3 ขั้นตอน การผ่าตัดประสาทหูเทียม

 

การผ่าตัดประสาทหูเทียม เหมาะสำหรับผู้ที่สูญเสียการได้ยินในระดับรุนแรงถึงหูหนวก และไม่ได้รับประโยชน์จากเครื่องช่วยฟัง

 

          ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการแพทย์จะพิจารณาให้ประสาทหูเทียมเป็นวิธีแก้ปัญหาการได้ยินในระยะยาว มีขั้นตอนและกระบวนการ 3 ขั้นตอน ดังนี้ คือ ขั้นตอนการเตรียมการก่อนผ่าตัด การเตรียมตัวผ่าตัด และการดูแลและฟื้นฟูหลังผ่าตัด

 

3 ขั้นตอน การผ่าตัดประสาทหูเทียม

1. ขั้นตอนการเตรียมการก่อนผ่าตัด


ผู้ป่วยที่ผ่าตัดประสาทหูเทียมต้องได้รับการประเมินก่อนผ่าตัด โดยกระบวนการประเมินความเหมาะสม และความพร้อมของร่างกาย เพื่อให้แน่ใจว่าประสาทหูเทียมคือคำตอบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตัวผู้ป่วยเอง

  • การทดสอบการได้ยิน เช่น ระดับการได้ยิน ความเข้าใจภาษา การทำงานของระบบประสาทการได้ยิน
  • การทดสอบด้านการแพทย์ การตรวจร่างกายและทำ MRI เพื่อตรวจสุขภาพโดยทั่วไป ได้แก่ การซักประวัติผู้ป่วย สาเหตุของการสูญเสียการได้ยิน การตรวจความผิดปกติของชั้นหู การประเมินโครงสร้างภายในของหู รวมถึงการตรวจเลือด ปัสสาวะ ปอด หัวใจ เพื่อตรวจดูความสมบูรณ์ของร่างกายก่อนผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมด้วยการดมยาสลบ
  • การทดสอบด้านจิตวิทยา เพื่อรับรองความสามารถในการรับมือกับการผ่าตัด และมีส่วนร่วมในการติดตามผล ดูแลและรักษาฟื้นฟูสมรรถภาพภายหลังการผ่าตัด

 

2. ขั้นตอนการเตรียมตัวผ่าตัด


กระบวนการผ่าตัดประสาทหูเทียม ใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 1 – 3 ชั่วโมง สำหรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นนั้นพบน้อยมาก ศัลยแพทย์จะเป็นคนปรึกษาเรื่องความเสี่ยงกับตัวผู้ป่วยเอง

  • ผู้ป่วยควรงดน้ำ อาหารทุกชนิด ก่อนเวลาผ่าตัดประมาณ 6 – 8 ชั่วโมง
  • ผู้ป่วยที่ดื่มสุราหรือสูบบุหรี่เป็นประจำ ควรงดเว้นก่อนอย่างน้อย 2 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน หรือตามคำสั่งของแพทย์ (เพื่อป้องกันผู้ป่วยที่ต้องใช้วิธีดมยาสลบ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากปอดทำงานหนัก ส่งผลให้ปอดอักเสบจากการสูดสำลัก หรือไอมากหลังผ่าตัดได้)
  • ผู้ป่วยควรงดใช้ยา 1 สัปดาห์ ก่อนผ่าตัด (แอสไพริน หรือยาต้านการอักเสบอื่น ๆ) หากเป็นยารักษาโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์
  • การผ่าตัดใช้วิธีการดมยาสลบ โดยวิสัญญีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

 

การดำเนินการ ประกอบด้วยสองส่วน :
      การฝังของตัวรับสัญญาณ– ตัวรับสัญญาณที่ติดตั้งอยู่บนกระดูกหลังใบหูภายใต้ผิวหนัง อิเล็กโทรดมีการเชื่อมต่อไปยังตัวรับส่งเสียงโดยตรงกับประสาทหู
       การเชื่อมต่อภายนอกของตัวแปลงสัญญาณ– ใช้เวลาประมาณ 4 สัปดาห์ สำหรับการเปิดเครื่องประสาทหูเทียม (ตัวแปลงสัญญาณเสียง) หลังจากการผ่าตัดเสร็จสิ้น

 

3. ขั้นตอนการดูแลและฟื้นฟูหลังผ่าตัด


  • เมื่อผ่าตัดเสร็จ แพทย์จะให้ผู้ป่วยอยู่พักฟื้นเพื่อสังเกตอาการประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง จากนั้นจะย้ายผู้ป่วยไปพักฟื้นต่อที่หอผู้ป่วย
  • ผู้ป่วยใช้เวลาในการพักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 3 – 4 วัน
  • แพทย์จะให้ยาแก้ปวด เมื่อผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดหลังการผ่าตัด
  • ผู้ป่วยจะถูกสั่งงดน้ำ และอาหารทุกชนิด เป็นเวลา 24 ชั่วโมง หลังการผ่าตัด

เมื่อการผ่าตัดเสร็จสิ้นประมาณ 4 สัปดาห์ นักแก้ไขการได้ยินจะทำการเปิดเครื่องประสาทหูเทียม และติดตั้งโปรแกรมในอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับระดับการได้ยิน และปรับการตั้งค่าการติดตามผลในครั้งต่อๆ ไป นักแก้ไขการได้ยินจะทำการติดตามผลเป็นประจำทุกปี ปีละ 1 หรือ 2 ครั้ง

 

            ผลสําเร็จและการฟื้นฟูหลังการผ่าตัด การได้ยินในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม จะไม่เหมือนการได้ยินปกติ ผู้ป่วยต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และฝึกฝนจึงจะสามารถฟัง แปลผล และสื่อสารได้ จึงมีความจําเป็นที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากครอบครัว และบุคลากรหลายด้าน ซึ่งประกอบด้วยแพทย์ นักแก้ไขการพูด ครูการศึกษาพิเศษ หรือ ครูที่โรงเรียน เพื่อน ที่ต้องเอาใจใส่ พูดคุยกระตุ้นเพื่อให้ได้ฝึกฟังและพูดตลอดเวลา

สามารถอ่านข้อมูลคุณสมบัติผู้ผ่าตัดประสาทหูเทียมได้ที่ คุณสมบัติผู้ผ่าตัดประสาทหูเทียม

 


หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการผ่าตัดประสาทหูเทียม เราพร้อมให้คำปรึกษา

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
Facebook: m.me/hearingchiangmai
Line Official: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

การผ่าตัดประสาทหูเทียม ต้องทำอย่างไร cochlear

 

การผ่าตัดประสาทหูเทียม

อีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ไม่ได้รับประโยชน์จากเครื่องช่วยฟัง


โดยมีหลักเกณฑ์และข้อกำหนด ดังต่อไปนี้

 

ผู้ที่เหมาะสมกับการผ่าตัดประสาทหูเทียม ควรมีคุณสมบัติเบื้องต้น ดังนี้

  1. ผู้ที่มีการสูญเสียการได้ยินชนิดประสาทรับเสียงบกพร่องระดับรุนแรงถึงหูหนวก (Sensorineural Severe to Profound Hearing Loss) ทั้งสองข้าง
  2. ไม่ได้ประโยชน์ หรือได้ประโยชน์น้อยจากการใส่เครื่องช่วยฟัง
  3. ไม่มีอุปสรรค หรือข้อห้ามในการเข้ารับการผ่าตัด
  4. คนไข้มีความต้องการใช้การสื่อสารด้วยภาษาพูด (พูดคุยกับคนรอบข้าง ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปกติ)

แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ เด็ก และ ผู้ใหญ่

  • เด็ก
  • ผู้ที่สูญเสียการได้ยินระดับรุนแรงตั้งแต่กำเนิด ไม่ได้รับประโยชน์ หรือได้รับประโยชน์น้อยจากการใส่เครื่องช่วยฟัง ควรได้รับการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมโดยเร็วที่สุด (เนื่องจากวัยเด็กเป็นวัยที่มีพัฒนาการที่รวดเร็ว จำเป็นต้องได้รับการฝึกทักษะทางด้านการพูด และการฟัง เพื่อให้เด็กพัฒนาได้อย่างเต็มที่และสมวัย)
  • ผู้ใหญ่
  • ผู้ที่มีภาษาพูดได้ตามปกติมาก่อน แล้วเกิดการสูญเสียการได้ยินในภายหลัง หรือมีการสูญเสียการได้ยินเพิ่มขึ้น การได้รับการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมเร็ว จะช่วยฟื้นภาษาที่หายไปได้เร็วขึ้น (การสูญเสียการได้ยินเป็นเวลานาน จะส่งผลต่อการเป็นโรคสมองเสื่อมได้)

 

ข้อกำหนด สำหรับ….เด็ก

  1. หูหนวกแต่กำเนิดทั้ง 2 ข้าง (ระดับการได้ยินตั้งแต่ 80 เดซิเบลขึ้นไป – ABR, ASSR ระดับ 90 เดซิเบลขึ้นไป)
  2. อายุแรกเกิด ถึง 4 ปี ที่ไม่รับรู้เสียงพูด และไม่มีพัฒนาทักษะการฟัง ภาษา และการพูด (สำหรับมูลนิธิ เด็กต้องอายุไม่เกิน 3 ขวบ)
  3. อายุมากกว่า 5 ปี แต่ยังจำแนกคำพูดได้น้อยกว่า 50% ไม่ได้ประโยชน์จากการใส่เครื่องช่วยฟัง
  4. ผู้ปกครองต้องทุ่มเท เอาใจใส่ และส่งเสริมการมีพัฒนาการทางด้านทักษะการฟัง และการพูดของเด็กเป็นอย่างดี

ข้อกำหนด สำหรับ….ผู้ใหญ่

  1. หูหนวกทั้ง 2 ข้าง ภายหลังมีภาษาแล้ว (ระดับการได้ยินตั้งแต่ 80 เดซิเบลขึ้นไป – ABR, ASSR ระดับ 90 เดซิเบลขึ้นไป)
  2. ไม่มีพยาธิสภาพที่เส้นประสาทการได้ยิน
  3. มีการสูญเสียการได้ยินแต่กำเนิด แต่ใส่เครื่องช่วยฟังต่อเนื่อง ใช้ภาษาพูด ต่อมามีการสูญเสียการได้ยินมากขึ้น หรือไม่ได้รับประโยชน์จากเครื่องช่วยฟัง / หูดับเฉียบพลัน / ติดเชื้อไวรัส หรือ แบคทีเรีย / ประสาทหูเสื่อมตามวัย
  4. ต้องการสื่อสารด้วยการใช้ภาษาพูด สามารถพูดคุยกับคนรอบข้าง และใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปกติ
  5. อายุของผู้ที่ต้องการผ่าตัดประสาทหูเทียม ไม่ได้ระบุแน่ชัด ขึ้นอยู่กับความพร้อมของสภาพร่างกายแต่ละบุคคล

 

 

สำหรับผู้ต้องการผ่าตัดประสาทหูเทียม สามารถอ่านสิทธิ์การเบิกเพิ่มเติมได้ที่ : สิทธิ์การเบิก

ประสาทหูเทียม คืออะไร สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ : ประสาทหูเทียม

 

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการผ่าตัดประสาทหูเทียม เราพร้อมให้คำปรึกษา

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

Disability Statistics

      ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้พิการที่ลงทะเบียนผู้พิการนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561 จำนวนทั้งสิ้น 1,916,828 คน เป็นเพศชาย จำนวน 1,006,657 คน คิดเป็นร้อยละ 52.52 และเพศหญิง จำนวน 910,171 คน คิดเป็นร้อยละ 47.48

 

     โดยแบ่งจำนวนผู้พิการตามภูมิภาค ดังนี้

     จากกราฟการแบ่งจำนวนผู้พิการตามภูมิภาค พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจำนวนผู้พิการมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 40.64 รองลงมาคือ ภาคเหนือ คิดเป็นร้อยละ 22.54  ภาคกลางและภาคตะวันออก ภาคใต้ กรุงเทพมหานคร และไม่ระบุ คิดเป็นร้อยละ 20.44 11.59 4.26 และ 0.53 ตามลำดับ

 

     เมื่อจำแนกผู้พิการตามประเภทความพิการในประเทศไทย สามารถจำแนกได้ ดังนี้

     จากกราฟการจำแนกผู้พิการตามประเภทความพิการในประเทศไทย พบว่า ผู้พิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่ายกายมีจำนวนมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 49.18 รองลงมาคือ ผู้พิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย คิดเป็นร้อยละ 18.39 ผู้พิการทางการเห็น ผู้พิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม ผู้พิการสติปัญญา ผู้พิการมากกว่า 1 ประเภท ผู้พิการทางออทิสติก ผู้พิการทางการเรียนรู้ และไม่ระบุ คิดเป็นร้อยละ 10.21 7.46 6.82 6.38 0.59 0.49 และ 0.48 ตามลำดับ

 

    จากสถิติข้อมูลคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการในประเทศไทยจะเห็นได้ว่า ผู้พิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมายมีจำนวนผู้พิการมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 352,503 คน คิดเป็นร้อยละ 18.39 รองลงมาจากผู้พิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่ายกาย ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

 

 

 

 

ที่มา : ข้อมูลประมวลผลจากฐานข้อมูลทะเบียนกลางคนพิการ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.m-society.go.th/download/article/article_20180703100206.pdf

 

หากสูญเสียการได้ยินระดับเล็กน้อยถึงรุนแรง ควรใช้เครื่องช่วยฟัง

หากหูหนวก ควรได้รับการผ่าตัดประสาทหูเทียม

 

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการสูญเสียการได้ยินเฉียบพลัน เราพร้อมให้คำปรึกษา

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

หูตึง หูหนวก หูดับ เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ น่าน

 

      คนไข้หลายรายที่มีปัญหาสูญเสียการได้ยินแบบเฉียบพลัน เช่น หลังตื่นนอน ขณะทานอาหารกลางวัน หรือกำลังทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ และมักมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย ดังนี้

       • อยู่ดีๆ ก็สูญเสียการได้ยินเฉียบพลัน ตั้งแต่ระดับเล็กน้อยถึงระดับรุนแรง
       • มีเสียงรบกวนในหู
       • มีอาการเวียนศีรษะ
       • อาการอื่นๆ เช่นไข้ต่ำ มีการอักเสบในระบบทางเดินหายใจส่วนต้น

      หากมีอาการเหล่านี้ คุณอาจกำลังเสี่ยงต่ออาการ ประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน (Sudden Sensorineural Hearing Loss)

 

ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยของแพทย์

อาการประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน หรือ หูดับเฉียบพลัน


1. การซักประวัติหาสาเหตุของโรค เช่น ประวัติหูอักเสบ ประวัติการฟังเสียงดังเกินไป ประวัติการกระทบกระเทือนบริเวณศีรษะ การใช้ยาที่มีผลกับหูชั้นใน

2. การตรวจร่างกาย จะประกอบด้วย การตรวจร่างกายทั่วไป การตรวจทางหู คอ จมูก และการตรวจระบบประสาทส่วนกลาง

    2.1 การตรวจการได้ยิน โดยใช้เครื่องตรวจการได้ยิน หรือการทำ Auditory brainstem response (ABR) เพื่อหาสาเหตุว่า อาจจะเป็นจากก้อนเนื้อบริเวณส่วนก้านสมองหรือไม่

    2.2 การตรวจทางรังสี เพื่อช่วยวินิจฉัยแยกโรค ได้แก่ การถ่าย plain film ของ internal acoustic canal, CT Scan หรือ MRI brain

    2.3 การตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นๆ ได้แก่ การตรวจเลือด คลอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ CBC, ESR, VDRL, FTA-ABS, TFT, FBS

 

แนวทางการรักษา

อาการประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน หรือ หูดับเฉียบพลัน


1. ยาที่นิยมใช้ ได้แก่ สตีรอยด์ (Steroids) ซึ่งพบว่า ค่อนข้างได้ผลในกลุ่มที่น่าจะมีสาเหตุจากเชื้อไวรัส (ลดการอักเสบหูชั้นใน/หลอดเลือดฝอย) **ประสาทหูเสื่อมเฉียบพลันมักหายภายใน 14 วัน ถ้าไม่หายก็อาจจะทำให้สูญเสียการได้ยินแบบถาวร**

2. ยาขยายหลอดเลือด (ลดการหดเกร็งของหลอดเลือด)

3. การให้ Heparin หรือ Prostaglandin E เพื่อหวังผลในการขยายหลอดเลือด และห้ามการแข็งตัวของเลือด

4. การรักษาโดยยาอื่นๆ เช่น Pentoxifylline Renograffin Urograffin ทำให้เม็ดเลือดแดงเปลี่ยนรูป ลดความหนืดของเลือด หรือ ช่วยให้ Sodium Pump กลับคืน

5. หากสิ้นสุดการรักษาของแพทย์ แล้วยังไม่หาย ก็มีทางแก้ไขคืออุปกรณ์ช่วยการได้ยิน

 

 

หากสูญเสียการได้ยินระดับเล็กน้อยถึงรุนแรง ควรใช้เครื่องช่วยฟัง

หากหูหนวก ควรได้รับการผ่าตัดประสาทหูเทียม

 

 

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการสูญเสียการได้ยินเฉียบพลัน เราพร้อมให้คำปรึกษา

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
Facebook: m.me/hearingchiangmai
Line: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

หูตึง การได้ยิน ป้องกัน เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง

      ถ้าให้เลือกได้ คุณก็คงอยากมีสุขภาพการได้ยินที่ดี ไม่อยากสูญเสียการได้ยินหรือมีปัญหาหูตึงใช่ไหมครับ? การรู้วิธีดูแลตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งในยุคนี้เราก็มีข้อมูลมากมายให้เรียนรู้ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลไหนถูกหรือผิด งั้นมาเช็คดูกันว่า ความเชื่อที่คุณมีเกี่ยวกับ “หูตึง” มีอันไหนถูก อันไหนผิดบ้าง

 

5 ความเชื่อถูกผิด เกี่ยวกับ “หูตึง”


1. สูงวัย สาเหตุหลักของหูตึง : ผิด

      คนส่วนมากมักจะคิดว่าสาเหตุหลักของการสูญเสียการได้ยินมาจากความแก่ชรา ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด แท้จริงแล้วสาเหตุหลักของการสูญเสียการได้ยินคือ “เสียงดัง” ที่เราเจอในชีวิตประจำวันต่างหาก

  • เด็กอเมริกันในวัยเรียนจำนวน 15% สูญเสียการได้ยิน เนื่องจากการใช้ชีวิตประจำวันที่อยู่กับเสียงดังบ่อยๆ
  • โรงงานส่วนมากยังไม่ใส่ใจในการให้พนักงานใส่อุปกรณ์ป้องกันหู เช่น Earplug ก่อนไปทำงานที่ต้องเจอะเจอกับเสียงดัง เช่น เสียงเครื่องจักรต่างๆ

      เสียงดังหลายชนิด เราอาจคาดไม่ถึงว่าหากเราต้องได้ยินทุกวัน วันละหลายชั่วโมง ก็ส่งผลให้เราหูตึงได้ เช่น เสียงเพลงที่ฟังจากหูฟัง เสียงดนตรีในสถานที่เที่ยวกลางคืน เสียงเครื่องดูดฝุ่น เสียงไดร์เป่าผม และอื่นๆ ที่ไม่ควรได้ยินต่อเนื่องกันนานเกินไป

 

2. หูตึง สามารถรักษาให้หายขาดได้ : ผิด

      ที่จริงแล้ว อวัยวะต่างๆ ภายในหูนั้น เป็นสิ่งที่บอบบางมาก ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนดีกว่าว่า เราได้ยินเสียงได้อย่างไร?

ได้ยิน หูตึง หูหนวก หูดับ เซลล์ขน เชียงใหม่

2.1 คลื่นเสียงถูกนำเข้าสู่รูหูของคุณโดยผ่านใบหู

2.2 คลื่นเสียงจะไปกระทบกับเยื่อแก้วหูก่อให้เกิดการสั่นสะเทือน

2.3 กระดูหูเล็กๆ สามชิ้นจะสั่นสะเทือนไปพร้อมกับแก้วหู ส่งสัญญาณเสียงจากหูชั้นกลางไปสู่หูชั้นในรูปหอยโข่ง

2.4 ของเหลวในหูชั้นในสั่น ทำให้เซลล์ขนสั่นตามไปด้วย และเกิดการเปลี่ยนแปลงจากพลังงานการสั่นสะเทือนเป็นสัญญาณไฟฟ้า ซึ่งจะถูกส่งไปที่เส้นประสาทการได้ยินที่สมอง ศูนย์กลางการได้ยินของสมองจะทำหน้าที่แปลความหมายของกระแสไฟฟ้านั้นให้กลายเป็นเสียงต่อไป

      จากขั้นตอนสุดท้าย จะเห็นว่า เซลล์ขน มีบทบาทสำคัญที่ทำให้เราทุกคนได้ยินเสียง แต่เซลล์ขนก็สามารถถูกทำลายได้จากการที่เราฟังเสียงดังนานๆ และบ่อยเกินไป และที่น่าตกใจก็คือ

 

เมื่อเซลล์ขนภายในหูของเรา ถูกทำลายไปแล้ว จะไม่สามารถสร้างใหม่ขึ้นมาได้ จึงทำให้เกิดปัญหาการได้ยิน หูตึงหรือหูหนวก

 

      ดังนั้น หูตึงหรือหูหนวก จึงไม่สามารถรักษาให้กลับมาได้ยินสมบูรณ์แบบ 100% ได้ ทางที่ดีจึงควรรู้ป้องกันให้เรามีสุขภาพการได้ยินที่ดีกันดีกว่า

 

3. หูตึง จะซื้อเครื่องช่วยฟังที่ไหนก็ได้ : ผิด

      หลายท่านอาจเข้าใจว่า เครื่องช่วยฟังเป็นเพียงแค่เครื่องขยายเสียงเพียงเท่านั้น จึงไปหาซื้อจากอินเตอร์เน็ต ร้านขายยา หรือร้านทั่วไป โดยไม่ได้รับการตรวจการได้ยินก่อน แต่ที่จริงแล้วเครื่องช่วยฟังจัดว่าเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ไม่ใช่แค่ช่วยขยายเสียงให้เราได้ยินชัดขึ้น แต่ยังสามารถช่วยเติมการได้ยินในคลื่นความถี่ที่เราสูญเสียไป โดยไม่กระทบกับคลื่นความถี่ที่เราได้ยินดีอยู่ ลองอ่านบทความเพิ่มเติมได้ โดยการคลิกที่นี่ ครับ

 

4. หูตึง เป็นเวรกรรม ป้องกันไม่ได้ : ผิด

      อย่างที่ผมเขียนไปในข้อที่ 1 ว่าเราทุกคนสามารถป้องกันไม่ให้อยู่ในสถานที่เสียงดัง หรือใช้อุปกรณ์ที่เสียงดัง บ่อยจนเกินไป เพราะใช่ว่าทุกคนจะแก่ชราแล้วมีปัญหาการได้ยินนะครับ คุณเองก็สามารถเลือกได้ ให้ตนเองเป็นคนที่เติบโตขึ้นพร้อมสุขภาพที่ดี

 

5. การตรวจการได้ยินทุกปี ป้องกันหูตึงได้ : ถูก

      การใส่ใจในการตรวจสุขภาพประจำปี เป็นเรื่องที่ดีมากครับ แต่หลายคนมักไม่ค่อยใส่ใจการตรวจการได้ยิน เพราะคิดว่าไม่จำเป็น แต่แท้ที่จริงแล้ว หากคุณมาตรวจการได้ยินและรู้วิธีการป้องกันการสูญเสียการได้ยินตั้งแต่เนิ่นๆ คุณก็จะมีสุขภาพการได้ยินที่ดีไปได้ยาวนานยิ่งขึ้น

 

 

เป็นอย่างไรบ้างครับ มีความเชื่อไหนที่คุณเข้าใจผิดมาตลอดบ้าง?  เราอยากให้ทุกคนมีข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อจะได้มีการได้ยินที่ดีนะครับ แต่หากมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินตรงไหนเพิ่มเติม ติดต่อเราได้ตลอดเวลาครับ

 

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053271533, 0890537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

.

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก The New York Times

สมุนไพร พืช ผัก รักษา หูตึง หูหนวก เครื่องช่วยฟัง

 

     ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีใดที่สามารถรักษาอาการหูตึง หูหนวก หรือการสูญเสียการได้ยิน ให้กลับมาได้ยินเหมือนเดิมได้อย่างสมบูรณ์แบบ การใส่เครื่องช่วยฟัง หรือการผ่าตัดประสาทหูเทียม ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่สำหรับบางคนที่สนใจการดูแลสุขภาพการได้ยิน โดยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

 

แนะนำ 5 สมุนไพร ช่วยบำรุงอาการหูตึง


แปะก๊วย หูตึง สุขภาพ เครื่องช่วยฟัง เชียงใหม่ ลำปาง

ใบแปะก๊วย (Gingko Bibola)

      ใบแปะก๊วย เป็นที่นิยมในการดูแลสุขภาพมานาน จากผลงานวิจัยของ WebMD (คลิกอ่านเพิ่มเติม) คุณสมบัติเด่นอย่างหนึ่งคือช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตให้ไหลเวียนไปเลี้ยงทั่วร่างกาย รวมถึงภายในหูด้วย ซึ่งส่งผลให้หูเราทำงานได้อย่างเหมาะสม และมากกว่านั้นคือใบแปะก๊วยยังช่วยดูแลสมองของผู้สูงอายุให้ห่างไกลจากอัลไซเมอร์อีกด้วย

 

 

ถั่ว หูตึง สุขภาพ เครื่องช่วยฟัง เชียงใหม่ เชียงราย

ถั่ว (Beans)

      กรดโฟลิก เป็นสารอาหารที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยในเรื่องสุขภาพการได้ยิน และจากการศึกษาในปี 2553 (คลิกอ่านเพิ่มเติม) ที่ได้ทำการศึกษากับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 126 คน ได้ข้อสรุปมาว่าการสูญเสียการได้ยินในผู้สูงอายุมีส่วนเกี่ยวข้องกันกับระดับกรดโฟลิกที่ต่ำเกินไป หากอยากได้รับกรดโฟลิกในปริมาณที่เพียงพอ เราจึงแนะนำให้ทานอาหารจำพวกถั่ว ไม่ว่าจะเป็นถั่วดำ ถั่วเขียว หรือบางคนอาจเลือกทานหน่อไม้ฝรั่ง อโวคาโด หรือบร็อคโคลี่ ก็ให้กรดโฟลิกสูงเช่นเดียวกัน

 

 

กระเทียม หูตึง สมุนไพร เครื่องช่วยฟัง เชียงใหม่ ลำปาง

กระเทียม (Garlic)

      กระเทียม เป็นที่รู้กันว่ากระเทียมมีคุณสมบัติในการเป็นยาปฏิชีวนะธรรมชาติ ที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งการอักเสบของหูโดยส่วนมากก็มีสาเหตุมาจากแบคทีเรีย การใช้กระเทียมเป็นส่วนผสมของอาหารในชีวิตประจำวัน จึงมีส่วนช่วยในการยับยั้งการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียได้

 

 

ผักขม หูตึง หูหนวก เครื่องช่วยฟัง เชียงใหม่ ลำพูน

ผักขม (Spinach)

      ผักขม มีแร่ธาติสำคัญอย่างสังกะสี ที่ถือว่าเป็นแร่ธาตุต่อการมีสุขภาพการได้ยินที่ดี (คลิกอ่านเพิ่มเติม)  จากการที่สังกะสีช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค จึงมีส่วนช่วยป้องกันการอักเสบในหู นอกจากนั้นสังกะสียังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของเซลล์ในหู และรวมถึงเซลล์ต่างๆ ทั่วทั้งร่างกายอีกด้วย ซึ่งพืชที่มีแร่ธาตุสังกะสีสูง ก็มีทั้งผักขม และผักชีลาว ที่หาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป

 

 

ขมิ้น หูตึง สุขภาพ เครื่องช่วยฟัง เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน

ขมิ้น (Turmeric)

      ขมิ้น ภูมิปัญญาโบราณมักใช้ขมิ้นในการลดการติดเชื้อต่างๆ เช่นลดการติอเชื้อไข้หวัด อีกทั้งขมิ้นยังมีโปแตสเซี่ยมสูง ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อหู แต่เมื่ออายุมากขึ้นก็เราก็มักจะมีระดับโปแตสเซี่ยมลดลง จึงอาจส่งผลต่อการมีปัญหาหูตึง หรือสูญเสียการได้ยินได้ เราจึงควรทานอาการที่มีโปแตสเซี่ยมสูงเช่นขมิ้น หรือเมล็ดทานตะวัน

 

 

นอกจากการรับประทานสมุนไพรที่มีส่วนช่วยในการดูแลสุขภาพการได้ยินแล้ว อย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอ และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

 

 

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053271533, 0890537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก Audicus

คุณสมบัติเครื่องช่วยฟัง หูตึง หูหนวก หูดับ

 

      เมื่อคุณหรือคนที่คุณรักมีปัญหาการได้ยิน หูตึง ก็อยากได้เครื่องช่วยฟังที่เหมาะสมกับความต้องการที่สุดใช่ไหม?  ก่อนที่คุณจะเลือกเครื่องช่วยฟังสักเครื่องนั้น คุณควรทราบว่าเครื่องช่วยฟังแต่ละรุ่น มีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ซึ่งคุณสมบัติต่างๆ เหล่านี้มีหน้าที่อย่างไร และช่วยในเรื่องอะไรบ้าง…

 

คุณสมบัติเครื่องช่วยฟัง ที่ควรรู้


Frequency Composition

      เสียงที่เราได้ยินจะมีหลากหลายคลื่นความถี่ คนที่มีปัญหาการได้ยินก็จะสูญเสียการได้ยินที่คลื่นความถี่ต่างกัน ด้วยคุณสมบัติ Frequency Composition นี้ เครื่องช่วยฟังจะช่วยย้ายคลื่นความถี่ที่คุณสูญเสียไป ให้มาอยู่ในช่วงที่คุณยังได้ยิน คุณจึงมั่นใจได้ว่าจะได้ยินชัดเจนในทุกสถานการณ์

 

Adaptive Noise Reduction

      เวลาออกไปในสถานที่เสียงดัง มีเสียงรบกวนเยอะ คุณสมบัติ Adaptive Noise Reduction จะช่วยลดเสียงรบกวนให้เหลือน้อยที่สุด พร้อมกับขยายเสียงพูดให้คุณสนทนากับเพื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

Reverb Reduction

      เสียงก้องเวลาเดินไปในห้องโถงขนาดใหญ่ มักจะสร้างความรำคาญให้กับผู้ใส่เครื่องช่วยฟัง คุณสมบัติ Reverb Reduction จึงช่วยลดเสียงก้องให้คุณมีการได้ยินที่ดียิ่งขึ้น

 

Transient Noise Reduction

      เสียงช้อนกระทบกับส้อม เสียงแก้วน้ำกระทบกัน ทุกเสียงแหลมที่รบกวนการได้ยิน จะถูกลดลงไปด้วยคุณสมบัติ Transient Noise Reduction

 

Binaural Environment Classification

      ด้วยคุณสมบัติ Binaural Environment Classification จะช่วยให้เครื่องช่วยฟังทั้ง 2 ข้างทำงานประสานกัน จนทำให้คุณได้ยินอย่างเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

 

Wind Noise Monitor

      หมดความกังวลเรื่องเสียงลมที่พัดผ่าน เพราะคุณสมบัติ Wind Noise Monitor จะช่วยลดเสียงรบกวนนี้ ให้คุณได้ยินและพูดคุยกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

 

Data Learning

      เมื่อคุณใช้งานเครื่องช่วยฟังไปซักพัก คุณสมบัติ Data Learning จะช่วยจดจำการใช้งาน และปรับการทำงานเข้ากับทุกสถานการณ์ในชีวิตประจำวันของคุณ

 

Adaptive Directional

      ด้วยระบบอันชาญฉลาดนี้ เครื่องช่วยฟังของคุณจะปรับไมโครโฟนไปตามทิศทางเสียงพูดโดยอัตโนมัติ เพื่อให้คุณได้ยินเสียงพูดชัดเจนกว่าเสียงรอบข้างอื่นๆ

 

หูตึง เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน หูดับ

 

      คุณสมบัติที่แตกต่างกันในเครื่องช่วยฟังแต่ละรุ่น เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล คุณจึงควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องช่วยฟัง เพื่อให้การใส่เครื่องช่วยฟังของคุณนั้นสมบูรณ์แบบมากที่สุด

 

 

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053271533, 0890537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

9 ข้อควรรู้ก่อน ซื้อเครื่องช่วยฟัง

 

      สำหรับผู้ที่มีปัญหาการได้ยิน และกำลังจะซื้อเครื่องช่วยฟัง ลองเช็คดูว่า 9 ข้อนี้ มีข้อไหนที่คุณยังไม่ทราบบ้าง จะได้มั่นใจเลือกซื้อได้ดียิ่งขึ้นนะครับ

 

1. ไม่สามารถกลับไปได้ยินดีเหมือนเดิม ถึงแม้เทคโนโลยีจะถูกพัฒนามาได้มากขนาดไหน แต่เครื่องช่วยฟังที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่สามารถรักษาให้คุณกลับไปได้ยินดีได้เหมือนเดิม 100 % ได้

2. ต่างประเภท ต่างประสิทธิภาพ เครื่องช่วยฟังจะมีหลายประเภท นักแก้ไขการได้ยินจะแนะนำประเภทที่เหมาะสมกับคุณ ขึ้นอยู่กับระดับการได้ยิน และการใช้ชีวิตประวันของคุณ

3. ยังมีเสียงรบกวนอยู่ เราอยากให้คุณทราบตามความเป็นจริงว่า เครื่องช่วยฟังที่คุณภาพดีที่สุด ก็ไม่สามารถกรองเสียงรบกวนออกไปได้ทั้งหมด เพียงแต่จะช่วยลดเสียงรบกวนลงไป และเพิ่มเสียงพูดให้ชัดเจนขึ้นเท่านั้น สำหรับการแก้ปัญหาเสียงรบกวนที่ดีที่สุด คุณควรจะเลือกเครื่องช่วยฟังที่มีไมโครโฟนรับฟังเสียงเฉพาะทิศทาง (Directional Microphone) ที่มาพร้อมกับระบบประมวลผลแบบดิจิตอล (Digital Signal Processing) ซึ่งจะทำให้คุณได้ยินเสียงพูดที่ชัดเจนและลดเสียงรบกวนรอบข้างได้ดีที่สุด

4. สวมใส่สบาย เพราะเครื่องช่วยฟังจะอยู่กับคุณทุกๆ วัน คุณจึงควรมีพิมพ์หูที่สวมใส่ได้พอดีกับช่องหูของคุณ ซึ่งจะทำให้คุณใส่เครื่องช่วยฟังได้สบายจนแทบไม่รู้สึกถึงการสวมใส่เลย หากว่าการใส่เครื่องช่วยฟังทำให้คุณรู้สึกปวด คัน หรือมีเลือดไหลออกจากช่องหู ให้รีบไปขอคำแนะนำจากศูนย์เครื่องช่วยฟังที่คุณซื้อมา

5. ไม่ควรมีเสียงหวีด เป็นเรื่องปกติที่เวลาคุณกำลังสวมใส่เครื่องช่วยฟัง จะมีเสียงหวีดออกมาบ้าง ซึ่งจะหายไปหลังจากใส่ให้พอดีกับช่องหูแล้ว แต่หากยังมีเสียงหวีดภายหลังการใส่เครื่องช่วยฟัง ก็จะมาจากพิมพ์หูที่ไม่พอดีกับช่องหู คุณจึงควรกลับไปยังศูนย์เครื่องช่วยฟังที่คุณซื้อมา เพื่อให้เขาปรับพิมพ์หูให้เหมาะสม

6. ใช้ได้เฉพาะคน อย่าใช้เครื่องช่วยฟังของคนอื่น เพราะเครื่องช่วยฟังที่ดี ไม่ใช่แค่เป็นเครื่องขยายทุกเสียงให้ดังขึ้น แต่เครื่องช่วยฟังที่ดี  จะช่วยขยายเสียงในคลื่นความถี่ที่แต่ละคนสูญเสียไป และเนื่องจากแต่ละคนมีการสูญเสียการได้ยินในระดับที่แตกต่างกัน จึงจะต้องมีการปรับเครื่องช่วยฟังที่ต่างกันด้วย

7. แพทย์ก็เชี่ยวชาญไม่เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าแพทย์ทุกท่านที่จะมีความเชี่ยวชาญในเรื่องการสูญเสียการได้ยิน คุณจึงควรเลือกที่จะขอคำปรึกษากับแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนี้เท่านั้น

8. ทดลองใช้ก่อน การไปพูดคุยกับนักแก้ไขการได้ยินหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียว อาจไม่สามารถยืนยันได้มากพอว่าจะทำให้คุณได้เครื่องช่วยฟังที่เหมาะสมกับคุณจริงๆ เราจึงแนะนำให้คุณลองเอาเครื่องช่วยฟังกลับไปลองใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งศูนย์เรายินดีให้คุณทดลองใช้ 3-7 วันแล้วค่อยตัดสินใจก่อนซื้อจริง

9. ใช้เวลาปรับตัว ใช่ว่าผู้ใช้เครื่องช่วยฟังทุกคนจะปรับตัวได้ทันทีทันใด โดยส่วนมากแล้วจะต้องใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ขึ้นไปถึงจะค่อยๆ ชินกับเสียงที่ได้ยินชัดเจนขึ้น เราจึงไม่อยากให้คุณด่วนใจร้อนเกินไปกับการใส่เครื่องช่วยฟังในช่วงแรก

 

เพราะการมีการได้ยินที่ดี คือส่วนหนึ่งที่จะเติมเต็มให้ชีวิตคุณมีความสุขมากยิ่งขึ้น เราจึงอยากให้คุณมีข้อมูลที่มากพอก่อนตัดสินใจในการซื้อเครื่องช่วยฟังแต่ละครั้ง

 

หรือหากคุณอยากทราบข้อมูลเพิ่ม หรือทดลองใช้เครื่องช่วยฟัง เรายินดีให้บริการครับ

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053271533, 0890537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

(ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก BetterHearing.org)

ฟันผุ หูตึง หูหนวก หูฟัง เครื่องช่วยฟัง เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง

 

การมีสุขภาพในช่องปากที่ดี ไม่ใช่แค่จะช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพคุณให้ดูดี แต่ยังช่วยให้คุณมีการได้ยินที่ดีด้วย

 

      อาจดูไม่ค่อยเกี่ยวข้องกันใช่ไหม? แต่งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า ปัญหาในช่องปากจะก่อให้เกิดแบคทีเรียร้ายที่สามารถไหลไปตามกระแสเลือด และก่อให้เกิดการอักเสบที่หลอดเลือด หรือมีส่วนทำให้หลอดเลือดตีบได้ ทั้งหมดนี้จึงส่งผลต่ออวัยวะหูและสมองของคุณ!

 

ความเกี่ยวข้องกันระหว่าง

สุขภาพในช่องปาก และสุขภาพการได้ยิน


      ภายในช่องหูจะมีเซลล์ขน (Hair Cell) ที่ทำหน้าสำคัญในการเชื่อมต่อกับเส้นประสาทการได้ยิน จึงถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราทุกคนได้ยินชัดเจน แต่เซลล์ขนก็สามารถถูกทำลายได้จากหลายสาเหตุ

  • อยู่ในพื้นที่ที่เสียงดังเกินไป
  • รับประทานยาที่ส่งผลต่อปัญหาการได้ยิน
  • เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหูชั้นในได้ไม่เพียงพอ

 

      ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุอะไร เมื่อเซลล์ขนถูกทำลายไปแล้ว ก็ไม่สามารถสร้างใหม่ขึ้นมาได้ จึงส่งผลให้เกิดปัญหาการได้ยิน หูตึงหรือหูหนวก ซึ่งโดยปกติเซลล์ขนก็จะเสื่อมลงตามอายุของเราที่มากขึ้น แต่การมีปัญหาในช่องปาก ฟันผุ ก็ส่งผลให้มีเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหูชั้นในได้ไม่เพียงพอ จึงมีส่วนในการทำลายเซลล์ขนได้

 

แบคทีเรียร้ายจากการไม่ดูแลสุขภาพในช่องปาก มีส่วนทำให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือดหรือหลอดเลือดตีบ จึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ และเสี่ยงต่อการมีปัญหาการได้ยิน

 

เราจึงควรดูแลสุขภาพในช่องปาก ดังนี้


  1. ไปพบกับทันตแพทย์ทุก 6 เดือนเพื่อตรวจสุขภาพในช่องปาก
  2. แปรงฟันทั้งก่อนนอนและหลังตื่นนอน โดยใช้เวลาแปรงฟันแต่ละครั้งไม่ต่ำว่า 2 นาที
  3. เลือกแปรงสีฟันที่มีขนาดพอเหมาะ ที่สามารถทำความสะอาดได้ทั่วถึง
  4. ใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธี เพื่อทำความสะอาดระหว่างซอกฟันได้สะอาดขึ้น
  5. อย่าใช้แปรงสีฟันร่วมกับคนอื่น แม้กับคนในครอบครัว
  6. ล้างแปรงสีฟันหลังใช้ทุกครั้ง และวางไว้ในที่แห้ง
  7. เปลี่ยนแปรงสีฟันใหม่ทุก 3 เดือน

 

      การที่สุขภาพในช่องปากมีความเกี่ยวข้องกับสุขภาพการได้ยินของหู ไม่ใช่เรื่องที่แปลก เพราะที่จริงแล้วอวัยวะหลายอย่างในร่างกายก็ทำงานเชื่อมโยงกันทั้งหมด การดูแลสุขภาพองค์รวมจึงเป็นสิ่งสำคัญถ้าคุณอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดี

 

และหากคุณมีปัญหาการได้ยิน หูตึง หูหนวก หูดับ เราพร้อมให้คำปรึกษาโดยนักแก้ไขการได้ยินมืออาชีพ

(ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก Healthy Hearing)

 

 

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053271533, 0890537111
เฟซบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
ไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

หูดับ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ประสาทหูเทียม เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง

     พอพูดถึงลาบหมู หลายคนคงน้ำลายไหลอยากทานขึ้นมาเลยใช่ไหมครับ? แต่ทราบไหมครับว่า “ลาบหมูดิบ” อาจทำให้คุณถึงตายได้! และหลายรายก็มีอาการ “หูดับ” จนไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยแม้แต่นิด เนื่องจากการติดเชื้อจนอักเสบลุกลาม ทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้

 

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เกิดจากอะไร?

     บางคนอาจเรียกว่า โรคไข้หูดับ ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสสเต็พโตค็อกคัส ซูอิส (Streptococcus Suis) ที่เกิดจากการกินลาบหมูดิบ เมื่อเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดแล้วก็สามารถกระจายไปยังเยื่อหุ้มสมองได้ โดยจะแสดงอาการดังนี้

  • ไข้ขึ้นสูง ปวดศีรษะ อาเจียน ซึ่งจะเปิดหลังการรับเชื้อไป 2-5 วัน
  • ประมาณครึ่งหนึ่งของคนไข้ จะมีอาการหูดับหลังการรับเชื้อไป 3-5 วัน
  • บางรายมีอาการแสดงออกทางผิวหนัง เช่นอาการจ้ำเลือด เลือดออกใต้ผิวหนัง
  • อาการแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ไตวาย โลหิตเป็นพิษ

แล้วจะป้องกันอย่างไรดี?

  • หลีกเลี่ยงการทานลาบ หลู้ ที่ใช้ส่วนประกอบจากหมูดิบ เช่นเนื้อหมูดิบ เลือดหมู
  • เมื่อมีแผล ต้องระมัดระวังในการสัมผัสกับเนื้อหมู
  • หากเลี้ยงหมู ควรดูแลสถานที่ให้ถูกสุขอนามัย และสวมถุงมือ สวมรองเท้าบู๊ท ระหว่างปฏิบัติงาน
  • เลือกซื้อเนื้อหมูจากสถานที่ที่ไว้ใจได้ และไม่เลือกเนื้อหมูที่มีกลิ่นคาว สีคล้ำ

 

ถ้าหูดับจากโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ จะกลับมาได้ยินได้ไหม?

     ถ้าหูดับหรือหูหนวก โดยส่วนมากแล้วเซลล์รับเสียงในหูชั้นในจะถูกทำลายไปจนไม่เหลือพอที่จะทำหน้าที่รับสัญญาณเสียงจากเครื่องช่วยฟังได้

 

อีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาคือ การผ่าตัดประสาทหูเทียม

ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไฟฟ้าเข้าไปกระตุ้นประสาทการได้ยิน และผ่านไปยังสมองโดยตรง

ประสาทหูเทียม เชียงใหม่ หูหนวก

อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับประสาทหูเทียม คลิกที่นี่

อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิของข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ เรื่องการเบิกประสาทหูเทียม คลิกที่นี่

 

 

เราพร้อมให้คำปรึกษาหูดับ ประสาทหูเทียม

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053271533, 0890537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai