Tag Archive for: ตรวจการได้ยิน

SD Score คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร

SD Score คืออะไร?

มีความสำคัญอย่างไร เมื่อหูไม่ได้ยิน

ผู้สูงอายุ ตอบไม่ตรงคำถาม ได้ยินแต่ฟังไม่รู้เรื่อง

       หลายคนอาจเคยสงสัยว่า ทำไมผู้สูงอายุที่บ้านถึงดูเหมือนตอบไม่ตรงคำถาม ถามซ้ำๆ หรือชอบแยกตัวออกจากวงสนทนา เรามักคิดเอาเองว่าผู้สูงอายุมีอาการหูตึง หูไม่ได้ยิน และพยายามแก้ปัญหาด้วยการตะโกนหรือเร่งเสียงให้ดังขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วปัญหานี้อาจลึกซึ้งกว่าเรื่องของความดัง ซึ่งนั่นอาจหมายถึงเรื่องของความเข้าใจในเสียงที่ได้ยิน

สนทนา กับ ผู้สูงอายุ หูไม่ได้ยิน

จาก “ช้อน” กลายเป็น “ช้าง”

ความเพี้ยนจากการสูญเสียการได้ยิน

       สมาชิกในครอบครัวอาจเคยเจอเหตุการณ์ที่ผู้ใหญ่ในบ้านได้ยินเราพูดว่า “ช้อน” แต่ท่านกลับเข้าใจว่าเป็น “ช้าง” ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ความหลงลืม แต่คือการสูญเสียการได้ยินเป็นระยะเวลานาน จนสมองส่วนที่ทำหน้าที่แปลความหมายเริ่มทำงานผิดเพี้ยน

       เมื่อปล่อยให้การได้ยินเสื่อมถอยโดยไม่ได้รับการรักษา สมองที่ขาดการกระตุ้นจากคลื่นเสียงที่ถูกต้องจะเริ่ม “ลืม” วิธีการแยกแยะสระและพยัญชนะ แม้ว่าจะพยายามใส่เครื่องช่วยฟังและปรับระดับเสียงให้ดังขึ้นในภายหลัง แต่เสียงที่ดังนั้นก็อาจจะยิ่งบิดเบือนสัญญาณเสียง ทำให้ตีความหมายผิดอยู่บ่อยครั้ง นั่นอาจเพราะมีค่า SD Score ต่ำ

เมื่อ “การได้ยิน” ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ความดัง”

SD Score คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร?

Speech Discrimination Score : SD Score

กุญแจสำคัญของการสื่อสาร

       ในการดูแลรักษาสุขภาพการได้ยินเชิงรุก เราไม่ได้มองแค่ว่าคุณได้ยินเสียงเบาที่สุดที่กี่เดซิเบล จากการตรวจการได้ยิน (Pure Tone Audiometry) เท่านั้น แต่ตัวแปรที่ตัดสินคุณภาพชีวิตจริงๆ คือ SD Score หรือ คะแนนความสามารถในการแยกแยะเสียงพูด

• SD Score สูง : สมองยังจดจำและแยกแยะคำศัพท์ได้ดี การใส่เครื่องช่วยฟังจะเห็นผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม
• SD Score ต่ำ : แม้จะได้ยินเสียงพูด แต่สมองไม่สามารถประมวลผลได้ว่าคือคำว่าอะไร ทำให้ความเข้าใจในการสื่อสารต่ำลง

       การปล่อยให้สูญเสียการได้ยินทิ้งไว้นานๆ โดยไม่ได้รับการรักษา คือปัจจัยหลักที่ทำให้ SD Score ลดต่ำลงเรื่อยๆ จนถึงจุดที่การฟื้นฟูทำได้ยากขึ้น

ระดับ SD Score เท่าไหร่?

ถือว่า วิกฤต หรือ ยังฟื้นฟูได้ดี

ดัชนีชี้วัดความสามารถในการสื่อสาร (SD Score Index) ที่ใช้ประเมินว่าโอกาสในการกลับมาฟังรู้เรื่องมีมากน้อยแค่ไหน

คะแนน SD (%)ความสามารถในการเข้าใจคำพูดโอกาสสำเร็จในการใส่เครื่องช่วยฟัง
90% – 100%ดีเยี่ยม : สื่อสารได้ปกติในเกือบทุกสถานการณ์สูงมาก : ใส่เครื่องแล้วแทบไม่ต่างจากหูปกติ
76% – 88%ดี : อาจมียากบ้างในที่เสียงดังรบกวนสูง : พึงพอใจมาก สื่อสารได้คล่องตัว
60% – 74%ปานกลาง : เริ่มมีอาการ “ได้ยินแต่ไม่ชัด”พอใช้ : ต้องใช้เวลาปรับตัว ฝึกฟังช่วยด้วย
40% – 58%จำกัด : ฟังเข้าใจเพียงครึ่งเดียว ต้องอาศัยการอ่านปากท้าทาย : เครื่องช่วยให้ได้ยินเสียง แต่ความชัดเจนจำกัด
ต่ำกว่า 40%วิกฤต : สมองเริ่มลืมวิธีการแปลความหมายเสียงต่ำ : เครื่องช่วยฟังใช้ “เตือนภัย” แต่สื่อสารลำบาก
หมายเหตุ :
การวินิจฉัย : คะแนนที่ต่ำมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่ได้ยินค่อนข้างดี อาจบ่งชี้ถึงพยาธิสภาพหูชั้นใน เช่น เนื้องอกประสาทหู
• สูญเสียการได้ยินแบบประสาทรับเสียงบกพร่อง (Sensorineural Hearing Loss) มักส่งผลให้ SDS ต่ำลง เนื่องจากหูชั้นในไม่สามารถส่งผ่านเสียงไปยังสมองได้อย่างชัดเจน
สูญเสียการได้ยินแบบนำเสียงบกพร่อง (Conductive Hearing Loss) โดยทั่วไปการจะทำให้ได้ SDS ที่ดี เพียงแค่ต้องขยายเสียง
ตรวจการได้ยิน SD Score

       หากคะแนนอยู่ในช่วง 60 – 74% นี่คือ “นาทีทอง” ช่วงของการฟื้นฟูสมอง การใส่เครื่องช่วยฟังอย่างสม่ำเสมอ (6 – 8 ชั่วโมงต่อวัน) จะช่วยประคองไม่ให้คะแนนตกลงไปในโซนวิกฤต และช่วยให้สมองยังคงคมชัดในการประมวลผลคำพูดอยู่เสมอ

    ปรากฏการณ์ Rollover Phenomenon : คะแนนการแยกแยะเสียงพูดลดลงอย่างมากเมื่อเพิ่มความดังของเสียง หรือปรับเครื่องช่วยฟังดังเกินไป คะแนน SD จะยิ่งดิ่งลง แทนที่จะดีขึ้น นี่คือเหตุผลว่า ทำไมการซื้อเครื่องช่วยฟังสำเร็จรูปตามท้องตลาดมาใส่เองโดยไม่ตรวจวัดระดับ SD จึงมักจบลงด้วยความล้มเหลว

SD คะแนนต่ำ แสดงให้เห็นว่า แม้จะใช้เครื่องช่วยฟังเพื่อขยายเสียงแล้ว ผู้ใช้ก็อาจยังคงมีปัญหาในการทำความเข้าใจบทสนทนา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการให้คำปรึกษาและการฟื้นฟูการได้ยิน

กระบวนการฟื้นฟูการได้ยิน

       การใส่เครื่องช่วยฟังไม่ใช่แค่การซื้ออุปกรณ์ใส่แล้วได้ยิน แต่คือ กระบวนการเรียนรู้ใหม่ของสมอง ปัจจัยที่จะทำให้การใส่เครื่องช่วยฟังประสบความสำเร็จ มีอยู่ 2 อย่างที่สำคัญที่สุด คือ

ระยะเวลาที่เริ่มรักษา

ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ SD Score ยิ่งสูง โอกาสสำเร็จยิ่งมาก

วินัยในการใช้งาน

การใส่บ้างไม่ใส่บ้าง ใส่เฉพาะตอนจะคุยมักไม่ค่อยได้ผล เพราะสมองต้องการเวลาในการปรับตัวและจัดระเบียบการรับเสียงใหม่

       การสูญเสียการได้ยินไม่ใช่แค่เรื่องของหู แต่เป็นเรื่องของคุณภาพสมอง เปลี่ยนจากการตำหนิผู้สูงอายุที่ท่านตอบไม่ตรงคำถาม เป็นการสนับสนุนให้ท่านเข้ารับการตรวจการได้ยินและใส่เครื่องช่วยฟังอย่างทันท่วงที การดูแลสุขภาพการได้ยินเชิงรุก คือ กุญแจสำคัญที่จะทำให้เราหรือผู้สูงอายุที่เรารักไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในโลกเงียบ นอกจากนี้ยังช่วยรักษาคุณภาพสมองให้คมชัดไปนานๆ รักษาการได้ยินเท่ากับรักษาความสัมพันธ์ ยืดเวลาความสุขของครอบครัวให้ยั่งยืน ดูแลการได้ยินผู้สูงอายุตั้งแต่วันนี้…

กระบวนการตรวจ Speech Audiometry

มากกว่าการตรวจหู คือ การตรวจความเข้าใจ

       หนึ่งในกระบวนการตรวจการได้ยิน ใช้ประเมินความสามารถในการรับรู้เสียงพูด เพื่อให้การใส่เครื่องช่วยฟังประสบผลสำเร็จ คือ การตรวจการได้ยินโดยใช้เสียงพูด หรือที่เรียกว่า Speech Audiometry เพื่อช่วยในการวางแผนรักษาการได้ยินแม่นยำและเฉพาะบุคคล (Personalized Care)  ซึ่งประกอบด้วยส่วนสำคัญ ดังนี้

ประเภท การตรวจการได้ยินด้วยเสียงพูด

1. Speech Detection Threshold / Speech Awareness Threshold (SDT) : การตรวจระดับเสียงพูดที่เบาที่สุดที่ผู้ทดสอบตอบสนองต่อการได้ยิน

2. Speech Recognition Threshold / Speech Reception Threshold (SRT) : การตรวจระดับเสียงพูดที่เบาที่สุด ที่ผู้ทดสอบสามารถเข้าใจคำพูดและพูดตามได้ถูกต้อง มีลักษณะเป็นคำสองพยางค์ เพื่อสามารถแยกแยะเสียงพูด

3. Word Recognition Scores (WRS) / Speech Discrimination Score (SDS) : การตรวจความสามารถในการแยกแยะเสียงพูด ช่วยในการวินิจฉัยตำแหน่งพยาธิสภาพในระบบการได้ยิน และช่วยในการเลือกเครื่องช่วยฟัง รวมถึงการให้คำแนะนำในการฟื้นฟูสมรรถภาพการได้ยิน ในการตรวจจะใช้คำที่เป็นพยางค์เดียว และเป็นบัญชีคำที่มีความสมดุลของสัทศาสตร์ทางเสียง (Phonetically Balanced Word Lists : PB)

ประโยชน์ การตรวจการได้ยินด้วยเสียงพูด

1. เพื่อวัดระดับความสามารถในการเข้าใจเสียงพูด

2. เพื่อค้นหาความพิการที่แท้จริง ซึ่งอาจไม่ใช่ความบกพร่องทางการได้ยิน

3. เพื่อจำแนกประเภทภาวะสูญเสียการได้ยิน

4. เพื่อค้นหาระดับความดังเสียงที่เหมาะสมกับเครื่องช่วยฟัง/ประสาทหูเทียม และประเมินผลลัพธ์ของการฟื้นฟูการได้ยิน

ทดสอบการได้ยิน ทดสอบความเข้าใจเสียงพูด ประเมินระดับ SD Score ของคุณ เพื่อวางแผนการเลือกเครื่องช่วยฟังที่เหมาะสม และปรับตั้งค่ารายละเอียดเสียงเฉพาะบุคคล (Personalized Hearing) ให้การใส่เครื่องช่วยฟังของคุณประสบผลสำเร็จอย่างสูงสุด

ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องช่วยฟัง พร้อมสนับสนุนการได้ยิน

ขอขอบคุณข้อมูล : www.entlecture.com, www.baw.in.th, www.grason-stadler.com
logo intimex อินทิเม็กซ์

 

อินทิเม็กซ์ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องช่วยฟัง บริการตรวจการได้ยิน จำหน่ายเครื่องช่วยฟังคุณภาพสูง ออกแบบการได้ยินตามไลฟ์สไตล์บุคคล ดูแลสุขภาพการได้ยินแบบองค์รวม ตลอดการเดินทางสู่การได้ยินดี เพราะเราเชื่อว่า…

 

 

“คุณภาพของการได้ยินที่ดี คือ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

ทดสอบการได้ยิน

ทดลองเครื่องช่วยฟัง

053-271 533, 089 – 053 7111

 

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
เวลาทำการ :  จ. – ศ. เวลา 8.30 –  16.30 น.
และ ส. เวลา 8.00 –  16.30 น.
หยุดทุกวันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

Call Intimex Chiangmai Facebook Intimex Chiangmai Line Intimex Chiangmai

ความดันโลหิตสูง ภัยเงียบของการได้ยินลดลง

ความดันโลหิตสูง ภัยเงียบของการได้ยินลดลง

       ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ด้วยจำนวนประชากรผู้สูงอายุ 13,994,045 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 21.58 ของประชากรทั้งหมด 64,854,432 คน ข้อมูลจากกรมกิจการผู้สูงอายุชี้ให้เห็นความท้าทายที่เราเผชิญทั้งปัญหาทางกายภาพอย่างการพลัดตกหกล้มที่มาเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยปัญหาสุขภาพจิตอย่างภาวะซึมเศร้า นอกจากนี้กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในผู้สูงอายุที่พบมากที่สุดคือ โรคความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ โภชนาการและเมตะบอลิกอื่นๆ โรคความดันโลหิตสูง และเบาหวาน ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามอายุ (สืบค้นข้อมูล ณ วันที่ 30 ต.ค. 2568)

หนึ่งในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการสูญเสียการได้ยิน นั่นคือ โรคความดันโลหิตสูง

ตรวจการได้ยิน

คุณจำได้ไหมว่า…

ครั้งสุดท้ายที่คุณตรวจวัดความดันโลหิตคือเมื่อไหร่?

และที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ครั้งสุดท้ายที่คุณตรวจวัดการได้ยินคือเมื่อไหร่?

       โดยทั่วไปการสูญเสียการได้ยินจะเริ่มเมื่ออายุประมาณ 30 ปี และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี เนื่องจากมักเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป จึงอาจเป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่าคุณมีภาวะสูญเสียการได้ยินเมื่อใด วิธีที่ดีที่สุดที่จะทราบได้อย่างแน่ชัดคือ การตรวจการได้ยิน และแน่นอนว่าคุณตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีค่าความดันอาจบอกอะไรกับคุณ

       งานวิจัยพบว่า ผลการประเมินการได้ยินมีความสัมพันธ์อย่างมากกับโรคหลอดเลือดแดง และยังใช้เป็นการทดสอบสุขภาพหัวใจสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยง

ความดันโลหิตสูง การได้ยิน

ความดันโลหิตสูง คืออะไร?

       ความดันโลหิต คือ แรงดันของเลือดที่หัวใจใช้ในการสูบฉีดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ความดันโลหิตวัดได้ 2 ค่า ได้แก่

       ความดันโลหิตค่าบน คือ แรงดันโลหิตขณะที่หัวใจบีบตัวเต็มที่
       ความดันโลหิตค่าล่าง คือ แรงดันโลหิตขณะที่หัวใจคลายตัวเต็มที่

      ความดันโลหิตสูง (Hypertension) คือ ภาวะแรงดันเลือดที่กระทำต่อผนังหลอดเลือดแดงสูงกว่าปกติอย่างต่อเนื่อง ในระดับมากกว่าหรือเท่ากับ 140/90 mmHg ซึ่งอาจไม่แสดงอาการแต่จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพอง ไตวาย เป็นต้น

ความเชื่อมโยงของ ความดันโลหิตสูง และภาวะการสูญเสียการได้ยิน

       American Heart Association (AHA) ระบุว่า ความดันโลหิตสูง (130/80 mmHg) ที่ไม่ได้รับการรักษา สามารถส่งผลโดยตรงต่อการได้ยินและเร่งให้เกิดความเสื่อมตามวัย โดยความดันโลหิตสูงทำลายหลอดเลือดทั่วร่างกาย รวมถึงหลอดเลือดในหูทำให้การไหลเวียนของเลือดบกพร่อง หูชั้นในมีความไวต่อการไหลเวียนของเลือดมาก การเสียหายของหลอดเลือดและคราบไขมันที่สะสมจะทำลายเซลล์ขนซึ่งมีหน้าที่รับเสียง และหากปล่อยให้เรื้อรังอาจนำไปสู่การสูญเสียการได้ยินอย่างถาวร นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่ทำลายเซลล์ขน ได้แก่ ยาบางชนิด การได้รับเสียงดังเกินไป อายุที่มากขึ้น และการติดเชื้อ

       AHA ยังชี้อีกว่า การสูญเสียการได้ยินจากประสาทรับเสียงฉับพลัน อาจเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าของโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด

ควบคุมความดันโลหิต ป้องกันการสูญเสียการได้ยิน

       ความดันโลหิตสูง สามารถเร่งให้เกิดการสูญเสียการได้ยิน การตรวจการได้ยินจึงอาจช่วยชีวิตคุณได้อย่างแท้จริง นักวิจัยพบว่า การควบคุมความดันโลหิตสามารถป้องกันการสูญเสียการได้ยินเพิ่มเติมได้ แม้ว่าการใช้ยาจะสามารถควบคุมความดันโลหิตได้ แต่การเปลี่ยนแปลงโภชนาการและวิถีชีวิตง่ายๆ ก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้กับการได้ยินและสุขภาพโดยรวมได้ด้วย 4 วิธีการ ดังนี้

วางแผนมื้ออาหาร

1. รักษาน้ำหนักในเกณฑ์สุขภาพดี : น้ำหนักตัวที่เหมาะสมช่วยลดภาระต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการควบคุมความดันโลหิต

       ผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) : BMI ที่เหมาะสมควรอยู่ในช่วงประมาณ 23 – 27 kg/m² หากค่าต่ำกว่า 21 อาจเสี่ยงต่อภาวะขาดสารอาหาร กล้ามเนื้อหาย และฟื้นตัวช้าหากเจ็บป่วย และหากมากกว่า 30 kg/m² อาจเพิ่มความเสี่ยงโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือข้อเข่าเสื่อมได้

BMI ของคุณ มีค่าอยู่ที่เท่าไหร่?

หาค่า BMI และค่า IBW เพื่อวางแผนมื้ออาหารและปรับเปลี่ยนโปรแกรมการใช้ชีวิตของคุณให้เหมาะสม

น้ำหนัก

ลดน้ำหนักตัว

2. จัดการโภชนาการอย่างชาญฉลาด : รับประทานอาหารให้หลากหลายครบ 5 หมู่ และเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน โดยเฉพาะโปรตีน (1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม) เช่น ไข่ ปลา เต้าหู้ ถั่ว และนม ซึ่งช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อ ลดการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ เน้นอาหารที่มีธัญพืชไม่ขัดสี ผลไม้ ผัก และผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ ลดการบริโภคโซเดียม หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป (Processed Foods) จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ และดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ

       สำหรับผู้สูงอายุที่มีน้ำหนักน้อย : ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการเพื่อเพิ่มอาหารตามอัตราส่วนที่เหมาะสม หรือแบ่งมื้ออาหาร 5 – 6 มื้อเล็กๆ ต่อวัน เพื่อให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วน

DASH Diet อาหารคุมความดันโลหิตสูง
DASH Diet คือ แผนการรับประทานอาหารที่เน้นการควบคุมความดันโลหิตสูงและส่งเสริมสุขภาพหัวใจ

3. ลงทุนกับการออกกำลังกาย : ออกกำลังกายวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน เช่น การเดิน ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน รวมไปถึงการจัดการความเครียด เช่น การฝึกโยคะ ไทชิ การเคลื่อนไหวร่างกายช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดแรงดันในหลอดเลือด หรือการหากิจกรรมเพื่อผ่อนคลายความเครียดก็จะช่วยทำให้การควบคุมความดันโลหิตดีขึ้นได้

4. หมั่นตรวจวัดและใส่ใจ : ตรวจวัดความดันโลหิตและตรวจการได้ยินเป็นประจำทุกปี ค่าความดันโลหิตที่สมดุลคือ สัญญาณของหลอดเลือดที่แข็งแรง

เพราะการได้ยินเปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมโยงเราเข้ากับผู้คน สังคม และโลกกว้าง

      พลังของการได้ยิน ทำให้เราสามารถสร้างความสัมพันธ์ เชื่อมต่อกับสังคม และเข้าใจโลกมากขึ้น การควบคุมภาวะความดันโลหิตสูงให้อยู่ในระดับปกติผ่านการรับประทานยา การปรับเปลี่ยนอาหาร และการออกกำลังกาย จึงเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงหรือชะลอการสูญเสียการได้ยินที่เกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดได้

อย่าละเลยค่าความดันโลหิตของคุณ และอย่าละเลยการตรวจการได้ยินเป็นประจำทุกปี หากพบการสูญเสียการได้ยิน การใส่เครื่องช่วยฟังอย่างทันท่วงทีจะช่วยรักษาคุณภาพชีวิตของคุณ

ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องช่วยฟัง พร้อมสนับสนุนการได้ยิน

ขอขอบคุณข้อมูล : กรมกิจการผู้สูงอายุ www.dop.go.th, DASH Diet – www.nhlbi.nih.gov, www.campaignforbetterhearing.us
logo intimex อินทิเม็กซ์

 

อินทิเม็กซ์ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องช่วยฟัง บริการตรวจการได้ยิน จำหน่ายเครื่องช่วยฟังคุณภาพสูง ออกแบบการได้ยินตามไลฟ์สไตล์บุคคล ดูแลสุขภาพการได้ยินแบบองค์รวม ตลอดการเดินทางสู่การได้ยินดี เพราะเราเชื่อว่า…

 

 

“คุณภาพของการได้ยินที่ดี คือ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

ทดสอบการได้ยิน

ทดลองเครื่องช่วยฟัง

053-271 533, 089 – 053 7111

 

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
เวลาทำการ :  จ. – ศ. เวลา 8.30 –  16.30 น.
และ ส. เวลา 8.00 –  16.30 น.
หยุดทุกวันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

Call Intimex Chiangmai Facebook Intimex Chiangmai Line Intimex Chiangmai

พิการทางการได้ยิน หรือสื่อความหมาย 2568

สถานการณ์ผู้พิการ ในประเทศไทย พ.ศ.2568

กรมส่งเสริมแลพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568

จำนวนผู้มีบัตรประจำตัวคนพิการ

คน
0
woman

1,085,781 คน (48.64%)

man

1,146,359 คน (51.36%)

ความพิการ-ตามช่วงวัย

8 ประเภทความพิการของประชากรไทย

ผู้พิการ
2025-ประเภทความพิการ
2025 การเคลื่อนไหว
2025-การได้ยิน-สื่อความหมาย
2025-ทางการเห็น

อันดับ 2

พิการทางการได้ยิน หรือสื่อความหมาย

พิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย

ตามหลักเกณฑ์ความพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย คือ หูตึง 2 ข้าง, หูหนวก 2 ข้าง, พูดไม่ได้

  • หูตึง : ผู้ใหญ่ สูญเสียการได้ยินระดับ 40 เดซิเบลขึ้นไปทั้งสองข้าง ไม่เกิน 80 เดซิเบล และเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี สูญเสียการได้ยินระดับ 35 เดซิเบลขึ้นไปทั้งสองข้าง ไม่เกิน 80 เดซิเบล

  • หูหนวก : สูญเสียการได้ยินระดับ 80 เดซิเบลขึ้นไป ทั้งสองข้าง

หมายเหตุ : หูตึง 1 ข้าง หรือหูหนวก 1 ข้าง ไม่เข้าหลักเกณฑ์
  1. หูหนวก หมายถึง ภาวะบกพร่องทางการได้ยินที่มีผลการตรวจการได้ยินโดยใช้เสียง ความถี่ที่ 500 เฮิรตซ์ 1,000 เฮิรตซ์ 2,000 เฮิรตซ์ และ 4,000 เฮิรตซ์ ในหูข้างที่ได้ยินดีกว่า มีการสูญเสียการได้ยินเฉลี่ยที่ความดังของเสียง ตั้งแต่ 80 เดซิเบลขึ้นไป ทำให้มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตประจำวันหรือการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม โดยต้องใช้เครื่องมือเฉพาะสำหรับ ตรวจการได้ยินและตรวจในสถานพยาบาลของรัฐหรือสถานพยาบาลเอกชนที่รัฐกำหนด
  2. หูตึง หมายถึง ภาวะบกพร่องทางการได้ยินที่มีผลการตรวจการได้ยินโดยใช้เสียง ความถี่ที่ 500 เฮิรตซ์ 1,000 เฮิรตซ์ 2,000 เฮิรตซ์ และ 4,000 เฮิรตซ์ ในหูข้างที่ได้ยินดีกว่า มีการสูญเสียการได้ยินเฉลี่ยที่ความดังของเสียง น้อยกว่า 80 เดซิเบลลงมาจนถึง 40 เดซิเบล ในผู้ใหญ่ หรือน้อยกว่า 80 เดซิเบล ลงมาจนถึง 35 เดซิเบล ในเด็กที่มีอายุไม่เกิน 15 ปี ทำให้มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตประจำวันหรือการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม โดยต้องใช้เครื่องมือเฉพาะสำหรับตรวจการได้ยินและตรวจในสถานพยาบาลของรัฐหรือสถานพยาบาลเอกชนที่รัฐกำหนด
  3. สื่อความหมาย หมายถึง ภาวะบกพร่องทางการสื่อความหมาย ทั้งการพูดและภาษา เช่น ผู้ป่วยไร้กล่องเสียง ผู้ป่วยเด็กสมองพิการ (Cerebral Palsy) ที่มีปัญหาการพูดแบบ dysarthria ระดับรุนแรง ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและผู้ป่วยที่ได้รับอุบัติเหตุทางสมอง ที่มีปัญหาการสื่อสารแบบ aphasia, dysarthria หรือ apraxia และผู้ป่วยกลุ่มที่มีความเสื่อม (degenerative change) ของระบบประสาท เช่น ผู้ป่วยโรค Parkinson ผู้ป่วยโรค Dementia ทำให้มีข้อจำกัดในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน หรือการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม

พิการทางการได้ยิน

หูตึง หูหนวก หูไม่ได้ยินแก้ไขได้

deafness พิการทางการได้ยิน

       หูตึง หูหนวก ความผิดปกติหรือความเสื่อมถอยของอวัยวะสามารถเกิดขึ้นได้ทุกช่วงวัย แก้ไขได้ด้วยอุปกรณ์ช่วยเหลือการได้ยิน

       ระดับการได้ยิน (dB) เป็นแนวทางสำหรับการเลือกอุปกรณ์ช่วยเหลือการได้ยินให้กับผู้บกพร่องทางการได้ยิน

เครื่องช่วยฟัง

สูญเสียการได้ยิน น้อยกว่าระดับ 80 เดซิเบล

ประสาทหูเทียม

สูญเสียการได้ยิน มากกว่าระดับ 80 เดซิเบล

กรณีการได้ยินยังคงเหลืออยู่ หรือไม่แน่ใจว่าการสูญเสียการได้ยินอยู่ในระดับใด เหมาะกับอุปกรณ์ช่วยเหลือการได้ยินประเภทไหน เริ่มต้นด้วยการ…ตรวจการได้ยิน

       หูตึง หรือมีการได้ยินคงเหลืออยู่ สำหรับผู้ที่บกพร่องทางการได้ยิน ท่านยังสามารถเลือกเครื่องช่วยฟังให้กับตัวเองได้ แต่เมื่อใดก็ตามที่การได้ยินอยู่ในระดับหูหนวก หรือเครื่องช่วยฟังไม่ได้ประโยชน์ การผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมภายใต้กะโหลกศีรษะ แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเท่านั้น

       การแก้ไขการได้ยินตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดความรุนแรงของอาการหูไม่ได้ยินที่สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวม หูและสมองที่ไม่ได้ยินและไม่ได้ถูกใช้งาน นานวันอาจทำให้หลงลืมคำพูดและความหมาย การฟื้นฟูให้กลับมาจำเป็นต้องใช้ระยะเวลา และหากปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้รับการแก้ไข อาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิดภาวะสมองเสื่อม [อ่านเพิ่มเติม]

หู-และ-สมอง

หูไม่ได้ยิน ไม่ได้เป็นเรื่องน่าอาย แก้ไขได้ แต่การขอให้ผู้อื่นพูดซ้ำๆ บ่อยครั้ง พูดเสียงดัง หรือตะโกน สามารถสร้างความเหนื่อยล้า ความเครียด และอาจสร้างการรบกวนให้กับผู้อื่น

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่

ศูนย์ เครื่องช่วยฟัง อินทิเม็กซ์ เชียงใหม่

Community เล็กๆ ของผู้มีปัญหาการได้ยินทุกช่วงวัย


     ศูนย์บริการที่พร้อมให้คำแนะนำและให้ความช่วยเหลือผู้มีปัญหาการได้ยิน หูไม่ได้ยิน หูตึง และหูหนวก

     คุณจะพบกับเด็กเล็ก วัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนถึงวัยผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านการได้ยิน Community แห่งการแลกเปลี่ยนความคิด แบ่งปันเรื่องราวประสบการณ์ที่หลากหลาย จากกลุ่มคนที่หลากหลาย ที่อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน

“หูไม่ได้ยิน ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แก้ไขได้”

เทคโนโลยีช่วยเหลือการได้ยิน

เมื่อการได้ยินของคุณยังคงเหลืออยู่

เครื่องช่วยฟัง ชาร์จไฟ

เทคโนโลยีใหม่! เครื่องช่วยฟังคุณภาพสูง 

  • Tap ตัวเครื่องช่วยฟัง เพื่อรับสายสนทนา
  • Charging ชาร์จแบตเตอรี่รวดเร็ว 30 นาที ใช้งานได้ 8 ชั่วโมง
  • Bluetooth เชื่อมต่ออุปกรณ์ไร้สาย เช่น laptop smartphone
  • Application ปรับแต่งเสียง ควบคุมการทำงานบนแอปพลิเคชัน

การได้ยินหูซ้ายและหูขวาแตกต่าง สภาพแวดล้อมและไลฟ์สไตล์แตกต่าง เราจึงใส่ใจการดูแลการได้ยินเฉพาะบุคคล

หูตึง หูหนวก หูไม่ค่อยได้ยิน ผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษา

ขอบคุณข้อมูล : กรมส่งเสริมแลพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 
logo intimex อินทิเม็กซ์

 

อินทิเม็กซ์ บริการตรวจการได้ยิน จำหน่ายเครื่องช่วยฟังคุณภาพสูง ออกแบบการได้ยินตามไลฟ์สไตล์บุคคล ดูแลสุขภาพการได้ยินแบบองค์รวม ตลอดการเดินทางสู่การได้ยินดี เพราะเราเชื่อว่า…

 

 

“คุณภาพของการได้ยินที่ดี คือ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

5-ปัจจัย-ออดิโอแกรม-เดียวกัน-ผลลัพธ์การได้ยิน-แตกต่างกัน

ออดิโอแกรม เดียวกัน เครื่องช่วยฟังรุ่นเดียวกัน ประเภทเดียวกัน แต่ผลลัพธ์การได้ยินแตกต่างกัน เนื่องด้วยปัจจัย 5 ปัจจัยนี้ และนอกจากนี้นักโสตสัมผัสวิทยายังอธิบายว่า

ยาเป็นพิษต่อหู Ototoxic

ยาเป็นพิษต่อหู (Ototoxic Drugs) กลุ่มยาที่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น สูญเสียการได้ยิน หูอื้อ หรือเสียงดังในหู และปัญหาการทรงตัว พบได้ในยาแก้ปวดทั่วไป ยารักษาเบาหวาน

คัดกรองการได้ยิน ผู้สูงอายุ หูไม่ได้ยิน

คัดกรองการได้ยิน ผู้สูงอายุ หูไม่ได้ยิน คุณสามารถทำการทดสอบให้กับผู้สูงอายุ สมาชิกในครอบครัว ด้วยวิธีการง่ายๆ คือ Finger Rub Test โดยการใช้นิ้วมือถูกันในระยะห่าง ประมาณ 1 นิ้ว

Why Hearing Test ทำไมต้องตรวจการได้ยิน

 

ทำไมต้องตรวจการได้ยิน?

การตรวจการได้ยินสำคัญอย่างไร?

 

        คนเราใช้หูในการรับฟัง การจะพูดคุยหรือสื่อสารได้ดีนั้นหูจะต้องได้ยินก่อน โดยมากแล้วการได้ยินของคนเรามักจะลดลงตามอายุและอีกหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการฟังเสียงดังเกินไป การรับประทานยาที่มีผลต่อระบบประสาทหู โรคประจำตัว เป็นต้น

        ตรวจการได้ยิน หรือทดสอบการได้ยิน (Hearing Test) จะช่วยให้ทราบระดับการได้ยินว่าอยู่ในระดับใด อยู่ในเกณฑ์การได้ยินปกติดีหรือไม่ การตรวจการได้ยินไม่จำเป็นต้องรอให้แพทย์สั่ง สามารถเข้ารับการตรวจได้เมื่อรู้สึกการได้ยินลดลง

 

5 ระดับ การสูญเสียการได้ยิน

สูญเสียการได้ยิน ระดับเล็กน้อยหรือหูตึงเล็กน้อย ไปจนถึงสูญเสียการได้ยินระดับหูหนวก

Hearing Level ระดับการได้ยิน

 

          ระดับการได้ยินที่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์การได้ยินปกตินั้น ระดับความดังจะต้องไม่เกิน 25 เดซิเบล (dB) แต่หากเมื่อใดที่ต้องใช้ระดับความดังมากกว่า 25 เดซิเบล (dB) ถือว่าเข้าข่ายการได้ยินผิดปกติ หรือเรียกว่า การสูญเสียการได้ยิน บกพร่องทางการได้ยินหรือหูตึงนั่นเอง

 

result ผลตรวจการได้ยิน

 

          การตรวจการได้ยินจะช่วยป้องกันความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่อาจส่งผลให้การได้ยินลดลง เพราะเมื่อใดที่ประสบปัญหาการได้ยิน เมื่อนั้นย่อมส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน กรณีสูญเสียการได้ยินแบบถาวร จะไม่สามารถรักษาให้กลับมาได้ยินดีดังเดิมได้

 

          ปัจจุบันผลตรวจการได้ยินได้ถูกนำมาใช้ประกอบการสมัครงานในบางสายงาน บางตำแหน่ง หรือแม้กระทั่งการสมัครเข้าศึกษาต่อของสถานศึกษาบางแห่ง จำเป็นต้องใช้ในการยื่นประกอบการสมัครด้วย โปรดตระหนักถึงการได้ยินของท่าน

 

 

สูญเสียการได้ยินระดับเล็กน้อยถึงรุนแรง ควรใช้ เครื่องช่วยฟัง

สูญเสียการได้ยินระดับหูหนวก ควรได้รับการผ่าตัด ประสาทหูเทียม

 

 

หากพบว่าการได้ยินของท่านลดลง แนะนำให้ตรวจการได้ยิน

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
Facebook : m.me/hearingchiangmai
Line : line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

World Hearing Day 2023
ตรวจการได้ยิน ทดสอบการได้ยิน

 

ความบกพร่องทางการได้ยิน เกิดขึ้นได้กับทุกช่วงวัย ตั้งแต่ทารกแรกคลอด วัยเด็ก ไปจนถึงวัยผู้ใหญ่สูงอายุ

 

      การพูดคุยสื่อสารมีความสำคัญ เมื่อความสามารถในการสื่อสารกับคนรอบข้างลดลง ย่อมส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และนั่นอาจถึงเวลาที่คุณควรเข้ารับการตรวจการได้ยิน เพื่อเตรียมความพร้อมและหาวิธีป้องกันการสูญเสียการได้ยินที่อาจเกิดขึ้น

      ปัจจุบันทารกแรกคลอด อายุตั้งแต่ 2 วันขึ้นไป จะได้รับการตรวจคัดกรองการได้ยิน OAE

 

รู้จักกับ การตรวจการได้ยิน

การตรวจการได้ยิน แบ่งได้ 3 ลักษณะ คือ


       1. ตรวจการได้ยิน ว่าการได้ยินอยู่ในระดับใด ได้แก่ Pure tone audiometry

       2. ตรวจวัดความเข้าใจในความหมายของคำพูด ได้แก่ Speech discrimination score

       3. ตรวจหาตำแหน่งของพยาธิสภาพในระบบการได้ยิน เป็นการตรวจแบบพิเศษ ค่อนข้างเฉพาะ ได้แก่ Short Increment Sensitivity Index (SISI), Alternate Binaural (ABLB), Tone decay test, Stapedial reflex decay test, Brainstem electrical response audiometry, Oto-acoustic emission (OAE)

 

 

1. ตรวจการได้ยิน คืออะไร? ตรวจเพื่ออะไร?


      การตรวจการได้ยิน เป็นการตรวจเพื่อทดสอบความสามารถในการรับฟังเสียง ว่าได้ยินปกติหรือไม่ มีการได้ยินอยู่ในระดับใด (dB) หรือมีความผิดปกติ บกพร่องในช่วงความถี่เสียงที่เท่าไหร่ (Hz) เกิดที่หูข้างไหน

ระดับการได้ยินปกติ

Audiogram ผลตรวจการได้ยินปกติ (สีแดง หูข้างขวา สีน้ำเงิน หูข้างซ้าย)

 

 

ระดับการได้ยิน ในเกณฑ์ปกติ จะอยู่ระหว่าง – 10 ถึง 25 เดซิเบล

กรณีมากกว่า 25 เดซิเบล ถือว่าการได้ยินผิดปกติ

 

 

 

      การตรวจระดับการได้ยินดังกล่าว เป็นการตรวจแบบ Pure tone audiometry โดยการปล่อยเสียงบริสุทธิ์ (Pure tone) ณ ความถี่ต่างๆ ได้แก่ 250 500 1000 2000 4000 6000 และ 8000 Hz จะตรวจด้วย 2 วิธีการ ดังนี้;

Pure tone audiometry - Air conduction

ตรวจการได้ยินโดยเสียงผ่านอากาศ (Air conduction)

 

      1) ตรวจการได้ยินโดยเสียงผ่านอากาศ (Air conduction) คือ การวัดการทำงานของหูชั้นนอก และหูชั้นกลาง

      2) ตรวจการได้ยินโดยเสียงผ่านกระดูก (Bone conduction) คือ การวัดการทำงานของปลายประสาทหู ของหูชั้นใน

 

 

 

2. ตรวจวัดความเข้าใจในความหมายของคำพูด ตรวจอย่างไร?


      การตรวจวัดความเข้าใจในความหมายของคำพูด (Speech discrimination score) ผู้ตรวจจะมีชุดคำพูดให้ผู้เข้ารับการตรวจพูดตาม ที่ระดับ 35 เดซิเบล (dB) เหนือระดับจุดเริ่มต้นได้ยิน เพื่อวัดความสามารถในการพูดตามได้ถูกต้องกี่เปอร์เซ็นต์ (%)

 

types of hearing loss

     ผู้ที่มีการนำเสียงเสีย (หูชั้นกลาง) จะพูดตามได้ถูกต้องกว่า ผู้ที่มีประสาทรับเสียงเสีย (หูชั้นใน)

     ดังนั้น ประสาทรับเสียงในหูชั้นใน มีผลต่อการแปลความหมายของคำพูด แม้ว่าจะได้ยินเสียงดังแต่ก็ไม่สามารถเข้าใจความหมายของคำพูดได้ หรือแม้กระทั่งพูดเสียงดังมาก ก็อาจทำให้ได้ยินเสียงผิดเพี้ยนไป

 

 

3. ตรวจหาตำแหน่งของพยาธิสภาพในระบบการได้ยิน


      การตรวจลักษณะนี้ จะเป็นการตรวจแบบพิเศษ ค่อนข้างเฉพาะ บางวิธีการตรวจจำเป็นต้องมีวิสัญญีแพทย์

– การตรวจ Short Increment Sensitivity Index (SISI) : การตรวจวัดความสามารถในการทำงานของปลายประสาทหูชั้นใน

– การตรวจ Alternate Binaural (ABLB) : การตรวจเปรียบเทียบการทำงานของหูข้างที่เสียกับหูข้างที่ดี

– การตรวจ Tone decay test : การตรวจความล้าของประสาทรับเสียงในการฟังเสียงดังต่อเนื่อง เช่น ผู้มีเนื้องอกกดทับเส้นประสาทรับเสียง

– การตรวจ Stapedial reflex decay test : การตรวจสมรรถภาพของหูชั้นกลาง

– การตรวจ Brainstem electrical response audiometry : การตรวจวัดระดับการได้ยินแบบอัตโนมัติ ด้วยคลื่นไฟฟ้าผ่านก้านสมอง

– การตรวจ Otoacoustic emission (OAE) : การตรวจวัดเสียงสะท้อนจากหูชั้นใน ใช้ตรวจคัดกรองการได้ยินในเด็กทารกแรกเกิด

 

 

ผลตรวจการได้ยินจะถูกนำไปใช้ประกอบการหาสาเหตุเพื่อวินิจฉัยโรค และเป็นแนวทางการรักษาสำหรับแพทย์ในขั้นตอนต่อไป

ตรวจวินิจฉัยโรค

หมายเหตุ ปัจจุบันผลตรวจการได้ยินยังได้ถูกนำไปใช้ในการสมัครงานบางตำแหน่ง บางสายงานอาชีพเฉพาะ การสมัครเข้าศึกษาในสถานศึกษาบางแห่ง

 


บริการตรวจการได้ยิน ตรวจประจำปี ตรวจทดลองเครื่องช่วยฟัง

ตรวจติดตามผลหลังจากใส่เครื่องช่วยฟัง

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่ ติดต่อ: 053-271533, 089-0537111

Call-Button-Intimex chiangmai  Facebook button  Line button


ขอขอบคุณข้อมูล : www.rama.mahidol.ac.th,
การตรวจวัดการได้ยิน – สุจิตรา ประสานสุข (Vol. 30; 2546) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.