4 ทักษะป้องกัน ภาวะสมองเสื่อม ในผู้สูงอายุใส่เครื่องช่วยฟัง

ทำไม สูญเสียการได้ยิน เสี่ยงต่อ ภาวะสมองเสื่อม

ความเชื่อมโยงระหว่างการได้ยินและภาวะสมองเสื่อมทั้งสองชนิดนี้ เกิดขึ้นจากกลไกหลักๆ ดังนี้

หูไม่ได้ยิน เพ่งฟัง

 

1. ภาระทางสมองที่เพิ่มขึ้น

       เมื่อการได้ยินลดลง สมองจะต้องทำงานหนักขึ้นอย่างมากเพื่อถอดรหัสและพยายามทำความเข้าใจเสียงที่ได้ยิน เหมือนคนที่ต้องเพ่งฟังตลอดเวลา การดึงพลังงานไปใช้กับการประมวลผลเสียงนี้ ทำให้สมองเหลือทรัพยากรไปใช้ในด้านอื่นๆ เช่น ความจำ และการคิดวิเคราะห์น้อยลง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความถดถอยทางสติปัญญาที่พบในโรคอัลไซเมอร์

 2. สมองฝ่อจากการขาดการกระตุ้น

       เมื่อหูได้ยินเสียงน้อยลง สมองส่วนที่ทำหน้าที่รับเสียงและแปลภาษาจะขาดการกระตุ้น เมื่อไม่ได้ใช้งานนานๆ สมองบริเวณนี้รวมถึงส่วนที่เชื่อมโยงกับความจำ (Hippocampus) จะเริ่มฝ่อและหดตัวเร็วกว่าปกติ ซึ่งเป็นพยาธิสภาพของรอยโรคของโรคอัลไซเมอร์

3. การแยกตัวจากสังคม (Social Isolation)

       ผู้ที่มีปัญหาการได้ยินมักจะหลีกเลี่ยงการพูดคุยหรือการเข้าสังคม เพราะรู้สึกอึดอัดที่ต้องคอยถามซ้ำหรือฟังไม่รู้เรื่อง การขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการแยกตัวอยู่คนเดียวเป็นตัวเร่งให้สมองขาดการกระตุ้นและนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของภาวะสมองเสื่อม

4. ปัญหาหลอดเลือดที่เชื่อมโยงกัน

       สำหรับภาวะสมองเสื่อมจากหลอดเลือดสมอง (Vascular Dementia) ความเชื่อมโยงมักเกิดจากระบบไหลเวียนโลหิต หากร่างกายมีปัญหาหลอดเลือดตีบตันหรือการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองไม่ดี เซลล์ประสาทหูซึ่งเป็นอวัยวะที่ไวต่อการขาดเลือดมากก็จะเสื่อมสภาพตามไปด้วย ดังนั้น การสูญเสียการได้ยินจึงอาจเป็นสัญญาณเตือนเบื้องต้นว่า หลอดเลือดในสมองก็อาจกำลังมีปัญหาเช่นกัน

หูไม่ได้ยิน

สมองของคุณอาจจะกำลังทำงานหนักขึ้น

ภาวะสมองเสื่อม

(Dementia)

       ภาวะสมองเสื่อม เป็นกลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของสมอง อาการของภาวะสมองเสื่อมจะกระตุ้นให้เกิดความถดถอยของทักษะการคิด ความถดถอยของความจำ การใช้เหตุผล หรือที่เรียกว่า ความสามารถด้านความรู้ความเข้าใจ (Cognitive) ซึ่งรุนแรงมากพอที่จะบั่นทอนการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงานอย่างอิสระ นอกจากนี้ อาการเหล่านี้ยังส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม ความรู้สึก และความสัมพันธ์

       ภาวะสมองเสื่อมมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท เรียกรวมกลุ่มอาการที่มีสาเหตุมาจากหลายโรค โดยหลักๆ แล้วสามารถแบ่งชนิดของภาวะสมองเสื่อมตามสาเหตุที่พบได้บ่อย ออกเป็น 5 ชนิดหลัก ดังนี้

       ชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด ประมาณ 60 – 80% ของผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมทั้งหมด เกิดจากการสะสมของโปรตีนที่ผิดปกติในสมอง ซึ่งเข้าไปทำลายเซลล์สมองและจุดเชื่อมต่อ มักเริ่มต้นด้วยปัญหาด้านความจำระยะสั้น ลืมเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น ลืมของ ถามซ้ำๆ จากนั้นจะค่อยๆ ลุกลามไปสู่ปัญหาด้านการใช้เหตุผล การหลงทิศทาง และพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

        พบได้บ่อยเป็นอันดับสอง และพบได้ค่อนข้างมากในชาวเอเชีย สาเหตุเกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ มักเป็นผลตามมาจากโรคหลอดเลือดสมองตีบ แตก หรือตัน (Stroke) รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง อาการมักไม่เริ่มต้นที่ความจำเสื่อมเสมอไป แต่อาจเริ่มจากการคิดช้าลง มีปัญหาในการวางแผน การตัดสินใจ หรือการจัดลำดับขั้นตอน บางรายอาจมีอาการอ่อนแรงชาตามร่างกายร่วมด้วย อาการมักแย่ลงเป็นขั้นบันได และแย่ลงอย่างฉับพลันหลังเกิดภาวะหลอดเลือดสมองตีบซ้ำ

สาเหตุเกิดจากการสะสมของก้อนโปรตีนที่เรียกว่า ลิวอี้บอดี้ (Lewy bodies) ในเซลล์สมอง อาการมีความซับซ้อนเพราะมีคล้ายทั้งอัลไซเมอร์และพาร์กินสันผสมกัน ผู้ป่วยมักมีอาการเห็นภาพหลอนตั้งแต่ระยะแรก มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ เช่น ละเมอเตะต่อยรุนแรง และมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว เช่น เดินลากขา ตัวแข็ง มือสั่น คล้ายโรคพาร์กินสัน นอกจากนี้ระดับความรู้สติอาจขึ้นๆ ลงๆ ในแต่ละวันอย่างชัดเจน

       สาเหตุเกิดจากความเสื่อมของเซลล์สมองบริเวณกลีบหน้าในการควบคุมพฤติกรรมและอารมณ์ และกลีบขมับ ที่ควบคุมภาษา โดยชนิดนี้มักพบในผู้ที่อายุน้อยกว่าชนิดอื่น ช่วง 45 – 65 ปี ความจำมักยังดีอยู่ในช่วงแรก แต่อาการที่เห็นชัดคือ พฤติกรรมและบุคลิกภาพที่เปลี่ยนไปอย่างมาก เช่น ขาดความยับยั้งชั่งใจ พูดจาไม่เหมาะสม หงุดหงิดก้าวร้าว ซึมเศร้า หรือมีปัญหาในการใช้และการเข้าใจภาษา นึกคำพูดไม่ออก พูดไม่เป็นประโยค

       สาเหตุเกิดจากความผิดปกติในสมอง มากกว่า 1 ชนิดขึ้นไปในเวลาเดียวกัน โดยรูปแบบที่พบบ่อยที่สุด คือ มีรอยโรคของโรคอัลไซเมอร์ร่วมกับภาวะสมองเสื่อมจากหลอดเลือดสมอง มักพบในผู้สูงอายุที่มีอายุมาก (80 ปีขึ้นไป) อาการที่แสดงออกก็จะผสมผสานกันระหว่างโรคที่เป็นสาเหตุ

       นอกจาก 5 ชนิดหลักนี้แล้ว ยังมีภาวะสมองเสื่อมที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ อีก เช่น

• โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease) : ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่ป่วยมานานหลายปี มักมีภาวะสมองเสื่อมตามมาในระยะท้าย
• โรคฮันติงตัน (Huntington’s Disease) : โรคทางพันธุกรรมที่ทำให้เซลล์สมองเสื่อม
• ภาวะสมองเสื่อมที่สามารถรักษาให้หายได้ (Reversible Dementias) : บางครั้งอาการคล้ายสมองเสื่อมเกิดจากสาเหตุที่แก้ไขได้ เช่น การขาดวิตามินบี 12  ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ  ภาวะน้ำคั่งในโพรงสมอง หรือผลข้างเคียงจากยา หากรักษาที่ต้นเหตุ อาการสมองเสื่อมก็จะดีขึ้นหรือหายไปได้

ความดันโลหิตสูง

รู้หรือไม่! โรคอัลไซเมอร์ เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของภาวะสมองเสื่อม โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 60 – 80% ของผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมทั้งหมด ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ส่วนใหญ่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป

       แม้โรคอัลไซเมอร์จะพบบ่อยที่สุด แต่ชาวเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน รวมถึงไทย มีอัตราการเกิดภาวะสมองเสื่อมจากหลอดเลือดสมอง (Vascular Dementia) สูงกว่าประชากรในแถบยุโรปและอเมริกาค่อนข้างมาก เนื่องจากความชุกของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ในภูมิภาคนี้สูงกว่า ซึ่งเป็นผลพวงจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง ภาวะสมองเสื่อมในชาวเอเชีย มักพบในช่วงอายุเมื่อเข้าสู่วัย 65 ปี เริ่มแสดงอาการชัดเจนและได้รับการวินิจฉัยในช่วงอายุ 70 80 หรือ 90 ปี 

       ดังนั้น การดูแลสุขภาพและควบคุมโรคประจำตัวเหล่านี้ตั้งแต่วัยหนุ่มสาว จึงเป็นหัวใจสำคัญในการลดความเสี่ยงและยืดอายุการทำงานของสมองให้ยาวนานขึ้น

4 ทักษะ ป้องกันภาวะสมองเสื่อม ในผู้สูงอายุใส่เครื่องช่วยฟัง

ฟังดี พูดเพราะ อ่านออก เขียนได้

       การดูแลสุขภาพหูไม่ได้จบลงแค่การเลือกใส่เครื่องช่วยฟังที่เหมาะสม แต่ยังรวมถึงการดูแลสุขภาพสมองแบบองค์รวม ปัจจุบันเราพบว่าการได้ยินที่ชัดเจนคือจุดเริ่มต้นสำคัญที่ช่วยชะลอภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุได้อย่างมีนัยสำคัญ

       เมื่อเครื่องช่วยฟังทำหน้าที่ดึงเสียงรอบตัวกลับมาให้คมชัดอีกครั้ง การผสาน 4 กิจวัตรพื้นฐานอย่าง ฟัง พูด อ่าน เขียน เข้าไปในชีวิตประจำวันจะยิ่งเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง ให้ทุกวันของวัยเก๋าเต็มไปด้วยความสุขและความสดใส

1. ฟัง (Listening) : ลดภาระสมอง คืนพื้นที่ความจำ

       การได้ยินที่ชัดเจน คือ ประตูด่านแรกของการรับรู้ การแก้ไขปัญหาการได้ยินตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น การใช้เครื่องช่วยฟังจะช่วยเติมเต็มสัญญาณเสียงที่ขาดหายให้สมบูรณ์ สมองไม่ต้องเหนื่อยล้ากับการเพ่งฟัง หรือคอยเดาคำศัพท์อีกต่อไป ทำให้สมองมีพลังงานและพื้นที่ว่างเหลือสำหรับการจดจำข้อมูลใหม่ๆ และประมวลผลสิ่งรอบตัวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ฟัง ฟังดี       การใส่เครื่องช่วยฟังสม่ำเสมอจะช่วยให้สมองได้รับการกระตุ้นจากเสียงรอบข้างอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลดีในหลายมิติ เช่น

     • สื่อสาร : เมื่อได้ยินชัดเจน การพูดคุยโต้ตอบกับลูกหลานหรือคนรอบข้างก็เป็นไปอย่างราบรื่น ลดความรู้สึกโดดเดี่ยวหรือแปลกแยกจากครอบครัว
     • สุนทรียะ : ดื่มด่ำกับความสุขง่ายๆ ในชีวิตได้อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลงโปรด เสียงนกร้องในยามเช้า หรือเสียงหัวเราะของลูกหลาน
     • ความเข้าใจ : สมองสามารถประมวลผลและทำความเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ได้ดีขึ้น ไม่ต้องคอยเดาคำศัพท์หรือรู้สึกหงุดหงิดจากการฟังไม่ถนัด
     • ความปลอดภัย : สามารถรับรู้เสียงเตือนภัยต่างๆ รอบตัว เช่น เสียงแตรรถ เสียงสัญญาณเตือน หรือเสียงคนเรียก ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ

2. พูด (Speaking) : เชื่อมต่อสังคม กระตุ้นเซลล์ประสาท

        เมื่อกลับมาฟังชัดเจน ผู้สูงอายุก็จะมีความมั่นใจในการสื่อสารโต้ตอบ การสนทนาคือการออกกำลังกายสมองที่ซับซ้อนที่สุดวิธีหนึ่ง เพราะต้องใช้ทั้งการคิดวิเคราะห์ การจดจำ และการเรียบเรียงคำพูด การได้โต้ตอบและหัวเราะร่วมกับครอบครัวช่วยป้องกันภาวะซึมเศร้า และเมื่อเราฟังดี เราก็จะสามารถควบคุมน้ำเสียงและการพูดของตัวเองได้ดีขึ้นตามไปด้วย

พูด ทักษะการพูด

       • พูดจาดี ไพเราะน่าฟัง : การได้ยินเสียงของตัวเองชัดเจน ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถปรับระดับเสียงและโทนเสียงให้นุ่มนวลและน่าฟังยิ่งขึ้น

       • นำมาซึ่งความสุข : การสื่อสารด้วยถ้อยคำที่ไพเราะและคิดบวก ย่อมสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นภายในบ้าน ดึงดูดให้ลูกหลานอยากเข้ามาพูดคุยใกล้ชิด ซึ่งความสุขจากความสัมพันธ์ที่ดีนี้ คือยาขนานเอกในการดูแลสุขภาพจิตและสมอง

3. อ่าน (Reading) : เสริมสร้างสมาธิและกระบวนการคิด

      การอ่านเปรียบเสมือนการออกกำลังกายให้กับสมองส่วนหน้า เป็นการกระตุ้นการทำงานของสมองผ่านการมองเห็น ซึ่งทักษะทางภาษาทั้งหมดในสมองนั้นทำงานเชื่อมโยงกัน เมื่อสมองไม่เกิดความเหนื่อยล้าจากการพยายามฟัง ก็จะมีสมาธิจดจ่อกับการอ่านได้นานขึ้น การอ่านช่วยให้…

อ่าน ทักษะการอ่าน

     • ฝึกสมองด้านการนึกคิด : ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสารสุขภาพ หรือบทความสาระความรู้ ล้วนกระตุ้นให้สมองได้คิดและจินตนาการตาม

     • ทบทวนความรู้ความเข้าใจ : การรับสารใหม่ๆ หรือทบทวนเรื่องราวเก่าๆ ผ่านการอ่าน ช่วยรักษาความสามารถในการวิเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูล ทำให้กระบวนการรู้คิด (Cognitive Function) ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. เขียน (Writing) : ผสานการทำงานของร่างกาย จัดระเบียบชีวิต ลดภาระความจำ

       การจับปากกาหรือดินสอเพื่อขีดเขียน มีประโยชน์มากกว่าที่คิด และเป็นตัวช่วยสำคัญในการจัดการชีวิตประจำวัน

       • บริหารกล้ามเนื้อมัดเล็ก : การเขียนช่วยฝึกการควบคุมกล้ามเนื้อมือและนิ้วมือ ป้องกันอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง
       • ฝึกสมองด้านการนึกคิด : ถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาเป็นตัวอักษร เป็นการจัดระเบียบความคิดที่ยอดเยี่ยม
       • ลดการใช้พลังสมองในการจดจำ : ผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องพยายามจดจำทุกอย่างจนเกิดความเครียด การจดบันทึกจะช่วยทำหน้าที่เป็นสมองสำรองได้อย่างดีเยี่ยม

เขียน จดรายการสินค้า

• ลดการหลงลืมด้วยการจดบันทึก รูปแบบต่างๆ เช่น

      ⇒ จดไดอารี่ประจำวัน : ทบทวนความสุขหรือเรื่องราวที่พบเจอในแต่ละวัน

      ⇒ จดบันทึกค่าใช้จ่าย / รายการสินค้า : ช่วยเรื่องการคำนวณพื้นฐานและการวางแผนก่อนออกจากบ้าน

      ⇒ To-do-lists : เช่น การจดตารางนัดหมายแพทย์ หรือบันทึกการทานยา ซึ่งมีความสำคัญมาก ช่วยป้องกันการทานยาซ้ำหรือลืมทานยาได้อย่างเห็นผล

      เครื่องช่วยฟัง เครื่องมือที่ช่วยเปิดประตูการรับรู้ และการนำทักษะ ฟัง พูด อ่าน เขียน มาใช้ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอจะช่วยรักษาสมรรถภาพของสมองให้แข็งแรง การสนับสนุนจากครอบครัวในการชวนพูดคุย ชวนอ่าน หรือชวนจดบันทึก จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ยอดเยี่ยมและห่างไกลจากภาวะสมองเสื่อม ช่วยให้สมองมีอายุที่ยืนยาวขึ้น ใช้ชีวิตได้อิสระมากขึ้น

การฟื้นฟูการได้ยินไม่ได้เป็นเพียงการทำให้ผู้สูงอายุกลับมาได้ยินเสียงเรียกหรือเสียงโทรทัศน์เท่านั้น แต่คือ การลดภาระให้สมอง

หากสงสัยว่าผู้สูงอายุที่บ้านมีอาการหูไม่ได้ยิน การพาท่านเข้ารับการตรวจประเมินการได้ยินอย่างทันท่วงที คือจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยให้ท่านมีสุขภาพสมองที่แข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์ และมีความสุขในทุกบทสนทนากับครอบครัวไปอีกยาวนาน

ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องช่วยฟัง พร้อมให้คำแนะนำ

ขอขอบคุณข้อมูล : www.alz-journals.onlinelibrary.wiley.com, www.achievestudy.org, www.pmc.ncbi.nlm.nih.gov, www.pubmed.ncbi.nlm.nih.gov, www.sciencedirect.com, Types of Dementia. www.alz.org, What Is Dementia. www.nia.nih.gov, สมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย. (2563). แนวทางเวชปฏิบัติภาวะสมองเสื่อม.
logo intimex อินทิเม็กซ์

 

อินทิเม็กซ์ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องช่วยฟัง บริการตรวจการได้ยิน จำหน่ายเครื่องช่วยฟังคุณภาพสูง ออกแบบการได้ยินตามไลฟ์สไตล์บุคคล ดูแลสุขภาพการได้ยินแบบองค์รวม ตลอดการเดินทางสู่การได้ยินดี เพราะเราเชื่อว่า…

 

“คุณภาพของการได้ยินที่ดี คือ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

ทดสอบการได้ยิน
ทดลองเครื่องช่วยฟัง

 

 

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
เวลาทำการ :  จ. – ศ. เวลา 8.30 –  16.30 น.
และ ส. เวลา 8.00 –  16.30 น.
หยุดทุกวันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

Call Intimex Chiangmai Facebook Intimex Chiangmai Line Intimex Chiangmai