หูตึง ป้องกัน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง หูฟัง หูหนวก หูดับ เครื่องช่วยฟัง

 

แท้จริงแล้ว ปัญหาการได้ยินหรืออาการหูตึง เราไม่สามารถป้องกันได้ 100% และจะพบว่าในบางรายมีสาเหตุเกิดจากประสาทหูเสื่อมตามวัย เช่น วัยชราหรือวัยสูงอายุ ซึ่งเป็นการเสื่อมที่ไม่สามารถป้องกันได้

 

แต่หากมาจากสาเหตุของการที่ต้องเจอ หรือสัมผัสกับเสียงดังเป็นเวลานานๆ และบ่อยครั้ง เราสามารถป้องกันได้ ดังนี้

 

5 วิธีป้องกันหูตึง ดังต่อไปนี้


 

1.  หลีกเลี่ยงเสียงดัง ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ สถานที่ไหนที่ต้องเผชิญกับเสียงดัง ก็ควรออกห่าง หลีกเลี่ยง หรือหาอุปกรณ์ป้องกัน เพราะไม่คุ้มเลยกับการที่เราจะมีปัญหาการได้ยินในอนาคต

 

แล้วจะสังเกตได้อย่างไร ว่าเสียงดังเกินไป?

  • คุณต้องพูดเสียงดังกว่าเดิม เพื่อให้คู่สนทนาเข้าใจ
  • คุณไม่ค่อยเข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังพูดอะไร
  • คุณรู้สึกปวดหู
  • มีอาการหูอื้อ หรือได้ยินเสียงอู้อี้

 

        ระดับความดังของเสียง จะถูกวัดออกมาเป็นค่าเดซิเบล (dB) ยิ่งเสียงดังมาก ค่าเดซิเบลยิ่งสูง เสียงที่ดังมากกว่า 85 เดซิเบลเป็นค่าที่สูงจนเสียงมีผลต่อการทำลายการได้ยิน จึงไม่ควรอยู่ในพื้นที่นั้นเป็นเวลานานๆ

 

ตัวอย่างระดับความดังของเสียง

  • เสียงกระซิบ – 30 เดซิเบล
  • เสียงพูดคุยทั่วไป – 60 เดซิเบล
  • เสียงการจราจรคับคั่ง – 70 ถึง 85 เดซิเบล
  • เสียงรถจักรยานยนต์ – 90 เดซิเบล
  • เสียงเพลงผ่านหูฟังในระดับสูงที่สุด – 100 ถึง 110 เดซิเบล
  • เสียงเครื่องบินกำลังขึ้น – 120 เดซิเบล

หรือคุณอาจลองใช้แอพในมือถือ ที่สามารถวัดระดับความดังของเสียง เพื่อเลี่ยงอยู่ในพื้นที่ที่ดังเกิน 85 เดซิเบลได้

 

2. ฟังเพลงแต่พอดี การฟังเพลงผ่านหูฟังถือว่าเป็นอันตรายต่อหูเป็นอย่างมาก จึงควรระมัดระวังในการฟัง ดังนี้

  • ฟังในระดับความดังที่พอดี ไม่ดังจนเกินไป ซึ่งปกติแล้วไม่ควรเกิน 60% ของความดังสูงสุด
  • ไม่ควรใช้หูฟังนานเกิน 1 ชั่วโมง หากจะใช้นานๆ ควรพักหูประมาณ 5 นาทีก่อนใช้ใหม่

แค่ลดระดับเสียงลดนิดหน่อย ก็ช่วยรักษาการได้ยินของคุณได้นานขึ้นได้

 

3. ป้องกันเวลาไปงานอีเวนท์ หากมีความจำเป็นต้องไปทำกิจกรรมหรือออกงานอีเวนท์ที่มีเสียงดัง เช่น คอนเสิร์ต สนามกีฬา ที่เที่ยวกลางคืน ควรป้องกันดังนี้

  • อยู่ห่างจากจุดที่มีเสียงดัง เช่น ลำโพงขยายเสียง
  • พยายามพักหู โดยการออกห่างจุดที่มีเสียงดัง ทุก 15 นาที
  • หลังจากกลับจากงานที่มีเสียงดัง ควรพักผ่อนอย่างเงียบๆ ประมาณ 18 ชั่วโมง
  • ใช้อุปกรณ์ป้องกันการได้ยิน เช่น Earplug

 

4. ทำงานอย่างระมัดระวัง หากคุณต้องทำงานในที่ที่มีเสียงดังตลอดเวลา ควรคุยกับหัวหน้างานว่าจะมีผลต่อการได้ยินในอนาคต จึงควรให้ที่ทำงานช่วยป้องกันดังนี้

  • หากเป็นไปได้ ควรปรับเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ต่างๆ ให้มีเสียงดังลดน้อยลง
  • ไม่ควรอยู่ในพื้นที่ที่มีเสียงดังติดต่อกันหลายชั่วโมงต่อวัน
  • ใช้อุปกรณ์ป้องกันการได้ยิน เช่น Earplug

 

5. ตรวจการได้ยินสม่ำเสมอ โดยปกติแล้วควรตรวจการได้ยินทุกปี หรือหากรู้สึกว่ากำลังมีปัญหาการได้ยินก็ยิ่งรีบมาตรวจการได้ยินให้เร็วที่สุด  นักแก้ไขการได้ยินหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะได้ให้คำแนะนำอย่างถูกต้องให้กับคุณ

 

แค่ 5 ข้อง่ายๆ แค่นี้ ก็ช่วยรักษาการได้ยินให้อยู่กับคุณไปนานๆ ได้

 

 

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053271533, 0890537111
Facebook: m.me/hearingchiangmai
Line: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

ชุดเซ็ท เก็บเครื่องช่วยฟัง

          ดูแลเครื่องช่วยฟังและประสาทหูเทียมด้วยชุดเซท Hearing Care Package เหมาะกับการพกพา/เดินทาง ให้ผู้ใช้จัดเก็บอุปกรณ์เครื่องช่วยฟังหรือประสาทหูเทียมได้อย่างง่ายดาย ไม่หลงลืมชุดอุปกรณ์ที่จำเป็น อีกทั้งยังช่วยดูแลรักษาอุปกรณ์ให้ปราศจากความชื้น ให้ผู้ใช้หมดกังวลเรื่องการเก็บรักษาในระหว่างการเดินทาง

 

Hearing Care Package ประกอบด้วยอุปกรณ์ทั้งหมด 4 ชิ้น ดังนี้;


1. Dry Bag สารดูดความชื้น จำนวน 2 ซอง ใช้สำหรับดูดความชื้นเครื่องช่วยฟัง/ประสาทหูเทียม ด้วยขนาดซองบรรจุที่พอดีและใช้งานง่าย สามารถจัดเก็บไว้ใน Care Box และ Care Bag ใช้งานได้ยาวนานถึง 2 เดือน

สารดูดความชื้น ชนิดดินไดอะตอม จากธรรมชาติ

  • ได้รับการรับรองความปลอดภัยในการจัดเก็บ การใช้งาน และการกำจัดภายหลังการใช้งาน จากรัฐบาลประเทศเดนมาร์ก
  • มาตรฐานสากล : US-Mil-Spec D3464D (ประเทศสหรัฐอเมริกา) DIN 55.473 (ประเทศเยอรมนี) ผ่านการทดสอบจากสถาบัน Cambridge Refrigeration Technology (ประเทศอังกฤษ) และสถาบัน BFSV (ประเทศเยอรมนี)
  • วัสดุบรรจุ : TYVEK กระดาษชนิดพิเศษ มีความยืดหยุ่นและรูพรุนสูง อากาศสามารถไหลเวียนผ่านได้ดี Recycle ได้ 100%
  • ขนาด : 6.8 x 10.7 x 0.8 cm
  • อายุการใช้งาน : 2 เดือน นับจากเปิดใช้งาน

 

2. Care Box กล่องเก็บเครื่องช่วยฟัง/ประสาทหูเทียม ถูกออกแบบให้มีความแข็งแรงทนทานต่อการใช้งาน ป้องกันความชื้นจากภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ มาพร้อมปุ่มกดสุญญากาศ เพื่อไล่อากาศภายในออกจากกล่อง ใช้งานง่ายและสะดวกสบาย

  • วัสดุ : พลาสติก Polypropylene (PP) แข็งแรง ทนทาน น้ำหนักเบาและยืดหยุ่น ไม่ดูดซึมน้ำ ไม่ก่อให้เกิดเชื้อรา ป้องกันความชื้นผ่านเข้าออกได้, Rubber Seal ซีลยางซิลิโคน ทนทานต่อความร้อนสูง มีความยืดหยุ่นและต้านทานต่อแรงกดบีบอัด
  • จุดหลอมเหลว : ทนความร้อนได้ถึง 140°C
  • ความจุ : 175 ml
  • ขนาด : 4.9 x 13.4 x 6.7 cm

วิธีใช้งาน :

  1. นำ Dry Bag เขียนระบุวันเปิดใช้งานและวันหมดอายุ ให้เรียบร้อย
  2. นำ Dry Bag ใส่ลงไปในกล่อง Dry Box
  3. นำเครื่องช่วยฟัง แยกแบตเตอรี่ออกจากเครื่องทุกครั้ง
  4. วางเครื่องช่วยฟังลงบน Dry Bag ปิดฝากล่อง
  5. กดปุ่มสุญญากาศที่อยู่ด้านบนฝากล่อง เพื่อไล่อากาศภายในออกจากกล่อง
  6. เมื่อต้องการเปิดใช้งาน ให้ดึงปุ่มขึ้น แล้วเปิดฝากล่อง

3. Care Bag กระเป๋าเก็บเครื่องช่วยฟัง/ประสาทหูเทียม แบบพกพา ออกแบบมาให้มีช่องตาข่ายสำหรับใส่ Dry Bag สารดูดความชื้น แบ่งแยกเป็นสัดส่วน ให้คุณเก็บเครื่องช่วยฟัง/ประสาทหูเทียมได้อย่างง่ายดาย

  • วัสดุ : พลาสติก Polypropylene (PP) หุ้มด้วยหนังสังเคราะห์ Polyurethane (PU) แข็งแรงทนทานต่อการสึกหรอ/ฉีกขาด น้ำหนักเบา สัมผัสนุ่มสบาย ภายในบุด้วยผ้าใยสังเคราะห์เนื้อนุ่ม
  • ขนาด : 8.9 x 12.6 x 3.3 cm

 

 

 

 

 

4. กระเป๋าอเนกประสงค์ ใช้สำหรับเก็บชุดเซ็ทผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาเครื่องช่วยฟัง/ประสาทหูเทียม อาทิเช่น Dry Bag, Care Bag และ Care Box ให้เป็นระเบียบ พร้อมทั้งหูจับที่กระชับมือ ทนทาน น้ำหนักเบา ให้คุณพกพาได้สะดวกสบายตลอดการเดินทาง

  • วัสดุ : Nylon (Polyamine) ผ้าไนล่อน มีความเหนียว ยืดหยุ่น รับน้ำหนักและคืนตัวได้ดี แข็งแรงทนทาน อีกทั้งยังดูดความชื้นได้น้อยมาก
  • จุดหลอมเหลว : ทนความร้อนและอุณหภูมิสูงถึง 200°C
  • ขนาด : 10.2 x 24.7 x 17.3 cm

 

 

 

 


สอบถามชุดเซ็ทผลิตภัณฑ์ดูแลเครื่องช่วยฟัง/ประสาทหูเทียม ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟซบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

ลูกไม่ได้ยิน เด็ก ทารก ตรวจคัดครองการได้ยิน

 

        ทารกแรกเกิด 1,000 คน จะมี 1.7 คนที่เกิดมาพร้อมกับความพิการทางการได้ยิน ทารกแรกเกิดทุกคนจึงควรได้รับการตรวจคัดกรองการได้ยิน ภายใน 14 เดือน เพื่อป้องกันปัญหาพัฒนาการทางภาษา และปัญหาสติปัญญาล่าช้า

 

ทารกกลุ่มเสี่ยงต่อความพิการทางการได้ยิน

  1. เด็กที่มีคนในครอบครัว/ญาติที่หูหนวก หูตึง ตั้งแต่เล็ก
  2. มารดามีการติดเชื้อขณะตั้งครรภ์
  3. เด็กมีความผิดปกติของใบหู ใบหน้าและคอ
  4. เด็กแรกเกิดมีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 1,500 กรัม
  5. แรกเกิดมีปัญหาการหายใจลำบาก
  6. เด็กตัวเหลืองเมื่อแรกเกิด (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่ต้องรักษาโดยการถ่ายเลือด )
  7. เด็กที่เคยเข้ารับการรักษาในหน่วยทารกแรกเกิดภาวะวิกฤต (NICU)
  8. เด็กที่ป่วยเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  9. ได้รับยาซึ่งอาจเป็นพิษต่อเส้นประสาทหู

 

พัฒนาการของเด็กที่มีการได้ยินปกติ


        นอกจากการพาลูกไปตรวจคัดกรองการได้ยินแล้ว พ่อแม่ทุกท่านสามารถสังเกตการตอบสนองต่อเสียงของลูกในช่วงอายุต่างๆ ดังนี้

 

แรกเกิด – 3 เดือน
  • สะดุ้ง ตื่น ร้องไห้ ลืมตาโต หยุดดูดนม เมื่อได้ยินเสียงดัง
  • หันหาเสียงดัง หยุดนิ่งฟัง
อายุ 3 – 6 เดือน
  • เงียบ ยิ้ม ตอบสนองต่อเสียงที่คุ้นเคย
  • หันหน้า กรอกตามองหาเมื่อได้ยินเสียงพูด
อายุ 6 – 12 เดือน
  • หันไปหาเสียงพูดที่คุ้นเคยทันที
  • แสดงท่าทาง ทำตามคำสั่งง่ายๆ เข้าใจคำว่า “ บ๊าย – บาย ”
  • มองหาเมื่อได้ยินเสียงแปลกๆ
  • ชี้หรือหยิบของได้เมื่อท่านบอก
อายุ 1 – 1 ½ ปี
  • เริ่มคำพูดง่ายๆ ได้, พูดเป็นคำ 1 พยางค์
อายุ 2 ปี
  • ทำตามคำสั่งง่ายๆได้, พูดคำ 2 พยางค์

 

ทำไมจึงควรพาลูกไปตรวจคัดกรองการได้ยิน?

  • ถ้าตรวจพบว่า ลูกของท่านมีความผิดปกติทางการได้ยิน แพทย์หรือนักแก้ไขการได้ยินจะทำการตรวจดูภายในช่องหู เพื่อหาสาเหตุของความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นและแก้ไข เช่น กรณีขี้หูอุดตัน แพทย์จะทำการใช้เครื่องมือดูดขี้หูออก หรือถ้าลูกของท่านมีปัญหาหูชั้นกลางอักเสบ แพทย์จะรักษาโดยการให้ยาปฏิชีวนะ เป็นต้น
  • ลูกของท่านอาจจะต้องได้รับการตรวจการได้ยินซ้ำ กรณีผลตรวจการได้ยินระบุว่าผิดปกติ
  • หากพบว่าลูกของท่านมีปัญหาการได้ยินบกพร่อง แพทย์จะแจ้งและดำเนินการใส่เครื่องช่วยฟังให้กับลูกของท่าน เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

การใส่เครื่องช่วยฟังตั้งแต่เนิ่น ๆ ดีอย่างไร

        เด็กที่มีปัญหาการได้ยินบกพร่อง และได้รับการใส่เครื่องช่วยฟังก่อนอายุ 6 เดือน จะมีการพัฒนาทางด้านการพูด ภาษา และสังคม ดีกว่าเด็กที่ใส่เครื่องช่วยฟังช้า

 

 


เราพร้อมให้คำปรึกษา เพื่อสุขภาพการได้ยินของทุกคนในครอบครัว

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053271533, 0890537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

ตรวจ OAE ทารกแรกคลอด

       OAE หรือ Otoacoustic Emission คือ การตรวจคัดกรองการได้ยินสำหรับทารกแรกเกิด (Newborn Hearing Screening) โดยการปล่อยเสียงกระตุ้น วัดเสียงสะท้อนจากเซลล์ขนภายในหูชั้นใน ใช้เวลาตรวจประมาณ 10 วินาที – 2 นาที ขณะทารกนอนนิ่งๆ หรือนอนหลับ ภายในห้องเงียบ เครื่องจะแสดงผลการตรวจอัตโนมัติ ทราบผลได้ทันที และมีความแม่นยำสูง โดยส่วนใหญ่จะตรวจหลังจากทารกมีอายุ 2 วันขึ้นไปก่อนกลับบ้าน

 


       รายงานจากองค์กรอนามัยโลกในปี พ.ศ.2555 พบว่าประชากรโลก 360 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 5.3 ของประชากรทั้งหมดที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน โดยเด็กที่สูญเสียการได้ยินแบบถาวร มีจำนวน 1 – 3 รายต่อทารกปกติ 1,000 ราย และ 2 – 4 รายต่อทารกที่รักษาตัวในหน่วยอภิบาลทารกแรกเกิด (NICU) ทั้งนี้ประเทศไทยมีการตรวจพบทารกที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน จำนวน 1.7 – 4 ต่อทารก 1,000 ราย

       ดังนั้น การตรวจ OAE ในทารกจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อตรวจหาความผิดปกติของการได้ยินที่อาจส่งผลต่อพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กในอนาคตได้


 

OAE ผลตรวจจะแสดงอยู่ 2 ค่า คือ

  • PASS หมายถึง ทารกมีการได้ยินปกติ การทำงานของหูชั้นกลาง และประสาทรับเสียงภายในหูชั้นในปกติ
  • REFER หมายถึง ส่งตรวจซ้ำ อาจเกิดจากภาวะที่ทารกมีสิ่งอุดกั้นในช่องหู เช่น ไข น้ำคร่ำ ขี้หู ทำให้ไปขัดขวางการตรวจวัดเสียงสะท้อนจากหูชั้นใน หรือการทำงานของหูชั้นกลางและหูชั้นในมีความผิดปกติ จำเป็นต้องส่งตรวจ OAE ซ้ำ อีก 2 ครั้ง หากผลยัง REFER จะต้องทำการตรวจด้วยวิธีอื่น เช่น การตรวจการได้ยินระดับก้านสมอง (ABR; Auditory Brainstem Response) เพื่อการวินิจฉัยต่อไป (กรณีทารกตรวจคัดกรองไม่ผ่านควรได้รับการยืนยันว่าสูญเสียการได้ยิน ภายในอายุ 3 เดือน และควรได้รับการฟื้นฟูการได้ยินก่อนอายุ 6 เดือน)

 

ขั้นตอนการตรวจ OAE ในทารกแรกเกิดโรงพยาบาลลานนา เชียงใหม่

 

       กรณีผลตรวจ PASS ผู้ปกครองต้องคอยหมั่นสังเกตพัฒนาการทางการฟังและการพูดของเด็กในช่วงอายุต่างๆ ร่วมด้วย เนื่องจากอาจมีความผิดปกติเกิดขึ้นภายหลังได้ (อ่านข้อมูลทารกกลุ่มเสี่ยงและพัฒนาการตามช่วงอายุ)

       สาเหตุการเกิดความผิดปกติภายหลัง ได้แก่ การติดเชื้อหัด คางทูม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ การได้รับยาที่มีพิษต่อหู การฟังเสียงดังมากเกินไป การอักเสบของหูชั้นกลาง ประสาทหูเสื่อมจากกรรมพันธุ์ที่มีอาการภายหลัง เป็นต้น

 

OAE ตรวจการได้ยิน ทารก เด็ก

“งานวิจัยพบว่า เด็กที่ตรวจพบความผิดปกติการได้ยินและได้รับการฟื้นฟูตั้งแต่ก่อนอายุ 6 เดือน เด็กจะมีพัฒนาการทางด้านภาษาดีกว่าเด็กที่ตรวจพบช้ากว่าอายุ 6 เดือน”

 

 

 

ปรึกษาทุกปัญหาการได้ยินและตรวจการได้ยิน ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
เฟซบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
ไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai


ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
โรงพยาบาลสินแพทย์
จุฬาลงกรณ์เวชสาร 2561 ม.ค. – ก.พ.;62(1): 53 – 65;เชิญขวัญ ฐิติรุ่งเรือง, ภาณินี จารุศรีพันธุ์, เสาวรส ภทรภักดิ์. การคัดกรองการสูญเสีย
การได้ยินในเด็ก.
วิดีโอคลิปการตรวจ OAE โรงพยาบาลลานนา เชียงใหม่

กินเค็มมากไป เสี่ยงต่อการได้ยินลดลง

      เค็ม ในที่นี้มาจากการรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของเกลือและโซเดียม ซึ่งโซเดียมเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่มีอยู่ในเกลือ

      โซเดียมมีความสำคัญในการควบคุมสมดุลของเหลวภายในร่างกาย ช่วยรักษาความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่ปกติ ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ช่วยดูดซึมสารอาหารบางอย่างในไตและลำไส้เล็ก การได้รับโซเดียมในปริมาณที่พอเหมาะจะช่วยส่งเสริมระบบต่างๆ ภายในร่างกาย

 


“ปริมาณการบริโภคโซเดียม ไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเกลือ 1 ช้อนชา ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันสูง ไม่ควรเกิน 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเกลือ 3 ส่วน 4 ช้อนชา – ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก”


 

กินเค็ม การได้ยินลดลง

      ด้วยพฤติกรรมการรับประทานอาหารของคนไทยชอบการปรุงรสเพิ่ม เช่น พริกน้ำปลา ซอสต่างๆ ทำให้ร่างกายได้รับเกลือและโซเดียมมากเกินความจำเป็น ส่งผลให้ไต อวัยวะในการทำหน้าที่ขับของเสียทำงานหนักเนื่องจากต้องขับโซเดียมส่วนเกินออก

      และหากยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานเค็มที่มากเกินไปนี้ อาจทำให้เกิดโรคหลายโรคได้ เช่น โรคไต โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน เสี่ยงต่อโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร โรคกระดูกพรุน เป็นต้น

      โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบไหลเวียนของโลหิต เมื่อใดที่เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมอง ระบบประสาทส่วนอื่นๆ ภายในสมอง รวมถึงประสาทหู ประสาทตา จะทำให้เกิดอาการตาพร่ามัว เวียนศีรษะ บ้านหมุน สูญเสียการทรงตัว สูญเสียการได้ยินเนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยงที่หูชั้นใน ทำให้ประสาทหูชั้นในอักเสบ (Labyringthitis) นอกจากนี้ยังเกิดอาการหน้าเบี้ยว กลืนลำบาก พูดลำบากหรือฟังไม่เข้าใจ มีอาการชาครึ่งซีก กล้ามเนื้ออ่อนแรง และนำไปสู่การเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต

 

ปริมาณเกลือโซเดียมในชีวิตประจำวัน

  • เกลือ 1 ช้อนชา เท่ากับ โซเดียม 2,000 มิลลิกรัม
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ เท่ากับ โซเดียม 1,160 – 1,420 มิลลิกรัม
  • ซีอิ๊ว 1 ช้อนโต๊ะ เท่ากับ โซเดียม 690 – 1,420 มิลลิกรัม
  • ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ เท่ากับ โซเดียม 1,150 มิลลิกรัม
  • กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ เท่ากับ โซเดียม 1,430 – 1,490 มิลลิกรัม
  • ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ เท่ากับ โซเดียม 420 – 490 มิลลิกรัม

 

        ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมต่ำ รับประทานอาหารสด หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง อาหารกระป๋อง อาหารแปรรูป ขนมขบเคี้ยว (อาหารจำพวกนี้จะมีการเติมโซเดียมเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา) อ่านฉลากดูปริมาณเกลือโซเดียมก่อนเลือกซื้อสินค้า เปลี่ยนพฤติกรรมในการปรุงรส ชิมก่อนปรุงรส

การรับประทานเค็มมากเกินไป ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อประสาทหูที่อาจทำให้การได้ยินลดลง แต่ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย

 

 

ปรึกษาทุกปัญหาการได้ยินและตรวจการได้ยิน ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai


ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
เครือข่ายลดบริโภคเค็ม (สสส.)
สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย
bangkokhealth

10 ปัจจัย กับประสิทธิภาพการใช้ประสาทหูเทียม

 

        ด้วยสาเหตุและปัจจัยของผู้รับการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมในแต่ละบุคคลที่แตกต่างกัน ภายหลังจากการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมแล้วมีความเป็นไปได้ที่ความสามารถในการรับฟังเสียง หรือการได้รับประโยชน์จากการใช้งานประสาทหูเทียมนั้นจะไม่เท่ากัน

 

10 ปัจจัย กับประสิทธิภาพ “การใช้ประสาทหูเทียม”


1. ระยะเวลาที่สูญเสียการได้ยิน หากสูญเสียการได้ยินในช่วงสั้น มีแนวโน้มที่หลังผ่าตัดจะมีความสามารถทางการได้ยินดีกว่าผู้ที่สูญเสียการได้ยินเป็นเวลานาน

2. อายุที่เริ่มสูญเสียการได้ยิน เด็กหรือผู้ใหญ่ที่สูญเสียการได้ยินภายหลังมีภาษาแล้ว มีแนวโน้มที่หลังผ่าตัดจะมีความสามารถทางการได้ยินดีกว่าผู้สูญเสียการได้ยินแต่กำเนิด ที่ได้รับการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมช้ากว่าเวลาอันควร

3. อายุที่ทำการผ่าตัด สำหรับผู้ที่หูหนวกก่อนมีภาษา หากได้รับการผ่าตัดเมื่ออายุน้อยจะมีความสามารถทางการได้ยินดีกว่าผู้ที่ได้รับการผ่าตัดเมื่ออายุมาก

4. ระยะเวลาที่ใช้ประสาทหูเทียม ประสบการณ์ในการใช้อุปกรณ์ประสาทหูเทียมจะช่วยเพิ่มทักษะในการรับรู้เสียงพูด

5. ลักษณะโครงสร้างของหูชั้นใน หากมีความผิดปกติของโครงสร้าง เช่น มีเพียงครึ่งรอบ หรือมีหินปูนอยู่ภายในทำให้ไม่สามารถใส่ขดลวดเข้าไปในหูชั้นในได้อย่างสมบูรณ์

6. ระดับการได้ยินที่เหลืออยู่ ผู้ที่มีการได้ยินเหลืออยู่ มีแนวโน้มที่หลังผ่าตัดจะรับรู้คำพูดได้ดีกว่าผู้ที่ไม่เหลือการได้ยินเลย

7. ความพิการซ้ำซ้อน หากมีความผิดปกติเกี่ยวกับสติปัญญา สมอง หรือจิตใจ จะเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้การฟังและการพูด

8. สภาพแวดล้อมทางการศึกษา เด็กควรได้รับการส่งเสริมให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการใช้การได้ยินและการพูด

9. จำนวนช่องสัญญาณที่สามารถใช้ได้ เพื่อการรับรู้คำพูดควรมีอย่างน้อย 5 – 8 ช่องสัญญาณ

10. จำนวนของเม็ดอิเล็กโทรดประสาทหูเทียม ที่ใส่เข้าไปภายในหูชั้นใน (อวัยวะก้นหอย) หากมีจำนวนเม็ดอิเล็กโทรดมาก ยิ่งทำให้เกิดการกระตุ้นมาก

 

 

การเลือกยี่ห้อประสาทหูเทียมเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพการใช้งานประสาทหูเทียมให้กับผู้ผ่าตัดได้ดียิ่งขึ้น

 

 

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับประสาทหูเทียม ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

2023 How to use Dry Bag

 

       การดูแลเครื่องช่วยฟัง อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยยืดอายุการใช้งานให้กับเครื่องช่วยฟังและเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด นั่นคือ การเก็บรักษาเครื่องช่วยฟังหลังจากการใช้งานไว้ในภาชนะบรรจุสารดูดความชื้นที่มีประสิทธิภาพอย่าง DRY BAG

       การดูแลเครื่องช่วยฟังอย่างถูกวิธี และเพื่อให้สารดูดความชื้น DRY BAG ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สามารถทำได้ง่ายๆ ตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้

 

 

ขั้นตอน การใช้ DRY BAG

สารดูดความชื้น สำหรับเครื่องช่วยฟัง


 

How to use dry bag สารดูดความชื้น เครื่องช่วยฟัง

 

นำ DRY BAG ออกจากซอง เขียนวัน เดือน ปี ที่หมดอายุ โดยนับถัดไปอีก 1 เดือน หลังจากวันที่เปิดใช้งาน

 

เช่น เปิดใช้งาน คือ 1 ก.ค. 66 ให้เขียน วันหมดอายุ คือ 1 ส.ค. 66

 


How to use dry bag สารดูดความชื้น เครื่องช่วยฟัง

 

 

วางเครื่องช่วยฟังลงบน DRY BAG และเปิดรังถ่านทิ้งไว้

(แยกแบตเตอรี่ออกไว้ด้านนอกภาชนะ *ทุกครั้งหลังเลิกใช้งาน)

 

 


03 How to use dry bag สารดูดความชื้น เครื่องช่วยฟัง

 

 

ปิดฝาภาชนะให้สนิท ทั้งก่อน – หลังใช้งาน เพื่อรักษาประสิทธิภาพการทำงานของ Dry Bag

 

 


 

 

หลังจากเลิกใช้งาน ควรเก็บเครื่องช่วยฟังไว้ในกระปุกที่บรรจุสารดูดความชื้นเครื่องช่วยฟัง DRY BAG อย่างสม่ำเสมอ DRY BAG จะช่วยดูดซับความชื้นที่สะสมภายในเครื่องช่วยฟัง ช่วยยืดอายุการใช้งานให้กับเครื่องช่วยฟัง

 

 

 

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ปกป้องความชื้นให้กับเครื่องช่วยฟัง ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
เฟซบุ๊ค: hearingchiangmai
ไลน์: @hearingchiangmai

โฟลิก โฟเลต กับ การได้ยินในผู้สูงอายุ

 

โฟลิก หรือ โฟเลต เป็นวิตามินตัวเดียวกัน นั่นคือ วิตามินบี 9 เพียงแต่มีชื่อเรียกแตกต่างกัน โดย “โฟลิก” เป็นชื่อเรียกของวิตามินบี 9 ที่ได้มาจากการสังเคราะห์ขึ้น ส่วน “โฟเลต” เป็นชื่อเรียกของวิตามินบี 9 ที่ได้รับจากอาหารตามธรรมชาติ

 


Lucy Wills

 

โฟเลต (Folate) ถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1930 เมื่อ Lucy Wills รายงานว่า สารสกัดจากยีสต์สามารถรักษาภาวะโลหิตจางชนิดเมกาโลบลาสติกในหญิงตั้งครรภ์ได้ ต่อมาในปี ค.ศ. 1941 สารนี้ได้ถูกพบในพืชผักอีกหลายชนิด เช่น ผักขม อัลฟาฟา จึงถูกเรียกว่า “โฟเลต” ซึ่งมาจากคำในภาษาลาตินว่า Folium หมายถึง ใบไม้ เมื่อเอ่ยถึงสารโฟเลต จึงทำให้นึกถึงใบไม้ ใบหญ้า ผักใบเขียว

 


 

โฟลิก ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ควบคุมการทำงานของสมอง มีบทบาทสำคัญในการสังเคราะห์โปรตีน และไม่ใช่แค่ลดโอกาสเสี่ยงการพิการแต่กำเนิดเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เจริญอาหาร แก้อาการอ่อนเพลีย ป้องกันภาวะซีดหรือโลหิตจาง ป้องกันโรค NCDs และโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease)

 

โฟลิก โฟเลต กับผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุควรรับประทานอาหารที่มีโฟเลตหรือโฟลิกสูง  ทั้งนี้มีผลการวิจัยยืนยันว่า…

 

“การได้รับกรดโฟลิกอย่างเพียงพอประมาณ 800 ไมโครกรัมต่อวัน สามารถลดระดับของสารโฮโมซีสเตอีนได้ถึงร้อยละ 25 จึงสามารถชะลอการสูญเสียการได้ยินในผู้สูงอายุได้ (Homocysteine Lowering Trialists’ Collaboration, 1998)”

 

      สารโฮโมซีสเตอีนในเลือดเกิดจากการรับประทานอาหารโปรตีนมากเกินไป เป็นสารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย หากมีมากเกินกว่าระดับที่ควรเป็นจะทำลายหลอดเลือด โดยเฉพาะหลอดเลือดขนาดเล็ก เช่น หลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดที่อยู่ในสมอง รวมถึงหลอดเลือดที่เลี้ยงประสาทหู โดยจะมีผลทำให้หลอดเลือดดังกล่าวมีโอกาสตีบและอุดตันได้ง่ายกว่าที่ระดับของโฮโมซีสเตอีนในเลือดปกติ

 

รับประทานโฟลิกในปริมาณที่เหมาะสมร่วมกับวิตามินบี 6 และ บี 12 จะช่วยลดภาวะที่มีสารโฮโมซิสเทอีนเลือดสูง และลดความเสี่ยงโรคโลหิตจาง

 

ดังนั้น โฟลิก หรือโฟเลต มีความสำคัญในการรักษาระดับของโฮโมซีสเตอีนในเลือดไม่ให้สูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น ลดโอกาสเสี่ยงจากผนังหลอดเลือดถูกทำลาย และยังมีส่วนช่วยในการชะลอการสูญเสียการได้ยิน

 

 

ปรึกษาทุกปัญหาการได้ยินและตรวจการได้ยิน ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

เครื่องช่วยฟัง กับความชื้น

 

      ความชื้น (Humidity) เกิดจากปริมาณไอน้ำที่มีอยู่ในอากาศ หากในอากาศมีปริมาณไอน้ำปะปนอยู่มาก แสดงว่ามีความชื้นมาก เช่นเดียวกันกับในบริเวณที่อากาศ มีปริมาณไอน้ำปะปนอยู่น้อย บริเวณนั้นจะมีความชื้นน้อย ซึ่งความชื้นของอากาศสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความดันและอุณหภูมิ

 

การรักษาระดับความชื้นภายในบ้านให้เหมาะสมถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ โดย The American Society of Heating, Refrigerating and Air-Conditioning Engineers (ASHRAE) กล่าวว่า ความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสมของมนุษย์อยู่ระหว่าง 30 – 60 เปอร์เซ็นต์

 

ความชื้น ส่งผลเสียกับ “เครื่องช่วยฟัง” อย่างไร?

    ความชื้นในอากาศเป็นสิ่งที่หลายๆ คนมองข้าม แต่ในความเป็นจริงแล้วสภาพอากาศที่มีความชื้นมากเกินไปหรือน้อยเกินไปอาจส่งผลต่อสุขภาพ และอุปกรณ์เครื่องช่วยฟังของเราได้

within Hearing Aids

 

 

“เครื่องช่วยฟัง ประกอบด้วยชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น แผงวงจร และสายไฟ”

 

 

    ความชื้น สาเหตุสำคัญที่ทำให้ชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในเครื่องช่วยฟังเสียหาย ความชื้นที่สูงจะทำให้เกิดปัญหาการนำไฟฟ้าของอุปกรณ์ บางครั้งอาจเกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้ รวมถึงการสึกกร่อนของอุปกรณ์ที่เกิดจากการเป็น “สนิม” และในขณะที่ความชื้นต่ำเกินไปก็จะทำให้อุปกรณ์เปราะหักได้ง่าย

 

      หากเราเก็บอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไว้ในบริเวณที่มีอากาศชื้น หรืออากาศเย็นเกินไป การนำมาใช้ต้องเพิ่มความระมัดระวัง ควรนำมาวางไว้ในสภาพอากาศและอุณภูมิห้องปกติสักพัก ก่อนเปิดใช้งาน และหลังจากใช้งานเสร็จควรเก็บไว้ในกล่องพลาสติก หรือกล่องสูญญากาศ ภายในกล่องบรรจุสารดูดความชื้นไว้ เพื่อยืดอายุการใช้งานเครื่องช่วยฟัง

 

Hearing-care product

 

ปรึกษาปัญหาการได้ยินและเครื่องช่วยฟัง ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

ขอบคุณข้อมูล : Sod Engineering