยเร็วที่สุด

 

ไม่ควรปล่อยให้เครื่องช่วยฟังสัมผัสน้ำ ความชื้น หรือเหงื่อเป็นเวลานานๆ เพราะอาจสร้างความเสียหายให้กับเครื่องช่วยฟังได้

 

 

สอบถามผลิตภัณฑ์ป้องกันความชื้นและเครื่องอบไล่ความชื้น ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

 

     การดูแลเครื่องช่วยฟัง อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยยืดอายุการใช้งานให้กับเครื่องช่วยฟังและเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด นั่นคือ การเก็บรักษาเครื่องช่วยฟังหลังจากการใช้งานเสร็จไว้ในภาชนะบรรจุสารดูดความชื้นสำหรับเครื่องช่วยฟังที่มีประสิทธิภาพอย่าง DRY BAG®

        สำหรับการดูแลเครื่องช่วยฟังอย่างถูกวิธี และเพื่อให้สารดูดความชื้น DRY BAG® ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สามารถทำได้ง่ายๆ โดย

 

4 ขั้นตอน กับการใช้ DRY BAG® สารดูดความชื้นสำหรับเครื่องช่วยฟัง


นำ DRY BAG® ออกจากซอง เขียนวัน เดือน ปี ที่เริ่มเปิดใช้งาน และวัน เดือน ปี ที่หมดอายุ โดยนับถัดไปอีก 2 เดือน หลังจากวันที่เปิดใช้งาน

 

เช่น วันเปิดใช้งาน คือ 1 ก.ค. 62  วันหมดอายุ คือ 1 ก.ย. 62

 


นำ DRY BAG® ด้านที่เขียนวัน เดือน ปี คว่ำลงในกระปุก เพื่อประสิทธิภาพการทำงานของ DRY BAG® ในการดูดซับความชื้นที่ดี

 

 

 

 


วางเครื่องช่วยฟังลงบน DRY BAG® เปิดรังถ่านทิ้งไว้

(แยกแบตเตอรี่กับเครื่องช่วยฟังออกจากกัน *ทุกครั้งหลังการใช้งาน)

 

 

 

 


ปิดฝาภาชนะให้สนิท

 

 

 

 

 


ทุกครั้งหลังการใช้งานเครื่องช่วยฟัง ควรเก็บเครื่องช่วยฟังไว้ในกระปุกที่มี DRY BAG® อย่างสม่ำเสมอ DRY BAG® จะช่วยดูดซับความชื้นที่สะสมภายในเครื่องช่วยฟัง และช่วยยืดอายุการใช้งานให้กับเครื่องช่วยฟัง

 

 

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ปกป้องความชื้นให้กับเครื่องช่วยฟัง ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

        ไดอะตอมมาเชียส เอิร์ธ (Diatomaceous Earth) หรือที่เรียกว่า ดินไดอะตอม เป็นดินที่เกิดจากการทับถมของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว พบได้ในประเทศเดนมาร์ก มีลักษณะโครงสร้างเป็นรูพรุนขนาดเล็กจำนวนมาก ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า รูพรุนเหล่านี้ทำให้ดินไดอะตอมมีคุณสมบัติในการดูดซับ และกักเก็บน้ำได้ดี มีประสิทธิภาพสูงในการดูดความชื้น

      อย่างไรก็ตาม การดูดความชื้นของดินไดอะตอมที่มีแรงดึงดูดของโมเลกุลค่อนข้างมาก ประสิทธิภาพในการดูดความชื้นที่ยาวนาน รวมถึงการคายความชื้นต่ำหรือไม่เกิดขึ้นเลย ทำให้ “ดินไดอะตอม” ถือเป็นทางเลือกที่ดีของสารดูดความชื้น และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ

 


“ดินไดอะตอม” ได้ถูกบรรจุอยู่ในรูปแบบซอง หรือที่เรียกว่า DRY-BAG® มีคุณสมบัติยอดเยี่ยมในการดูดความชื้นให้กับเครื่องช่วยฟัง ใช้งานง่าย น้ำหนักเบา ปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน และจากคุณสมบัติดังกล่าว  DRY-BAG® จึงมีคุณสมบัติเด่น 5 ประการ ดังนี้

 

1. ความสามารถในการดูดความชื้นที่มากถึง 75% ของน้ำหนักตัวเอง (มากกว่า Silica Gel ถึง 3 เท่าตัว) ซึ่งจะช่วยป้องกันเครื่องช่วยฟังจากความชื้นได้เป็นอย่างดี ลดโอกาสเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดสนิมภายในตัวเครื่องได้

 

2. การปกป้องเครื่องช่วยฟังจากความชื้นที่ยาวนานกว่า 60 วัน ด้วยความเร็วในการดูดความชื้นของ DRY-BAG® จะค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น ตามความชื้นสัมพัทธ์รอบข้าง โดยจะรักษาสมดุลย์ของความชื้นสัมพัทธ์ภายในกล่องเก็บเครื่องช่วยฟังไม่ให้ต่ำหรือสูงจนเกินไป และช่วยปกป้องเครื่องช่วยฟังจากความชื้นได้อย่างยาวนาน ตลอดการเก็บรักษาในกล่องเก็บเครื่องช่วยฟังอย่างมิดชิด

 

3. ความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม DRY-BAG® ได้รับการรับรองความปลอดภัยในการจัดเก็บ การใช้งาน และการกำจัดภายหลังการใช้งานจากรัฐบาลประเทศเดนมาร์ก สามารถย่อยสลายตามธรรมชาติ ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

 

4. คุณสมบัติเป็นไปตามข้อกำหนดของมาตรฐาน “สารดูดความชื้นระดับสากล” กล่าวคือ DRY-BAG® ได้รับมาตรฐาน US-Mil-Spec D3464D (ประเทศสหรัฐอเมริกา) DIN 55.473 (ประเทศเยอรมนี) และได้ผ่านการทดสอบจากสถาบันที่มีชื่อเสียงคือ Cambridge Refrigeration Technology (ประเทศอังกฤษ) และ BFSV (ประเทศเยอรมนี)

 

5. ความพิเศษของบรรจุภัณฑ์ DRY-BAG® บรรจุในกระดาษ TYVEK จากบริษัท Du Pont เป็นกระดาษชนิดพิเศษ มีความแข็งแรง แต่ยืดหยุ่นสูง สะท้อนแสง UV ทนน้ำ ทนต่อแรงฉีกขาด อากาศไหลเวียนผ่านได้ดี ทำให้ดูดจับอณูของความชื้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 



ปกป้องเครื่องช่วยฟังของคุณให้ปราศจากความชื้น ด้วย
DRY-BAG® และ Hearing Care Set

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ปกป้องความชื้นให้กับเครื่องช่วยฟัง ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

      ความชื้น (Humidity) เกิดจากปริมาณไอน้ำที่มีอยู่ในอากาศ หากในอากาศมีปริมาณไอน้ำปะปนอยู่มาก แสดงว่ามีความชื้นมาก เช่นเดียวกันกับในบริเวณที่อากาศ มีปริมาณไอน้ำปะปนอยู่น้อย บริเวณนั้นจะมีความชื้นน้อย ซึ่งความชื้นของอากาศสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความดันและอุณหภูมิ

 

การรักษาระดับความชื้นภายในบ้านให้เหมาะสมถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ โดย The American Society of Heating, Refrigerating and Air-Conditioning Engineers (ASHRAE) กล่าวว่า ความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสมของมนุษย์อยู่ระหว่าง 30 – 60 เปอร์เซ็นต์

 

ความชื้น ส่งผลเสียกับ “เครื่องช่วยฟัง” อย่างไร?

    ความชื้นในอากาศเป็นสิ่งที่หลายๆ คนมองข้าม แต่ในความเป็นจริงแล้วสภาพอากาศที่มีความชื้นมากเกินไปหรือน้อยเกินไปอาจส่งผลต่อสุขภาพ และอุปกรณ์เครื่องช่วยฟังของเราได้

 

 

“เครื่องช่วยฟัง ประกอบด้วยชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น แผงวงจร และสายไฟ”

 

 

    ความชื้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในเครื่องช่วยฟังเสียหายได้ ความชื้นที่สูงจะทำให้เกิดปัญหาการนำไฟฟ้าของอุปกรณ์ บางครั้งอาจเกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้ รวมถึงการสึกกร่อนของอุปกรณ์ที่เกิดจากการเป็น “สนิม” และในขณะที่ความชื้นต่ำเกินไปก็จะทำให้อุปกรณ์เปราะหักได้ง่าย

      หากเราเก็บอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไว้ในบริเวณที่มีอากาศชื้น หรืออากาศเย็นเกินไป การนำมาใช้ต้องเพิ่มความระมัดระวัง ควรนำมาวางไว้ในสภาพอากาศและอุณภูมิห้องปกติสักพัก ก่อนเปิดใช้งาน และหลังจากใช้งานเสร็จควรเก็บไว้ในกล่องพลาสติก หรือกล่องสูญญากาศ ภายในกล่องบรรจุสารดูดความชื้นไว้ เพื่อยืดอายุการใช้งานเครื่องช่วยฟัง

Hearing-care-set

 

ปรึกษาปัญหาการได้ยินและเครื่องช่วยฟัง ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

ขอบคุณข้อมูล : Sod Engineering

การทดสอบการได้ยิน หรือ การตรวจการได้ยิน (Hearing Test) เป็นการตรวจวัดสมรรถภาพการได้ยิน เพื่อหาระดับการได้ยินของหูทั้ง 2 ข้าง และเพื่อวินิจฉัยความผิดปกติของระบบการได้ยิน โดยระดับการได้ยิน “ปกติ” จะอยู่ระหว่าง -10 ถึง 25 เดซิเบล หากระดับการได้ยินมากกว่า 25 เดซิเบล ถือว่าการได้ยินของคุณมีความผิดปกติ และต่อไปนี้คือ 5 เหตุผล ที่คนส่วนมากมักไม่ยอมเข้ารับการทดสอบการได้ยิน

 

1. ฉันยังเด็กเกินไปที่จะทำการทดสอบการได้ยิน


    คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าการสูญเสียการได้ยิน มักเกิดขึ้นกับคนที่มีอายุมากหรือในผู้สูงอายุ ซึ่งการสูญเสียการได้ยินยังสามารถถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม การเกิดอุบัติเหตุ สภาพแวดล้อมในการทำงาน และการได้รับเสียงดังเป็นเวลาต่อเนื่องนานๆ เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุให้เกิดการสูญเสียการได้ยินเช่นกัน หากคุณสงสัยว่าตัวเองมีอาการสูญเสียการได้ยิน อย่าให้อายุเป็นตัวกำหนดการทดสอบการได้ยิน ทุกคนควรมีการทดสอบการได้ยินอย่างน้อย 1 ครั้ง

 

2. ฉันยังได้ยินเสียงดีอยู่


    สัญญาณเริ่มต้นของการสูญเสียการได้ยินมักจะสามารถชดเชยได้โดยการเพิ่มระดับเสียงขึ้น การเอนตัวเพื่อฟังการสนทนา หรือการขอให้คู่สนทนาพูดซ้ำ วิธีการเหล่านี้มีความเป็นไปได้ว่าคุณกำลังมีปัญหาการได้ยิน คุณอาจคิดว่าผู้คนกำลังพูดเบาเกินไปหรือสภาพแวดล้อมของคุณมีเสียงดังเกินไป แต่ถ้าคนอื่นสังเกตเห็นความบกพร่องทางการได้ยินของคุณ หรือถ้าคนรอบข้างคุณไม่ตอบสนองต่อเสียงรบกวนเช่นเดียวกับคุณ คุณควรพิจารณาเข้ารับการตรวจเช็คการได้ยินของคุณ

 

3. ฉันอาย


    การสูญเสียการได้ยินมักเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ และคนส่วนมากมักจะอายกับการใส่เครื่องช่วยฟัง บางคนมีความกังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์เมื่อรู้ว่าต้องใส่เครื่องช่วยฟัง อย่างไรก็ตามการขอให้ผู้อื่นพูดซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง อาจเป็นเรื่องที่น่าอายและเกิดความรำคาญใจเช่นกัน

    ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของเครื่องช่วยฟังในปัจจุบัน ได้มีการออกแบบเครื่องช่วยฟังให้มีรูปลักษณ์ที่ทันสมัย ขนาดเล็กกะทัดรัด และมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบที่แทบจะไม่สามารถมองเห็นได้ในเวลาที่คุณสวมใส่

 

4. ฉันไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร ฉันจำเป็นต้องให้แพทย์แนะนำมาตรวจก่อนหรือไม่?


    คุณสามารถนัดหมายการทดสอบการได้ยินด้วยตัวของคุณเอง และสามารถนัดหมายได้ทันทีเมื่อคุณสงสัยว่าการได้ยินของคุณลดลง คุณไม่จำเป็นต้องรอให้แพทย์ส่งตัวเพื่อทำการทดสอบการได้ยิน

 

5. ฉันไม่สามารถซื้อเครื่องช่วยฟังได้


    แม้ว่าเครื่องช่วยฟังอาจมีราคาแพง แต่ผู้ให้บริการเครื่องช่วยฟังหลายรายมีแผนการจ่ายเงินที่สามารถช่วยบรรเทาความกังวลทางการเงินของคุณได้ และเพื่อการได้ยินที่ดีอีกครั้ง รวมถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

 

การสูญเสียการได้ยินมีความเชื่อมโยงถึงภาวะซึมเศร้าและสมองเสื่อมได้

 

ปรึกษาปัญหาการได้ยินหรือนัดหมายตรวจการได้ยิน ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

       การสูญเสียการได้ยิน โดยสาเหตุหลักเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม การสัมผัสกับเสียงดังเป็นเวลานานๆ และตามช่วงวัย ซึ่งปัจจุบันยังไม่มียารักษาใดที่ช่วยฟื้นฟูภาวะการสูญเสียการได้ยินให้กลับมาเป็นปกติดังเดิมได้ การใส่เครื่องช่วยฟังจึงเป็นวิธีที่ช่วยให้การได้ยินดีขึ้น

        การเลือกซื้อเครื่องช่วยฟัง สำหรับผู้ที่ไม่เคยใส่เครื่องช่วยฟังมาก่อน มี 5 ข้อควรรู้ ดังนี้

1. ระดับการสูญเสียการได้ยิน

       ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องช่วยฟัง ท่านจะต้องทราบระดับการสูญเสียการได้ยินว่าอยู่ในระดับใด หรือในระดับความดังกี่เดซิเบล (dB) โดยระดับการสูญเสียการได้ยิน มีทั้งหมด 6 ระดับ ดังภาพต่อไปนี้

ข้อบ่งชี้ การใส่เครื่องช่วยฟัง จะใส่ต่อเมื่อสูญเสียการได้ยินในระดับ 40 เดซิเบล ขึ้นไป

 

2. กำลังขยายของเครื่องช่วยฟัง

       ผลการตรวจวัดระดับการสูญเสียการได้ยิน จะช่วยให้ท่านเลือกประเภทของเครื่องช่วยฟังที่เหมาะสมกับผลตรวจได้ง่ายมากยิ่งขึ้น และควรเลือกเครื่องช่วยฟังที่มีกำลังขยายที่สามารถรองรับกับการสูญเสียการได้ยินที่อาจเพิ่มขึ้นได้

• เครื่องช่วยฟังแบบในช่องหู (In The Ear – ITE) เหมาะสำหรับผู้สูญเสียการได้ยินในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง (26 – 40 dB)

• เครื่องช่วยฟังแบบทัดหลังหู (Behind The Ear – BTE) เหมาะสำหรับผู้สูญเสียการได้ยินในระดับปานกลางถึงค่อนข้างรุนแรง (40 – 70 dB)

• เครื่องช่วยฟังแบบทัดหลังหูกำลังขยายสูง (Power Behind The Ear – Power BTE) เหมาะสำหรับผู้สูญเสียการได้ยินในระดับรุนแรงขึ้นไป (70 – 90 dB)

หมายเหตุ หากสูญเสียการได้ยินในระดับ 90 เดซิเบลขึ้นไป การใส่เครื่องช่วยฟังจะไม่ได้ประโยชน์ ในกรณีนี้การผ่าตัดประสาทหูเทียมจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

 

3. การรับประกัน และบริการหลังการขาย

       เครื่องช่วยฟังในปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลายรุ่น หลากหลายยี่ห้อ และราคาค่อนข้างสูงสำหรับเครื่องช่วยฟังระบบดิจิตอลที่ได้รับมาตรฐาน ดังนั้นในการตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องช่วยฟัง 1 เครื่อง สิ่งที่ท่านควรสอบถามเพิ่มเติมกับผู้ให้บริการ คือ

• ระยะเวลา และเงื่อนไขต่างๆ ในการรับประกัน
• บริการหลังการขาย เช่น การติดตามผลหลังจากใส่เครื่อง การปรับเครื่องช่วยฟัง การทำความสะอาดเครื่อง
• ศูนย์ให้บริการซ่อมเครื่องช่วยฟัง (ระยะเวลาส่งซ่อม เครื่องสำรองระหว่างซ่อม)

       ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องช่วยฟังจะต้องมั่นใจว่าหลังจากที่ท่านซื้อเครื่องช่วยฟังไปแล้วและเกิดปัญหาขึ้น ท่านสามารถกลับไปยังศูนย์ที่ให้บริการได้

 

4. ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

       การใช้เครื่องช่วยฟังจะมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น คือ ค่าใช้จ่ายแบตเตอรี่เครื่องช่วยฟัง และค่าใช้จ่ายสารดูดความชื้น เนื่องจากเครื่องช่วยฟังเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ และในการสวมใส่อาจก่อให้เกิดเหงื่อ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องเกิดความชื้น การใช้สารดูดความชื้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยในการยืดอายุการใช้งานให้กับเครื่องช่วยฟัง

หมายเหตุ แบตเตอรี่ต้องเป็นแบตเตอรี่เครื่องช่วยฟังเท่านั้น ไม่สามารถนำแบตเตอรี่ชนิดอื่นมาใส่แทนกันได้ เนื่องจากมีประจุไฟที่แตกต่างกัน อาจทำให้เครื่องช่วยฟังเกิดความเสียหายได้

 

5. ความคาดหวังของการใส่เครื่องช่วยฟัง

      ผู้ใส่เครื่องช่วยฟังครั้งแรกและส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าการใส่เครื่องช่วยฟังนั้นจะทำให้การได้ยินกลับมาได้ยินปกติดังเดิม ซึ่งความเป็นจริงแล้วการใส่เครื่องช่วยฟังเป็นเพียงวิธีการช่วยให้การได้ยินดีขึ้น แต่ไม่สามารถกลับมาได้ยินเป็นปกติ 100% ได้ ผู้ใส่เครื่องช่วยฟังครั้งแรกจะต้องฝึกทำความคุ้นเคยกับเครื่อง โดยการนับชั่วโมงในการใส่เครื่อง ฝึกการฟัง ฝึกการพูด เพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง

 

ปรึกษาปัญหาการได้ยินและสอบถามการเลือกเครื่องช่วยฟังเพิ่มเติม ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

      แบตเตอรี่เครื่องช่วยฟังในปัจจุบันเป็นแบตเตอรี่ชนิด Zinc Air โดยตัวของแบตเตอรี่เองจะสร้างประจุไฟจากออกซิเจนในอากาศหลังจากมีการดึงสติ๊กเกอร์จากแบตเตอรี่ออก ดังนั้นเมื่อดึงสติ๊กเกอร์ออกแล้ว ควรวางแบตเตอรี่ทิ้งไว้ประมาณ 1 – 2 นาที เพื่อให้อากาศเข้าไปทำปฏิกิริยากับสังกะสีที่อยู่ภายในก้อนแบตเตอรี่ให้เกิดการสร้างประจุไฟขึ้น แล้วจึงนำแบตเตอรี่ใส่เข้ากับเครื่องช่วยฟัง

      สังกะสีในแบตเตอรี่เป็นสารที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ย่อยสลายได้ และให้กระแสไฟที่สม่ำเสมอตลอดระยะเวลาการใช้งานในกำลังไฟขนาด 1.4 โวลต์

 

แบตเตอรี่เครื่องช่วยฟัง มีทั้งหมด 4 ขนาด ดังนี้

เบอร์

สี ขนาด (มิลลิเมตร) ประเภทเครื่องช่วยฟัง

อายุการใช้งานเฉลี่ย (วัน)

A 10

เหลือง

5.8 x 3.6

แบบในช่องหู (ITE)

3 – 7

A 312

น้ำตาล

7.9 x 3.6

แบบลำโพงในช่องหู (MiniRITE, ITC)

3 – 10

A 13

ส้ม

7.9 x 5.4

แบบทัดหลังหูและในช่องหู (BTE, ITE)

6 – 14

A 675

ฟ้า

11.6 x 5.4

แบบทัดหลังหูกำลังขยายสูง (PowerBTE)

9 – 20

หมายเหตุ ผู้ใส่เครื่องช่วยฟังสามารถเลือกซื้อแบตเตอรี่ได้ง่าย โดยวิธีการดูจาก “เบอร์ หรือ สีสติ๊กเกอร์” ของแบตเตอรี่ที่ใช้อยู่ (แบตเตอรี่ชนิดนี้ไม่สามารถชาร์จไฟ หรือนำกลับมาใช้ซ้ำได้)

 

      อายุการใช้งานเฉลี่ยของแบตเตอรี่เครื่องช่วยฟัง ขึ้นอยู่กับชั่วโมงในการสวมใส่ ขนาดของแบตเตอรี่และกำลังไฟที่เครื่องช่วยฟังต้องการ โดยทั่วไปแบตเตอรี่เครื่องช่วยฟังขนาดเล็กจะมีอายุการใช้งานที่สั้นกว่าแบตเตอรี่ขนาดใหญ่

 

หากประสบปัญหาอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่สั้นลง ในกรณีนี้ควรอ่านคู่มือการใช้งานหรือติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านการได้ยิน เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างทำงานได้อย่างถูกต้อง

 

 

สนใจติดต่อสั่งซื้อแบตเตอรี่เครื่องช่วยฟัง ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

        การพูดคุยสื่อสารกับผู้ใส่เครื่องช่วยฟัง คู่สนทนาควรทำความเข้าใจก่อนว่า ผู้ใส่เครื่องช่วยฟังคือผู้ที่มีปัญหาการได้ยิน การใส่เครื่องช่วยฟังจะช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาการได้ยินนั้นกลับมาได้ยินอีกครั้ง ซึ่งการได้ยินจะชัดเจนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของประสาทหูที่คงเหลืออยู่ นอกจากการได้ยินแล้วผู้ใส่เครื่องช่วยฟังยังมีเรื่องของการแปลความหมายของคำพูดที่มักเป็นอุปสรรค ผู้ใส่เครื่องช่วยฟังจะเข้าใจในเรื่องที่สนทนาหรือไม่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเปอร์เซ็นต์การแปลความหมายของคำพูดด้วยเช่นกัน

 

การพูดคุยสื่อสารกับผู้ใส่เครื่องช่วยฟัง คู่สนทนาควรปฏิบัติด้วยความเข้าใจ 4 วิธี ดังนี้


1. พูดใกล้ๆ ช้าลงเล็กน้อย ระดับความดังปกติ คู่สนทนาจะต้องสนทนาใกล้ๆ และสนทนาในหูข้างที่เปอร์เซ็นต์การได้ยินคงเหลือมากที่สุด สนทนาช้าๆ ชัดๆ ในระดับความดังปกติ ไม่จำเป็นต้องสนทนาเสียงดัง หรือตะโกน

2. พูดต่อหน้า เพื่อให้ผู้ที่มีปัญหาการได้ยินมองเห็นหน้า และเห็นรูปปากชัดเจน คู่สนทนาจำเป็นต้องสนทนาให้เห็นหน้า เนื่องจากผู้ใส่เครื่องช่วยฟังบางรายมีเปอร์เซ็นต์การแปลความหมายของคำพูดเหลือน้อย อาจจะต้องใช้การมองรูปปากร่วมกับการฟังด้วย

3. การใช้ท่าทางประกอบการสนทนา กรณีที่มีการสูญเสียการได้ยินค่อนข้างมากไม่สามารถรับรู้ได้จากการฟังเพียงอย่างเดียว คู่สนทนาอาจจะต้องมีท่าทางประกอบ เช่น ทานข้าว ดื่มน้ำ ฯลฯ

4. การฝึกการฟัง ผู้ใส่เครื่องช่วยฟังควรฝึกการฟังในสถานการณ์ต่างๆ โดยเริ่มจากการพูดคุย แบบ 1 ต่อ 1 ในห้องเงียบ หลังจากนั้นค่อยๆ เพิ่มความยากขึ้นโดยพูดคุยในที่ที่มีเสียงรบกวน และพูดคุย 2 – 3 คน ตามลำดับ

 

หูตึง หรือประสาทหูเสื่อม อาการมักจะค่อยๆ เริ่มเสื่อมตามอายุที่มากขึ้นเรื่อยๆ และจะเป็นลักษณะเสื่อมแบบถาวร การคงสภาพประสาทหูที่เหลืออยู่ให้ใช้งานได้หรือเสื่อมช้าลง ด้วยการเลือกใส่เครื่องช่วยฟัง

 

 

สอบถามข้อมูลการเลือกเครื่องช่วยฟังเพิ่มเติมได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

       หูตึงกับผู้สูงอายุมักเป็นของคู่กัน เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ร่างกายได้ผ่านการใช้งานมาอย่างหนักแล้วย่อมเสื่อมลงตามกาลเวลา หนึ่งในปัญหาของผู้สูงอายุที่มักพบ คือ “ปัญหาการได้ยิน หรือ หูตึง” นั่นเอง

      ปัญหาหูตึงในผู้สูงอายุส่วนใหญ่เกิดจากความสามารถในการรับเสียงลดลง มักมีอาการหูอื้อ หรือหูตึง โดยมีอาการเริ่มแรกคือ ไม่ค่อยได้ยินเสียงแหลมๆ หรือเสียงที่มีความถี่สูง เช่น เสียงผู้หญิง เสียงดนตรีคีย์สูงๆ หรือเมื่ออยู่ในสถานที่ซึ่งมีเสียงรบกวนก็อาจฟังไม่เข้าใจ ทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตในการสื่อสารกับผู้อื่นน้อยลงโดยไม่รู้ตัว และเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการพบปะ พูดคุยกับผู้อื่น เนื่องจากเมื่อสนทนาแล้วต้องให้ผู้อื่นพูดซ้ำๆ เสียงดังๆ ผู้สูงอายุบางคนอาจจะต้องมองหน้า มองปาก เพราะฟังด้วยหูอย่างเดียวไม่รู้เรื่องแล้ว

 

“สิ่งนี้เป็นสัญญาณเตือนว่า…ถึงเวลาที่ท่านควรเข้ารับการรักษาหรือควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับปัญหาทางด้านการได้ยินแล้ว เพราะหากปล่อยไว้นาน ท่านอาจจะไม่ได้ยินอีกเลย ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลต่อการเกิดปัญหาซึมเศร้าได้”

 

การป้องกันและการดูแล

  • ควรตรวจสุขภาพการได้ยินเป็นประจำทุกปี เมื่ออายุ 60 ปี ขึ้นไป
  • ควบคุมดูแลโรคประจำตัว เพื่อป้องกันปัญหาแทรกซ้อนที่อาจทำให้หูตึงได้
  • ในกรณีที่มีปัญหาการได้ยินขั้นรุนแรง และรบกวนคุณภาพชีวิตประจำวัน ไม่สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพการได้ยินด้วยการใช้เครื่องช่วยฟัง (Hearing aids) ซึ่งเป็นวิธีที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุดีขึ้นได้

 


“การใช้เครื่องช่วยฟัง จะช่วยกระตุ้นการได้ยินให้ส่งคลื่นเสียงไปยังสมอง เพื่อคงการทำงานของสมองไว้ และลูกหลานควรดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด คอยให้กำลังใจ มีปฏิสัมพันธ์กับท่านอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะคงการได้ยินและสร้างความสุขให้กับท่าน”


 

เราพร้อมให้คำปรึกษาทุกปัญหาการได้ยิน

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

คุณสมบัติ เครื่องช่วยฟัง หูตึง หูหนวก หูดับ

เวลาที่คุณหรือคนที่คุณรักมีปัญหาการได้ยิน หูตึง ก็อยากได้เครื่องช่วยฟังที่เหมาะสมกับความต้องการที่สุดใช่ไหมครับ? ก่อนอื่นคุณจึงควรทราบว่าเครื่องช่วยฟังแต่ละรุ่น ก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ซึ่งผมได้รวมมาให้คุณอ่านแล้วครับ

Frequency Composition

เสียงที่เราได้ยินจะมีหลากหลายคลื่นความถี่ คนที่มีปัญหาการได้ยินก็จะสูญเสียการได้ยินที่คลื่นความถี่ต่างกัน ด้วยคุณสมบัติ Frequency Composition นี้ เครื่องช่วยฟังจะช่วยย้ายคลื่นความถี่ที่คุณสูญเสียไป ให้มาอยู่ในช่วงที่คุณยังได้ยิน คุณจึงมั่นใจได้ว่าจะได้ยินชัดเจนในทุกสถานการณ์

Adaptive Noise Reduction

เวลาออกไปในสถานที่เสียงดัง มีเสียงรบกวนเยอะ คุณสมบัติ Adaptive Noise Reduction จะช่วยลดเสียงรบกวนให้เหลือน้อยที่สุด พร้อมกับขยายเสียงพูดให้คุณสนทนากับเพื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Reverb Reduction

เสียงก้องเวลาเดินไปในห้องโถงขนาดใหญ่ มักจะสร้างความรำคาญให้กับผู้ใส่เครื่องช่วยฟัง คุณสมบัติ Reverb Reduction จึงช่วยลดเสียงก้องให้คุณมีการได้ยินที่ดียิ่งขึ้น

Transient Noise Reduction

เสียงช้อนกระทบกับส้อม เสียงแก้วน้ำกระทบกัน ทุกเสียงแหลมที่รบกวนการได้ยิน จะถูกลดลงไปด้วยคุณสมบัติ Transient Noise Reduction

Binaural Environment Classification

ด้วยคุณสมบัติ Binaural Environment Classification จะช่วยให้เครื่องช่วยฟังทั้ง 2 ข้างทำงานประสานกัน จนทำให้คุณได้ยินอย่างเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

Wind Noise Monitor

หมดความกังวลเรื่องเสียงลมที่พัดผ่าน เพราะคุณสมบัติ Wind Noise Monitor จะช่วยลดเสียงรบกวนนี้ ให้คุณได้ยินและพูดคุยกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

Data Learning

เมื่อคุณใช้งานเครื่องช่วยฟังไปซักพัก คุณสมบัติ Data Learning จะช่วยจดจำการใช้งาน และปรับการทำงานเข้ากับทุกสถานการณ์ในชีวิตประจำวันของคุณ

Adaptive Directional

ด้วยระบบอันชาญฉลาดนี้ เครื่องช่วยฟังของคุณจะปรับไมโครโฟนไปตามทิศทางเสียงพูดโดยอัตโนมัติ เพื่อให้คุณได้ยินเสียงพูดชัดเจนกว่าเสียงรอบข้างอื่นๆ

หูตึง เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน หูดับ

 

คุณสมบัติที่แตกต่างกันในเครื่องช่วยฟังแต่ละรุ่น ก็จะเหมาะสมกับการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละคนที่แตกต่างกัน คุณจึงควรขอคำแนะนำจากนักแก้ไขการได้ยิน และทดลองนำกลับไปใช้ที่บ้าน เพื่อมั่นใจได้ว่าคุณเลือกเครื่องช่วยฟังได้เหมาะสมจริงๆ

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053271533, 0890537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai