สมองเสื่อม อัลไซเมอร์ หูตึง การได้ยิน

      หูตึงกับผู้สูงอายุนั้นมักเป็นของคู่กัน มีคนกล่าวว่าเมื่ออายุมากขึ้นทุกอย่างในร่างกายจะหย่อนยานลง ยกเว้นหูเท่านั้นที่ตึงขึ้น! ปัญหาหูตึงในผู้สูงอายุมักจะค่อย ๆ เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว บางคนไม่ทันได้สังเกตพอรู้ตัวอีกทีก็รู้สึกว่าตัวเองฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ต้องให้คนอื่นพูดซ้ำ ๆ เสียงดัง ๆ

 

นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่า ท่านควรเข้ารับการรักษาหรือควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านการได้ยินได้แล้ว เพราะหากปล่อยไว้นาน นอกจากจะไม่ได้ยินหรือพูดคุยฟังสื่อสารไม่รู้เรื่องแล้ว อาจก่อให้เกิดภาวะสมองเสื่อมได้

 

การสูญเสียการได้ยิน

ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อม


สูญเสียการได้ยิน สมองเสื่อมลง 30-40%

      ผลการศึกษา ความสามารถทางสติปัญญา ด้านความคิดและความจำในผู้สูงอายุที่มีการสูญเสียการได้ยินเทียบกับคนที่มีการได้ยินปกติ พบว่าคนที่มีการสูญเสียการได้ยินจะมีอัตราการเสื่อมของสมอง 30-40% เนื่องจากคนที่มีการสูญเสียการได้ยินจะต้องใช้ความพยายามในการตั้งใจฟัง ทำให้เกิดการสูญเสียพลังงานสมอง และสมองต้องทำงานหนักเพื่อดึงความจำระยะยาวมาใช้ เพื่อให้เข้าใจในสิ่งที่ฟัง

 

 

ผู้สูงอายุ ใช้สมองแทบทุกส่วนในการฟัง

ทำไมสูญเสียการได้ยินแล้วสมองจึงเสื่อม?


      การสูญเสียการได้ยินทำให้ต้องใช้ความพยายามในการตั้งใจฟัง ทำให้เกิดการสูญเสียพลังงานสมอง สมองต้องทำงานหนัก จนอาจก่อให้เกิดโรคสมองเสื่อมได้

elderly-hearing-loss

      จากการทดสอบ พบว่าการฟังในผู้สูงอายุต้องใช้สมองแทบทุกส่วนช่วยกัน ทดสอบการรับรู้ของสมองในการฟังจดจำคำพูด พบว่าในคนที่อายุน้อย การฟังและจดจำคำพูดจะใช้สมองทำงานเฉพาะส่วน แตกต่างกับผู้สูงอายุที่ใช้สมองทำงานช่วยกันแทบทุกส่วน ต้องใช้ความพยายามและพลังงานในการฟังมากกว่า เพราะโครงสร้างสมองเปลี่ยนแปลง ต้องอาศัยกระบวนการรับรู้ เรียบเรียง ดึงข้อมูลจากสมองแตกต่างกัน

      ทดสอบความเร็วในการพูดและความสามารถในการจำ พบว่า ถ้าหากพูดเร็ว ผู้สูงอายุจะจำได้ไม่ดีเท่าคนที่อายุน้อย เพราะเกิดจากความเสื่อมและความช้าของสมองในการรับรู้และประมวลผล

 

การฟังของผู้สูงอายุลำบากกว่าคนทั่วไป?


      การฟังในผู้สูงอายุโดยเฉพาะในที่ที่มีเสียงรบกวน ต้องอาศัยความสามารถในการเข้าใจคำพูดมากกว่าปกติ ซึ่งจะเป็นข้อจำกัดมากในผู้สูงอายุ ดังนี้

  • Temporal (Timing)
    ในผู้สูงอายุความคิดและความจำ (Memory Timing) มักจะมีปัญหา บางคนระดับการได้ยินเท่าเดิมแต่มีความสามารถในการจำสิ่งต่างๆ ลดลง และถ้ายิ่งในผู้สูงอายุที่มีปัญหาการได้ยินและมีปัญหาเรื่องความจำก็จะยิ่งมีปัญหาในการฟังมากขึ้น อุปสรรคการฟังในผู้สูงอายุนั้นเกิดจากระบบการได้ยินส่วนกลางหรือการประมวลผลของสมอง ไม่ใช่เกิดแค่ที่เซลล์รับเสียงในหูชั้นใน
  • Spectral
    เป็นการรับรู้เกี่ยวกับความถี่ (Pitch Perception) ในผู้สูงอายุที่มีการสูญเสียการได้ยิน มักมีการเสื่อมของเซลล์ขนรับเสียงชั้นใน (Inner Hair Cell ) ร่วมด้วย ซึ่งปกติแล้วทำหน้าที่แปลงสัญญาณเสียงส่งไปที่สมอง เมื่อมีการเสื่อมจึงทำให้การรับรู้ความถี่เสียงเพี้ยน แยกรับเสียงเฉพาะจงเจาะในแต่ละความถี่ไม่ได้ เสียงที่ได้ยินจะกลายเป็นเสียงคล้ายเสียงรบกวน ซ่าๆ สมองจึงแปลความหมายสิ่งที่ฟังลำบาก

 

ลดความเสี่ยงสมองเสื่อมจากปัญหาการได้ยิน


      ผู้สูงอายุที่มีการสูญเสียการได้ยิน ย่อมมีภาวะเสี่ยงต่อสมองเสื่อม การแก้ไขปัญหาการได้ยินจึงเกิดขึ้น ทางเลือกหนึ่งคือ การใช้เครื่องช่วยฟัง

 

การใช้เครื่องช่วยฟัง มีประโยชน์อย่างไร?


  1. ช่วยลดความยากในการฟัง ใช้ความตั้งใจในการฟังลดลง
  2. เมื่อได้ยินเสียงแล้ว สมองทำงานลดลง ดึงข้อมูลเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องมาใช้
  3. ลดความเครียดที่อาจส่งผลต่อสมอง ลดความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อม

 

 

ลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ ด้วยเครื่องช่วยฟัง

 

 

บริการตรวจการได้ยิน และทดลองเครื่องช่วยฟัง
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

Tinnitus เสียงดังในหู

 

      เสียงดังในหู (Tinnitus) เป็นความผิดปกติทางหูที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยเพราะกลัวว่าจะเป็นอันตราย หรือเพราะเสียงดังในหูนั้นก่อให้เกิดความรำคาญจนนอนไม่หลับ

      ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะได้ยินเสียงดังเฉพาะตัวผู้ป่วยเอง ผู้อื่นไม่ได้ยินเสียงนี้ด้วย มักบอกว่าเสียงดังในหูนั้นคล้ายเสียงจักจั่น หรือจิ้งหรีดร้องอยู่ภายใน อาจเป็นเสียงวี๊ดๆ หึ่งๆ ซ่าๆ อาจมีอาการข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ มักได้ยินชัดขึ้นในเวลากลางคืนหรือในที่เงียบๆ ผู้ป่วยอาจมีเสียงดังในหูเพียงอย่างเดียว หรือบางคนมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น หูอื้อ ปวดหู เวียนศีรษะ บ้านหมุน

 

ชนิดของ เสียงดังในหู


1. เสียงดังในหู ชนิดที่บุคคลภายนอกสามารถได้ยิน (Objective Tinnitus)

      หรือเสียงที่มีแหล่งกำเนิดเสียงจริงอยู่ภายในร่างกายของผู้ป่วย ซึ่งบางครั้งผู้ที่ตรวจหรือคนอื่นอาจได้ยินด้วย เช่น

  • เสียงที่เกิดจากเส้นเลือดแดงโป่งพอง หรือมีการเชื่อมต่อผิดปกติกับหลอดเลือดดำ หรือวางอยู่ในตำแหน่งผิดปกติ ซึ่งพบได้ทั้งหลอดเลือดดำและหลอดเลือดแดง โดยในกลุ่มนี้ เสียงที่ได้ยินมักจะเป็นเสียงความถี่ต่ำๆ และเสียงจะสัมพันธ์กับการเต้นของหัวใจ มักดังขึ้นเมื่อออกกำลังกาย
  • เสียงดังในหูที่เกิดจากการหายใจเข้าหรือออก อาจเกิดจากความผิดปกติของท่อยูสเตเชี่ยน ซึ่งเป็นท่อที่เชื่อมระหว่างหูชั้นกลาง และโพรงหลังจมูก

 

2. เสียงดังในหู ชนิดที่ผู้ป่วยได้ยินคนเดียว (Subjective Tinnitus)

      หรือเสียงที่มีการรับรู้ผิดปกติ โดยที่ไม่มีเสียงเกิดขึ้นจริง มักเกิดจากความผิดปกติของประสาทหู รวมถึงสมองส่วนการรับเสียงและแปรผล โดยอาจเกิดจากทั้งอวัยวะดังกล่าวเสื่อม หรือเกิดจากภาวะเนื้องอกกดเบียด เป็นต้น ซึ่งในกลุ่มนี้เป็นส่วนใหญ่ของคนที่มีเสียงดังรบกวนในหู โดยเสียงที่ได้ยินมักจะเป็นเสียงความถี่สูง

       • หูชั้นใน สาเหตุที่พบได้บ่อยสุด คือประสาทหูเสื่อมจากอายุ นอกจากนั้นการเสื่อมของเส้นประสาทหู อาจเกิดจาก การได้รับเสียงที่ดังมากในระยะเวลาสั้นๆ ทำให้เส้นประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน (acoustic trauma) เช่น ได้ยินเสียงปืน เสียงระเบิด เสียงประทัด การได้รับเสียงที่ดังในระยะเวลานานๆ ทำให้ประสาทหูเสื่อมแบบค่อยเป็นค่อยไป (noise-induced hearing loss) เช่น อยู่ในโรงงาน หรืออยู่ในคอนเสิร์ตที่มีเสียงดังมากๆ การใช้ยาที่มีพิษต่อประสาทหูู (ototoxic drug) เป็นระยะเวลานาน เช่น aspirin salicylate aminoglycoside quinine การบาดเจ็บของกะโหลกศีรษะแล้วมีผลกระทบกระเทือนต่อหูชั้นใน (labyrinthine concussion) การติดเชื้อของหูชั้นใน (labyrinthitis) เช่น ซิฟิลิส ไวรัสเอดส์ การผ่าตัดหูแล้วมีการกระทบกระเทือนต่อหูชั้นใน มีรูรั่วติดต่อระหว่างหูชั้นกลางและหูชั้นใน โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

       • สมอง โรคของเส้นเลือด เช่น เส้นเลือดในสมองตีบ เลือดออกในสมอง ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เนื้องอกในสมอง เช่น เนื้องอกของเส้นประสาทหู หรือประสาทการทรงตัว (acoustic neuroma)

       • สาเหตุอื่น ๆ เช่น โรคโลหิตจาง โรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคเกล็ดเลือดสูงผิดปกติ โรคที่มีระดับยูริกในเลือดสูง โรคไต โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตต่ำ โรคไขมันในเลือดสูง, โรคความดันโลหิตสูง โรคต่าง ๆ เหล่านี้สามารถทำให้เกิดเสียงดังในหูได้

 

 

      เสียงดังในหู เกิดได้จากหลายสาเหตุ อาจมีสาเหตุจากประสาทหูเสื่อม หายได้เองหรืออยู่กับผู้ป่วยไปตลอดชีวิต หรืออาจมีสาเหตุจากโรคที่อันตราย เช่น เนื้องอกของสมอง เส้นประสาท เส้นเลือดแดงโป่งพอง ดังนั้นอย่านิ่งนอนใจเมื่ออาการเสียงดังในหู ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุของโรคและเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง ก่อนจะสายเกินแก้…

 

 

 


บริการทดสอบการได้ยิน นำผลพบแพทย์เพื่อขั้นตอนการรักษา

ศูนย์สุขภาพการได้ยิน อินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053271533, 0890537111
Facebook: m.me/hearingchiangmai
Line Official: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

ดูแล เครื่องช่วยฟัง เชียงใหม่

 

ดูแลเครื่องช่วยฟัง อย่างไร? ให้ใช้ได้นานๆ?

        การใส่เครื่องช่วยฟังเป็นประจำทุกวัน เครื่องย่อมมีคราบสกปรกเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะผู้ที่มีเหงื่อเยอะ หรือมีขี้หูเยอะ บางท่านมักประสบปัญหาเครื่องช่วยฟังเสียงเบา ไม่ค่อยได้ยิน หรือในบางท่านเครื่องช่วยฟังเป็นสนิม

        ทั้งนี้สาเหตุเกิดจากการผ่านการใช้งานที่สัมผัสกับความชื้น สารเคมี และความร้อน สิ่งเหล่านี้มีผลต่ออายุการใช้งานของเครื่องช่วยฟัง

 

4 วิธี ดูแลเครื่องช่วยฟัง


 

ทำความสะอาด เครื่องช่วยฟัง

1. รักษาความสะอาด

       ความสะอาดของเครื่องช่วยฟังเป็นเรื่องสำคัญ จึงควรใช้ผ้าแห้งเช็ดทำความสะอาดบ่อยๆ และในหลายกรณี ขี้หูที่สะสม อาจทำให้เกิดการทำงานผิดปกติ หรือถึงขั้นทำให้เครื่องช่วยฟังเสียเลยก็ได้

 

 

 

 

เครื่องช่วยฟัง เก็บในที่แห้ง

2. เก็บในที่แห้ง

        หลีกเลี่ยงไม่ให้เครื่องช่วยฟังเปียก ไม่ควรใส่อาบน้ำหรือตากฝน หากเครื่องช่วยฟังเปียกหรือเจอกับความชื้น ให้เอาถ่านออก แล้วนำเครื่องช่วยฟังอบในเครื่องอบเครื่องช่วยฟังโดยเฉพาะ อย่าใช้ลมร้อนจากไดร์เป่าผม ให้ใช้ลมเย็นเป่าไล่ความชื้น

 

 

 

 

เครื่องช่วยฟัง สารเคมี

3. หลีกเลี่ยงสารเคมี

        โลชั่น สเปรย์ฉีดผม น้ำมัน และน้ำหอม มีสารเคมีที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับเครื่องช่วยฟัง หากจะใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ควรถอดเครื่องออก รอให้ผลิตภัณฑ์แห้ง แล้วจึงใส่กลับเข้าไปใหม่

 

 

 

 

เครื่องช่วยฟัง ความร้อน

4. หลีกเลี่ยงความร้อน

        ไม่ควรให้เครื่องช่วยฟังโดนความร้อนสูง และอย่าเก็บไว้ในช่องเก็บของภายในรถยนต์

 

 

 

 


เพียง 4 ข้อง่ายๆ ก็ช่วยเครื่องช่วยฟังของคุณ มีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากขึ้น

 

 


ศูนย์สุขภาพการได้ยิน อินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053271533, 0890537111
เฟซบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
ไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

หูตึง พูดคุย เครื่องช่วยฟัง เชียงใหม่

 

มีปัญหาการได้ยินใช่ไหม?

 

6 วิธีนี้ จะทำให้คุณสื่อสารง่ายขึ้น


1. มั่นใจและบอกผู้อื่นว่าคุณมีปัญหาการได้ยิน
เพราะอีกฝ่ายจะพูดกับคุณแบบชัดถ้อยชัดคำเพื่อให้คุณเห็นปากเขา และเข้าใจความหมายได้ง่ายขึ้น


2. ผ่อนคลาย อย่าเคร่งเครียด
หากคุณทำใจให้สบายกับปัญหาการได้ยิน คู่สนทนาคุณก็จะรู้สึกสบายใจเช่นกัน อาจบอกล่วงหน้าก่อน ว่าหากคุณมีสีหน้าแปลกๆ ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่อยากพูดกับเขา แต่อาจมาจากการที่คุณได้ยินเขาไม่ชัดเจนมากพอ

 

3. เรียนรู้ตลอดเวลา

การอ่านหรือได้รับข่าวสารรอบตัวอย่างสม่ำเสมอจะทำให้คุณเข้าใจข้อมูลที่อีกฝ่ายกำลังพูดได้มากขึ้น ถึงแม้ว่าคุณอาจจะได้ยินไม่ชัดเจนก็ตาม

 

4. รักษาสุขภาพให้แข็งแรง
การได้ยินที่ชัดเจน จะต้องใช้สมาธิในการฟังมากขึ้น การพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ จะทำให้คุณมีพลังงาน และมีสมาธิในการฟังนั่นเอง

 

5. ถามอย่างพอเหมาะ
หากคุณพยายามเก็บรายละเอียดทุกคำพูดโดยการถามให้อีกฝ่ายพูดซ้ำบ่อยเกินไป อาจทำให้การสนทนาไม่ราบรื่นซักเท่าไหร่ ลองสื่อสารจากภาพรวม ไม่เก็บรายละเอียดยิบย่อย แล้วการสนทนาจะง่ายขึ้นเอง

 

6.ขำขันกับข้อผิดพลาดบ้าง
อาจมีบางคำที่คุณไม่ได้ยินในการสนทนา ฝึกมองบวก และหัวเราะไปกับบางข้อผิดพลาด คุณจะได้รับความสุขในการสนทนาอีกเยอะเลย

 

มีอีกหลายเรื่องราวดีๆ รอให้คุณไปได้ยิน เราพร้อมฟังคุณ เพื่อให้คุณได้ยินชัดเจนขึ้น

 

 

ศูนย์สุขภาพการได้ยิน อินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053271533, 0890537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

.
ขอบคุณข้อมูลจาก: http://www.huffingtonpost.com/shari-eberts/six-steps-those-with-hear_b_10341168.html