Tag Archive for: หูไม่ได้ยิน

4 ทักษะ ป้องกัน ภาวะสมองเสื่อม ในผู้สูงอายุใส่เครื่องช่วยฟัง

ทำไม สูญเสียการได้ยิน เสี่ยงต่อ ภาวะสมองเสื่อม

ความเชื่อมโยงระหว่างการได้ยินและภาวะสมองเสื่อมทั้งสองชนิดนี้ เกิดขึ้นจากกลไกหลักๆ ดังนี้

หูไม่ได้ยิน เพ่งฟัง

 

1. ภาระทางสมองที่เพิ่มขึ้น

       เมื่อการได้ยินลดลง สมองจะต้องทำงานหนักขึ้นอย่างมากเพื่อถอดรหัสและพยายามทำความเข้าใจเสียงที่ได้ยิน เหมือนคนที่ต้องเพ่งฟังตลอดเวลา การดึงพลังงานไปใช้กับการประมวลผลเสียงนี้ ทำให้สมองเหลือทรัพยากรไปใช้ในด้านอื่นๆ เช่น ความจำ และการคิดวิเคราะห์น้อยลง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความถดถอยทางสติปัญญาที่พบในโรคอัลไซเมอร์

 2. สมองฝ่อจากการขาดการกระตุ้น

       เมื่อหูได้ยินเสียงน้อยลง สมองส่วนที่ทำหน้าที่รับเสียงและแปลภาษาจะขาดการกระตุ้น เมื่อไม่ได้ใช้งานนานๆ สมองบริเวณนี้รวมถึงส่วนที่เชื่อมโยงกับความจำ (Hippocampus) จะเริ่มฝ่อและหดตัวเร็วกว่าปกติ ซึ่งเป็นพยาธิสภาพของรอยโรคของโรคอัลไซเมอร์

3. การแยกตัวจากสังคม (Social Isolation)

       ผู้ที่มีปัญหาการได้ยินมักจะหลีกเลี่ยงการพูดคุยหรือการเข้าสังคม เพราะรู้สึกอึดอัดที่ต้องคอยถามซ้ำหรือฟังไม่รู้เรื่อง การขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการแยกตัวอยู่คนเดียวเป็นตัวเร่งให้สมองขาดการกระตุ้นและนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของภาวะสมองเสื่อม

4. ปัญหาหลอดเลือดที่เชื่อมโยงกัน

       สำหรับภาวะสมองเสื่อมจากหลอดเลือดสมอง (Vascular Dementia) ความเชื่อมโยงมักเกิดจากระบบไหลเวียนโลหิต หากร่างกายมีปัญหาหลอดเลือดตีบตันหรือการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองไม่ดี เซลล์ประสาทหูซึ่งเป็นอวัยวะที่ไวต่อการขาดเลือดมากก็จะเสื่อมสภาพตามไปด้วย ดังนั้น การสูญเสียการได้ยินจึงอาจเป็นสัญญาณเตือนเบื้องต้นว่า หลอดเลือดในสมองก็อาจกำลังมีปัญหาเช่นกัน

หูไม่ได้ยิน

สมองของคุณอาจจะกำลังทำงานหนักขึ้น

ภาวะสมองเสื่อม

(Dementia)

       ภาวะสมองเสื่อม เป็นกลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของสมอง อาการของภาวะสมองเสื่อมจะกระตุ้นให้เกิดความถดถอยของทักษะการคิด ความถดถอยของความจำ การใช้เหตุผล หรือที่เรียกว่า ความสามารถด้านความรู้ความเข้าใจ (Cognitive) ซึ่งรุนแรงมากพอที่จะบั่นทอนการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงานอย่างอิสระ นอกจากนี้ อาการเหล่านี้ยังส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม ความรู้สึก และความสัมพันธ์

       ภาวะสมองเสื่อมมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท เรียกรวมกลุ่มอาการที่มีสาเหตุมาจากหลายโรค โดยหลักๆ แล้วสามารถแบ่งชนิดของภาวะสมองเสื่อมตามสาเหตุที่พบได้บ่อย ออกเป็น 5 ชนิดหลัก ดังนี้

       ชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด ประมาณ 60 – 80% ของผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมทั้งหมด เกิดจากการสะสมของโปรตีนที่ผิดปกติในสมอง ซึ่งเข้าไปทำลายเซลล์สมองและจุดเชื่อมต่อ มักเริ่มต้นด้วยปัญหาด้านความจำระยะสั้น ลืมเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น ลืมของ ถามซ้ำๆ จากนั้นจะค่อยๆ ลุกลามไปสู่ปัญหาด้านการใช้เหตุผล การหลงทิศทาง และพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

        พบได้บ่อยเป็นอันดับสอง และพบได้ค่อนข้างมากในชาวเอเชีย สาเหตุเกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ มักเป็นผลตามมาจากโรคหลอดเลือดสมองตีบ แตก หรือตัน (Stroke) รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง อาการมักไม่เริ่มต้นที่ความจำเสื่อมเสมอไป แต่อาจเริ่มจากการคิดช้าลง มีปัญหาในการวางแผน การตัดสินใจ หรือการจัดลำดับขั้นตอน บางรายอาจมีอาการอ่อนแรงชาตามร่างกายร่วมด้วย อาการมักแย่ลงเป็นขั้นบันได และแย่ลงอย่างฉับพลันหลังเกิดภาวะหลอดเลือดสมองตีบซ้ำ

สาเหตุเกิดจากการสะสมของก้อนโปรตีนที่เรียกว่า ลิวอี้บอดี้ (Lewy bodies) ในเซลล์สมอง อาการมีความซับซ้อนเพราะมีคล้ายทั้งอัลไซเมอร์และพาร์กินสันผสมกัน ผู้ป่วยมักมีอาการเห็นภาพหลอนตั้งแต่ระยะแรก มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ เช่น ละเมอเตะต่อยรุนแรง และมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว เช่น เดินลากขา ตัวแข็ง มือสั่น คล้ายโรคพาร์กินสัน นอกจากนี้ระดับความรู้สติอาจขึ้นๆ ลงๆ ในแต่ละวันอย่างชัดเจน

       สาเหตุเกิดจากความเสื่อมของเซลล์สมองบริเวณกลีบหน้าในการควบคุมพฤติกรรมและอารมณ์ และกลีบขมับ ที่ควบคุมภาษา โดยชนิดนี้มักพบในผู้ที่อายุน้อยกว่าชนิดอื่น ช่วง 45 – 65 ปี ความจำมักยังดีอยู่ในช่วงแรก แต่อาการที่เห็นชัดคือ พฤติกรรมและบุคลิกภาพที่เปลี่ยนไปอย่างมาก เช่น ขาดความยับยั้งชั่งใจ พูดจาไม่เหมาะสม หงุดหงิดก้าวร้าว ซึมเศร้า หรือมีปัญหาในการใช้และการเข้าใจภาษา นึกคำพูดไม่ออก พูดไม่เป็นประโยค

       สาเหตุเกิดจากความผิดปกติในสมอง มากกว่า 1 ชนิดขึ้นไปในเวลาเดียวกัน โดยรูปแบบที่พบบ่อยที่สุด คือ มีรอยโรคของโรคอัลไซเมอร์ร่วมกับภาวะสมองเสื่อมจากหลอดเลือดสมอง มักพบในผู้สูงอายุที่มีอายุมาก (80 ปีขึ้นไป) อาการที่แสดงออกก็จะผสมผสานกันระหว่างโรคที่เป็นสาเหตุ

       นอกจาก 5 ชนิดหลักนี้แล้ว ยังมีภาวะสมองเสื่อมที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ อีก เช่น

• โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease) : ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่ป่วยมานานหลายปี มักมีภาวะสมองเสื่อมตามมาในระยะท้าย
• โรคฮันติงตัน (Huntington’s Disease) : โรคทางพันธุกรรมที่ทำให้เซลล์สมองเสื่อม
• ภาวะสมองเสื่อมที่สามารถรักษาให้หายได้ (Reversible Dementias) : บางครั้งอาการคล้ายสมองเสื่อมเกิดจากสาเหตุที่แก้ไขได้ เช่น การขาดวิตามินบี 12  ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ  ภาวะน้ำคั่งในโพรงสมอง หรือผลข้างเคียงจากยา หากรักษาที่ต้นเหตุ อาการสมองเสื่อมก็จะดีขึ้นหรือหายไปได้

ความดันโลหิตสูง

รู้หรือไม่! โรคอัลไซเมอร์ เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของภาวะสมองเสื่อม โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 60 – 80% ของผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมทั้งหมด ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ส่วนใหญ่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป

       แม้โรคอัลไซเมอร์จะพบบ่อยที่สุด แต่ชาวเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน รวมถึงไทย มีอัตราการเกิดภาวะสมองเสื่อมจากหลอดเลือดสมอง (Vascular Dementia) สูงกว่าประชากรในแถบยุโรปและอเมริกาค่อนข้างมาก เนื่องจากความชุกของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ในภูมิภาคนี้สูงกว่า ซึ่งเป็นผลพวงจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง ภาวะสมองเสื่อมในชาวเอเชีย มักพบในช่วงอายุเมื่อเข้าสู่วัย 65 ปี เริ่มแสดงอาการชัดเจนและได้รับการวินิจฉัยในช่วงอายุ 70 80 หรือ 90 ปี 

       ดังนั้น การดูแลสุขภาพและควบคุมโรคประจำตัวเหล่านี้ตั้งแต่วัยหนุ่มสาว จึงเป็นหัวใจสำคัญในการลดความเสี่ยงและยืดอายุการทำงานของสมองให้ยาวนานขึ้น

4 ทักษะ ป้องกันภาวะสมองเสื่อม ในผู้สูงอายุใส่เครื่องช่วยฟัง

ฟังดี พูดเพราะ อ่านออก เขียนได้

ใส่ถ่าน เครื่องช่วยฟัง

       การดูแลสุขภาพหูไม่ได้จบลงแค่การเลือกใส่เครื่องช่วยฟังที่เหมาะสม แต่ยังรวมถึงการดูแลสุขภาพสมองแบบองค์รวม ปัจจุบันเราพบว่าการได้ยินที่ชัดเจนคือจุดเริ่มต้นสำคัญที่ช่วยชะลอภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุได้อย่างมีนัยสำคัญ

       เมื่อเครื่องช่วยฟังทำหน้าที่ดึงเสียงรอบตัวกลับมาให้คมชัดอีกครั้ง การผสาน 4 กิจวัตรพื้นฐานอย่าง ฟัง พูด อ่าน เขียน เข้าไปในชีวิตประจำวันจะยิ่งเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง ให้ทุกวันของวัยเก๋าเต็มไปด้วยความสุขและความสดใส

1. ฟัง (Listening) : ลดภาระสมอง คืนพื้นที่ความจำ

       การได้ยินที่ชัดเจน คือ ประตูด่านแรกของการรับรู้ การแก้ไขปัญหาการได้ยินตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น การใช้เครื่องช่วยฟังจะช่วยเติมเต็มสัญญาณเสียงที่ขาดหายให้สมบูรณ์ สมองไม่ต้องเหนื่อยล้ากับการเพ่งฟัง หรือคอยเดาคำศัพท์อีกต่อไป ทำให้สมองมีพลังงานและพื้นที่ว่างเหลือสำหรับการจดจำข้อมูลใหม่ๆ และประมวลผลสิ่งรอบตัวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ฟัง ฟังดี       การใส่เครื่องช่วยฟังสม่ำเสมอจะช่วยให้สมองได้รับการกระตุ้นจากเสียงรอบข้างอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลดีในหลายมิติ เช่น

     • สื่อสาร : เมื่อได้ยินชัดเจน การพูดคุยโต้ตอบกับลูกหลานหรือคนรอบข้างก็เป็นไปอย่างราบรื่น ลดความรู้สึกโดดเดี่ยวหรือแปลกแยกจากครอบครัว
     • สุนทรียะ : ดื่มด่ำกับความสุขง่ายๆ ในชีวิตได้อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลงโปรด เสียงนกร้องในยามเช้า หรือเสียงหัวเราะของลูกหลาน
     • ความเข้าใจ : สมองสามารถประมวลผลและทำความเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ได้ดีขึ้น ไม่ต้องคอยเดาคำศัพท์หรือรู้สึกหงุดหงิดจากการฟังไม่ถนัด
     • ความปลอดภัย : สามารถรับรู้เสียงเตือนภัยต่างๆ รอบตัว เช่น เสียงแตรรถ เสียงสัญญาณเตือน หรือเสียงคนเรียก ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ

2. พูด (Speaking) : เชื่อมต่อสังคม กระตุ้นเซลล์ประสาท

        เมื่อกลับมาฟังชัดเจน ผู้สูงอายุก็จะมีความมั่นใจในการสื่อสารโต้ตอบ การสนทนาคือการออกกำลังกายสมองที่ซับซ้อนที่สุดวิธีหนึ่ง เพราะต้องใช้ทั้งการคิดวิเคราะห์ การจดจำ และการเรียบเรียงคำพูด การได้โต้ตอบและหัวเราะร่วมกับครอบครัวช่วยป้องกันภาวะซึมเศร้า และเมื่อเราฟังดี เราก็จะสามารถควบคุมน้ำเสียงและการพูดของตัวเองได้ดีขึ้นตามไปด้วย

พูด ทักษะการพูด

       • พูดจาดี ไพเราะน่าฟัง : การได้ยินเสียงของตัวเองชัดเจน ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถปรับระดับเสียงและโทนเสียงให้นุ่มนวลและน่าฟังยิ่งขึ้น

       • นำมาซึ่งความสุข : การสื่อสารด้วยถ้อยคำที่ไพเราะและคิดบวก ย่อมสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นภายในบ้าน ดึงดูดให้ลูกหลานอยากเข้ามาพูดคุยใกล้ชิด ซึ่งความสุขจากความสัมพันธ์ที่ดีนี้ คือยาขนานเอกในการดูแลสุขภาพจิตและสมอง

3. อ่าน (Reading) : เสริมสร้างสมาธิและกระบวนการคิด

      การอ่านเปรียบเสมือนการออกกำลังกายให้กับสมองส่วนหน้า เป็นการกระตุ้นการทำงานของสมองผ่านการมองเห็น ซึ่งทักษะทางภาษาทั้งหมดในสมองนั้นทำงานเชื่อมโยงกัน เมื่อสมองไม่เกิดความเหนื่อยล้าจากการพยายามฟัง ก็จะมีสมาธิจดจ่อกับการอ่านได้นานขึ้น การอ่านช่วยให้…

อ่าน ทักษะการอ่าน

     • ฝึกสมองด้านการนึกคิด : ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสารสุขภาพ หรือบทความสาระความรู้ ล้วนกระตุ้นให้สมองได้คิดและจินตนาการตาม

     • ทบทวนความรู้ความเข้าใจ : การรับสารใหม่ๆ หรือทบทวนเรื่องราวเก่าๆ ผ่านการอ่าน ช่วยรักษาความสามารถในการวิเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูล ทำให้กระบวนการรู้คิด (Cognitive Function) ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. เขียน (Writing) : ผสานการทำงานของร่างกาย จัดระเบียบชีวิต ลดภาระความจำ

       การจับปากกาหรือดินสอเพื่อขีดเขียน มีประโยชน์มากกว่าที่คิด และเป็นตัวช่วยสำคัญในการจัดการชีวิตประจำวัน

       • บริหารกล้ามเนื้อมัดเล็ก : การเขียนช่วยฝึกการควบคุมกล้ามเนื้อมือและนิ้วมือ ป้องกันอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง
       • ฝึกสมองด้านการนึกคิด : ถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาเป็นตัวอักษร เป็นการจัดระเบียบความคิดที่ยอดเยี่ยม
       • ลดการใช้พลังสมองในการจดจำ : ผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องพยายามจดจำทุกอย่างจนเกิดความเครียด การจดบันทึกจะช่วยทำหน้าที่เป็นสมองสำรองได้อย่างดีเยี่ยม

เขียน จดรายการสินค้า

• ลดการหลงลืมด้วยการจดบันทึก รูปแบบต่างๆ เช่น

      ⇒ จดไดอารี่ประจำวัน : ทบทวนความสุขหรือเรื่องราวที่พบเจอในแต่ละวัน

      ⇒ จดบันทึกค่าใช้จ่าย / รายการสินค้า : ช่วยเรื่องการคำนวณพื้นฐานและการวางแผนก่อนออกจากบ้าน

      ⇒ To-do-lists : เช่น การจดตารางนัดหมายแพทย์ หรือบันทึกการทานยา ซึ่งมีความสำคัญมาก ช่วยป้องกันการทานยาซ้ำหรือลืมทานยาได้อย่างเห็นผล

      เครื่องช่วยฟัง เครื่องมือที่ช่วยเปิดประตูการรับรู้ และการนำทักษะ ฟัง พูด อ่าน เขียน มาใช้ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอจะช่วยรักษาสมรรถภาพของสมองให้แข็งแรง การสนับสนุนจากครอบครัวในการชวนพูดคุย ชวนอ่าน หรือชวนจดบันทึก จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ยอดเยี่ยมและห่างไกลจากภาวะสมองเสื่อม ช่วยให้สมองมีอายุที่ยืนยาวขึ้น ใช้ชีวิตได้อิสระมากขึ้น

การฟื้นฟูการได้ยินไม่ได้เป็นเพียงการทำให้ผู้สูงอายุกลับมาได้ยินเสียงเรียกหรือเสียงโทรทัศน์เท่านั้น แต่คือ การลดภาระให้สมอง

หากสงสัยว่าผู้สูงอายุที่บ้านมีอาการหูไม่ได้ยิน การพาท่านเข้ารับการตรวจประเมินการได้ยินอย่างทันท่วงที คือจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยให้ท่านมีสุขภาพสมองที่แข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์ และมีความสุขในทุกบทสนทนากับครอบครัวไปอีกยาวนาน

ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องช่วยฟัง พร้อมให้คำแนะนำ

ขอขอบคุณข้อมูล : www.alz-journals.onlinelibrary.wiley.com, www.achievestudy.org, www.pmc.ncbi.nlm.nih.gov, www.pubmed.ncbi.nlm.nih.gov, www.sciencedirect.com, Types of Dementia. www.alz.org, What Is Dementia. www.nia.nih.gov, สมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย. (2563). แนวทางเวชปฏิบัติภาวะสมองเสื่อม.
logo intimex อินทิเม็กซ์

 

อินทิเม็กซ์ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องช่วยฟัง บริการตรวจการได้ยิน จำหน่ายเครื่องช่วยฟังคุณภาพสูง ออกแบบการได้ยินตามไลฟ์สไตล์บุคคล ดูแลสุขภาพการได้ยินแบบองค์รวม ตลอดการเดินทางสู่การได้ยินดี เพราะเราเชื่อว่า…

 

“คุณภาพของการได้ยินที่ดี คือ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

ทดสอบการได้ยิน
ทดลองเครื่องช่วยฟัง

 

 

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
เวลาทำการ :  จ. – ศ. เวลา 8.30 –  16.30 น.
และ ส. เวลา 8.00 –  16.30 น.
หยุดทุกวันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

Call Intimex Chiangmai Facebook Intimex Chiangmai Line Intimex Chiangmai

SD Score คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร

SD Score คืออะไร?

มีความสำคัญอย่างไร เมื่อหูไม่ได้ยิน

ผู้สูงอายุ ตอบไม่ตรงคำถาม ได้ยินแต่ฟังไม่รู้เรื่อง

       หลายคนอาจเคยสงสัยว่า ทำไมผู้สูงอายุที่บ้านถึงดูเหมือนตอบไม่ตรงคำถาม ถามซ้ำๆ หรือชอบแยกตัวออกจากวงสนทนา เรามักคิดเอาเองว่าผู้สูงอายุมีอาการหูตึง หูไม่ได้ยิน และพยายามแก้ปัญหาด้วยการตะโกนหรือเร่งเสียงให้ดังขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วปัญหานี้อาจลึกซึ้งกว่าเรื่องของความดัง ซึ่งนั่นอาจหมายถึงเรื่องของความเข้าใจในเสียงที่ได้ยิน

สนทนา กับ ผู้สูงอายุ หูไม่ได้ยิน

จาก “ช้อน” กลายเป็น “ช้าง”

ความเพี้ยนจากการสูญเสียการได้ยิน

       สมาชิกในครอบครัวอาจเคยเจอเหตุการณ์ที่ผู้ใหญ่ในบ้านได้ยินเราพูดว่า “ช้อน” แต่ท่านกลับเข้าใจว่าเป็น “ช้าง” ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ความหลงลืม แต่คือการสูญเสียการได้ยินเป็นระยะเวลานาน จนสมองส่วนที่ทำหน้าที่แปลความหมายเริ่มทำงานผิดเพี้ยน

       เมื่อปล่อยให้การได้ยินเสื่อมถอยโดยไม่ได้รับการรักษา สมองที่ขาดการกระตุ้นจากคลื่นเสียงที่ถูกต้องจะเริ่ม “ลืม” วิธีการแยกแยะสระและพยัญชนะ แม้ว่าจะพยายามใส่เครื่องช่วยฟังและปรับระดับเสียงให้ดังขึ้นในภายหลัง แต่เสียงที่ดังนั้นก็อาจจะยิ่งบิดเบือนสัญญาณเสียง ทำให้ตีความหมายผิดอยู่บ่อยครั้ง นั่นอาจเพราะมีค่า SD Score ต่ำ

เมื่อ “การได้ยิน” ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ความดัง”

SD Score คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร?

Speech Discrimination Score : SD Score

กุญแจสำคัญของการสื่อสาร

       ในการดูแลรักษาสุขภาพการได้ยินเชิงรุก เราไม่ได้มองแค่ว่าคุณได้ยินเสียงเบาที่สุดที่กี่เดซิเบล จากการตรวจการได้ยิน (Pure Tone Audiometry) เท่านั้น แต่ตัวแปรที่ตัดสินคุณภาพชีวิตจริงๆ คือ SD Score หรือ คะแนนความสามารถในการแยกแยะเสียงพูด

• SD Score สูง : สมองยังจดจำและแยกแยะคำศัพท์ได้ดี การใส่เครื่องช่วยฟังจะเห็นผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม
• SD Score ต่ำ : แม้จะได้ยินเสียงพูด แต่สมองไม่สามารถประมวลผลได้ว่าคือคำว่าอะไร ทำให้ความเข้าใจในการสื่อสารต่ำลง

       การปล่อยให้สูญเสียการได้ยินทิ้งไว้นานๆ โดยไม่ได้รับการรักษา คือปัจจัยหลักที่ทำให้ SD Score ลดต่ำลงเรื่อยๆ จนถึงจุดที่การฟื้นฟูทำได้ยากขึ้น

ระดับ SD Score เท่าไหร่?

ถือว่า วิกฤต หรือ ยังฟื้นฟูได้ดี

ดัชนีชี้วัดความสามารถในการสื่อสาร (SD Score Index) ที่ใช้ประเมินว่าโอกาสในการกลับมาฟังรู้เรื่องมีมากน้อยแค่ไหน

คะแนน SD (%)ความสามารถในการเข้าใจคำพูดโอกาสสำเร็จในการใส่เครื่องช่วยฟัง
90% – 100%ดีเยี่ยม : สื่อสารได้ปกติในเกือบทุกสถานการณ์สูงมาก : ใส่เครื่องแล้วแทบไม่ต่างจากหูปกติ
76% – 88%ดี : อาจมียากบ้างในที่เสียงดังรบกวนสูง : พึงพอใจมาก สื่อสารได้คล่องตัว
60% – 74%ปานกลาง : เริ่มมีอาการ “ได้ยินแต่ไม่ชัด”พอใช้ : ต้องใช้เวลาปรับตัว ฝึกฟังช่วยด้วย
40% – 58%จำกัด : ฟังเข้าใจเพียงครึ่งเดียว ต้องอาศัยการอ่านปากท้าทาย : เครื่องช่วยให้ได้ยินเสียง แต่ความชัดเจนจำกัด
ต่ำกว่า 40%วิกฤต : สมองเริ่มลืมวิธีการแปลความหมายเสียงต่ำ : เครื่องช่วยฟังใช้ “เตือนภัย” แต่สื่อสารลำบาก
หมายเหตุ :
การวินิจฉัย : คะแนนที่ต่ำมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่ได้ยินค่อนข้างดี อาจบ่งชี้ถึงพยาธิสภาพหูชั้นใน เช่น เนื้องอกประสาทหู
• สูญเสียการได้ยินแบบประสาทรับเสียงบกพร่อง (Sensorineural Hearing Loss) มักส่งผลให้ SDS ต่ำลง เนื่องจากหูชั้นในไม่สามารถส่งผ่านเสียงไปยังสมองได้อย่างชัดเจน
สูญเสียการได้ยินแบบนำเสียงบกพร่อง (Conductive Hearing Loss) โดยทั่วไปการจะทำให้ได้ SDS ที่ดี เพียงแค่ต้องขยายเสียง
ตรวจการได้ยิน SD Score

       หากคะแนนอยู่ในช่วง 60 – 74% นี่คือ “นาทีทอง” ช่วงของการฟื้นฟูสมอง การใส่เครื่องช่วยฟังอย่างสม่ำเสมอ (6 – 8 ชั่วโมงต่อวัน) จะช่วยประคองไม่ให้คะแนนตกลงไปในโซนวิกฤต และช่วยให้สมองยังคงคมชัดในการประมวลผลคำพูดอยู่เสมอ

    ปรากฏการณ์ Rollover Phenomenon : คะแนนการแยกแยะเสียงพูดลดลงอย่างมากเมื่อเพิ่มความดังของเสียง หรือปรับเครื่องช่วยฟังดังเกินไป คะแนน SD จะยิ่งดิ่งลง แทนที่จะดีขึ้น นี่คือเหตุผลว่า ทำไมการซื้อเครื่องช่วยฟังสำเร็จรูปตามท้องตลาดมาใส่เองโดยไม่ตรวจวัดระดับ SD จึงมักจบลงด้วยความล้มเหลว

SD คะแนนต่ำ แสดงให้เห็นว่า แม้จะใช้เครื่องช่วยฟังเพื่อขยายเสียงแล้ว ผู้ใช้ก็อาจยังคงมีปัญหาในการทำความเข้าใจบทสนทนา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการให้คำปรึกษาและการฟื้นฟูการได้ยิน

กระบวนการฟื้นฟูการได้ยิน

       การใส่เครื่องช่วยฟังไม่ใช่แค่การซื้ออุปกรณ์ใส่แล้วได้ยิน แต่คือ กระบวนการเรียนรู้ใหม่ของสมอง ปัจจัยที่จะทำให้การใส่เครื่องช่วยฟังประสบความสำเร็จ มีอยู่ 2 อย่างที่สำคัญที่สุด คือ

ระยะเวลาที่เริ่มรักษา

ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ SD Score ยิ่งสูง โอกาสสำเร็จยิ่งมาก

วินัยในการใช้งาน

การใส่บ้างไม่ใส่บ้าง ใส่เฉพาะตอนจะคุยมักไม่ค่อยได้ผล เพราะสมองต้องการเวลาในการปรับตัวและจัดระเบียบการรับเสียงใหม่

       การสูญเสียการได้ยินไม่ใช่แค่เรื่องของหู แต่เป็นเรื่องของคุณภาพสมอง เปลี่ยนจากการตำหนิผู้สูงอายุที่ท่านตอบไม่ตรงคำถาม เป็นการสนับสนุนให้ท่านเข้ารับการตรวจการได้ยินและใส่เครื่องช่วยฟังอย่างทันท่วงที การดูแลสุขภาพการได้ยินเชิงรุก คือ กุญแจสำคัญที่จะทำให้เราหรือผู้สูงอายุที่เรารักไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในโลกเงียบ นอกจากนี้ยังช่วยรักษาคุณภาพสมองให้คมชัดไปนานๆ รักษาการได้ยินเท่ากับรักษาความสัมพันธ์ ยืดเวลาความสุขของครอบครัวให้ยั่งยืน ดูแลการได้ยินผู้สูงอายุตั้งแต่วันนี้…

กระบวนการตรวจ Speech Audiometry

มากกว่าการตรวจหู คือ การตรวจความเข้าใจ

       หนึ่งในกระบวนการตรวจการได้ยิน ใช้ประเมินความสามารถในการรับรู้เสียงพูด เพื่อให้การใส่เครื่องช่วยฟังประสบผลสำเร็จ คือ การตรวจการได้ยินโดยใช้เสียงพูด หรือที่เรียกว่า Speech Audiometry เพื่อช่วยในการวางแผนรักษาการได้ยินแม่นยำและเฉพาะบุคคล (Personalized Care)  ซึ่งประกอบด้วยส่วนสำคัญ ดังนี้

ประเภท การตรวจการได้ยินด้วยเสียงพูด

1. Speech Detection Threshold / Speech Awareness Threshold (SDT) : การตรวจระดับเสียงพูดที่เบาที่สุดที่ผู้ทดสอบตอบสนองต่อการได้ยิน

2. Speech Recognition Threshold / Speech Reception Threshold (SRT) : การตรวจระดับเสียงพูดที่เบาที่สุด ที่ผู้ทดสอบสามารถเข้าใจคำพูดและพูดตามได้ถูกต้อง มีลักษณะเป็นคำสองพยางค์ เพื่อสามารถแยกแยะเสียงพูด

3. Word Recognition Scores (WRS) / Speech Discrimination Score (SDS) : การตรวจความสามารถในการแยกแยะเสียงพูด ช่วยในการวินิจฉัยตำแหน่งพยาธิสภาพในระบบการได้ยิน และช่วยในการเลือกเครื่องช่วยฟัง รวมถึงการให้คำแนะนำในการฟื้นฟูสมรรถภาพการได้ยิน ในการตรวจจะใช้คำที่เป็นพยางค์เดียว และเป็นบัญชีคำที่มีความสมดุลของสัทศาสตร์ทางเสียง (Phonetically Balanced Word Lists : PB)

ประโยชน์ การตรวจการได้ยินด้วยเสียงพูด

1. เพื่อวัดระดับความสามารถในการเข้าใจเสียงพูด

2. เพื่อค้นหาความพิการที่แท้จริง ซึ่งอาจไม่ใช่ความบกพร่องทางการได้ยิน

3. เพื่อจำแนกประเภทภาวะสูญเสียการได้ยิน

4. เพื่อค้นหาระดับความดังเสียงที่เหมาะสมกับเครื่องช่วยฟัง/ประสาทหูเทียม และประเมินผลลัพธ์ของการฟื้นฟูการได้ยิน

ทดสอบการได้ยิน ทดสอบความเข้าใจเสียงพูด ประเมินระดับ SD Score ของคุณ เพื่อวางแผนการเลือกเครื่องช่วยฟังที่เหมาะสม และปรับตั้งค่ารายละเอียดเสียงเฉพาะบุคคล (Personalized Hearing) ให้การใส่เครื่องช่วยฟังของคุณประสบผลสำเร็จอย่างสูงสุด

ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องช่วยฟัง พร้อมสนับสนุนการได้ยิน

ขอขอบคุณข้อมูล : www.entlecture.com, www.baw.in.th, www.grason-stadler.com
logo intimex อินทิเม็กซ์

 

อินทิเม็กซ์ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องช่วยฟัง บริการตรวจการได้ยิน จำหน่ายเครื่องช่วยฟังคุณภาพสูง ออกแบบการได้ยินตามไลฟ์สไตล์บุคคล ดูแลสุขภาพการได้ยินแบบองค์รวม ตลอดการเดินทางสู่การได้ยินดี เพราะเราเชื่อว่า…

 

 

“คุณภาพของการได้ยินที่ดี คือ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

ทดสอบการได้ยิน

ทดลองเครื่องช่วยฟัง

053-271 533, 089 – 053 7111

 

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
เวลาทำการ :  จ. – ศ. เวลา 8.30 –  16.30 น.
และ ส. เวลา 8.00 –  16.30 น.
หยุดทุกวันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

Call Intimex Chiangmai Facebook Intimex Chiangmai Line Intimex Chiangmai

หูไม่ได้ยิน ความสุขและคุณภาพชีวิตลดลง ปรับปรุงด้วยเครื่องช่วยฟัง

หูไม่ได้ยิน

ความสุขและคุณภาพชีวิตลดลง

ปรับปรุงได้ด้วยเครื่องช่วยฟัง

ไม่มีเหตุผลใดในการลด ความสุข และ คุณภาพชีวิต ของตัวคุณเองลง

เพียงเพราะ…หูไม่ได้ยิน

เครื่องช่วยฟัง คือ อุปกรณ์ช่วยเหลือการได้ยินที่มีประสิทธิภาพที่สุด
องค์การอนามัยโลกให้การยอมรับว่าช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บกพร่องการได้ยินได้จริง

ปฏิเสธ เครื่องช่วยฟัง

เท่ากับ ลดความสุข ลดคุณภาพชีวิต

       ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดที่คุณเลือกปฏิเสธเครื่องช่วยฟัง และเลือกที่จะอดทนกับความเครียดในการได้ยินไม่ชัด อดทนกับความเหนื่อยล้าในการฟังหรือการคาดเดาบทสนทนา หรือแม้แต่การขอให้ผู้อื่นพูดเสียงดังๆ บ่อยครั้ง ในระยะยาวอาจไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของคุณเอง ความเครียดและความเหนื่อยล้าที่ถูกสะสมไว้ไม่ได้รับการแก้ไข นานวันอาจทำร้ายสุขภาพของคุณ สมองของคุณ และความสุขของคุณอาจหายไป จนต้องถอนตัวออกจากสังคม ไม่อยากพบปะผู้คน เพิ่มความเสี่ยงภาวะซึมเศร้าและภาวะสมองเสื่อมได้ในที่สุด

หากนี่คือ…

เหตุผลในการปฏิเสธการรักษาการได้ยินด้วย เครื่องช่วยฟัง ของคุณ

√ ไม่เป็นไร อายุเยอะมากแล้ว
√ ไม่เป็นไร อยู่แต่บ้าน ไม่ได้ออกไปที่ไหน
√ ไม่เป็นไร พูดเสียงดัง หรือขอให้ผู้อื่นพูดเสียงดัง
√ ไม่อยากใส่เครื่องช่วยฟัง เพราะกลัวผู้อื่นตีตรา
√ ไม่อยากใส่เครื่องช่วยฟัง เพราะเกะกะ
√ ไม่อยากใส่เครื่องช่วยฟัง เพราะไม่คุ้นชิน

เหตุผลในการปฏิเสธเครื่องช่วยฟังของคุณ…

กำลังลดความสุข และคุณภาพชีวิตของคุณลง อยู่หรือไม่?

การได้ยินดี ลดภาวะพึ่งพิง

       การปฏิเสธเครื่องช่วยฟังของคุณ อาจเพิ่มภาระการทำงานสมองและคนรอบข้างได้โดยไม่รู้ตัว ภาวะพึ่งพิงอาจมาเร็วก่อนกำหนด เมื่อความมั่นใจและความปลอดภัยลดลง ความเสี่ยงอุบัติเหตุและปัญหาด้านสุขภาพในระยะยาวมักจะตามมา เครื่องช่วยฟังไม่เพียงช่วยปรับปรุงการได้ยิน ยังช่วยเชื่อมโยงการสื่อสาร บอกความต้องการของคุณให้กับคนที่คุณรัก นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระและปลอดภัย ลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน การหกล้ม การเดินชนสิ่งของจนได้รับบาดเจ็บ และช่วยลดการพึ่งพิง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหากได้รับบาดเจ็บแล้ว การฟื้นฟูร่างกายจะต้องใช้เวลานานมากกว่าวัยหนุ่มสาว

ความต้องการของคุณจะไม่ถูกละเลย…

ใส่เครื่องช่วยฟัง เพื่อสร้างบทสนทนาและความสุขเล็กๆ รอบตัวคุณ

การได้ยินดี ยกระดับคุณภาพชีวิต ได้อย่างไร?

       สุขภาพการได้ยินดีย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง แต่หากคุณบกพร่องทางการได้ยิน หรือ หูไม่ได้ยิน ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ เครื่องช่วยฟังจึงเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับผู้บกพร่องทางการได้ยิน อุปกรณ์ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาการได้ยินเพื่อให้คุณมีการได้ยินที่ดีขึ้นและยกระดับคุณภาพชีวิตของคุณให้ดีขึ้นตามลำดับ การได้ยินดีจึงเป็นกุญแจสำคัญในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข ต่อไปนี้คือ ข้อดีของการได้ยินดี…

การได้ยินดี ความสัมพันธ์ดี

การได้ยินดี = ความสัมพันธ์ดี

       เมื่อการสื่อสารเป็นรากฐานของความสัมพันธ์ สุขภาพการได้ยินที่ดีช่วยขจัดความเข้าใจผิดและความหงุดหงิดจากการพลาดบทสนทนา ลดความโดดเดี่ยวทางสังคม สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น

การได้ยินดี = สมองดี

       งานวิจัยชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการสูญเสียการได้ยินและภาวะสมองเสื่อม การดูแลการได้ยินจึงเป็นการกระตุ้นสมองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยให้สมองของคุณมีพลังและเฉียบคมอยู่เสมอ การรักษาสุขภาพการได้ยินเป็นการลงทุนที่ลดความเสี่ยงด้านสุขภาพสมองในระยะยาว และใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ

การได้ยินดี อิสระ ปลอดภัย

การได้ยินดี = ชีวิตที่อิสระและปลอดภัย

       การได้ยินดีมอบความเป็นอิสระและความปลอดภัยในทุกสถานการณ์ คุณสามารถรับรู้และตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมรอบตัวได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเสียงกริ่งประตูจากผู้มาเยี่ยมเยือน เสียงโทรศัพท์จากคนที่รัก หรือเสียงสัญญาณเตือนที่สำคัญ รู้สึกปลอดภัยเมื่อต้องอยู่คนเดียว นี่คือพลังที่ช่วยให้คุณรู้สึกมั่นคงและควบคุมชีวิตได้อย่างสมบูรณ์

การได้ยินดี = ความมั่นใจเต็มเปี่ยม

       เมื่อคุณสามารถสื่อสารและมีส่วนร่วมในวงสังคมได้อย่างชัดเจน ความมั่นใจของคุณก็จะกลับมา การได้ยินที่ดีคือเชื้อเพลิงที่ขับเคลื่อนให้คุณกล้าแสดงออก มีปฏิสัมพันธ์ และคว้าทุกโอกาสทางสังคมได้อย่างเต็มที่

สุขภาพ การได้ยินดี ความสัมพันธ์ดี

การได้ยินดี = ชีวิตที่ประหยัดและยั่งยืน

       การรักษาสุขภาพการได้ยิน คือ การตัดสินใจทางการเงินที่ชาญฉลาด เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว เพราะมันเชื่อมโยงกับสุขภาพโดยรวมที่ดีขึ้น ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุหกล้มในผู้สูงอายุ และช่วยให้คุณพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นในชีวิตประจำวัน จึงเป็นการประหยัดทั้งค่าใช้จ่ายทางการแพทย์และค่าใช้จ่ายในการดูแลในระยะยาว

การได้ยินดี = สุขภาพจิตดี

       การรักษาภาวะสูญเสียการได้ยิน คือ การมอบความสงบให้แก่จิตใจ ช่วยลดความเครียด ความวิตกกังวล และความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้าได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อคุณสามารถสื่อสารได้อย่างง่ายดาย สุขภาวะทางอารมณ์และความพึงพอใจในชีวิตโดยรวมของคุณก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้ทุกวันเต็มไปด้วยความสุข

       การดูแลสุขภาพการได้ยิน ไม่ใช่แค่การป้องกันความเสี่ยงภาวะต่างๆ ของสมองและร่างกาย แต่คือการลงทุนในคุณภาพชีวิตที่เต็มไปด้วยความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง สุขภาพที่แข็งแกร่ง และอิสรภาพที่ยั่งยืน การได้ยินดีจึงนำมาซึ่งความสุขทุกมิติของชีวิต

เลือกเครื่องช่วยฟังที่เหมาะสมกับระดับการสูญเสียการได้ยิน รองรับไลฟ์สไตล์ของคุณ พร้อมบริการหลังการขายดูแลตลอดการใช้งาน

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องช่วยฟัง พร้อมสนับสนุนการได้ยิน

logo intimex อินทิเม็กซ์

 

อินทิเม็กซ์ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องช่วยฟัง บริการตรวจการได้ยิน จำหน่ายเครื่องช่วยฟังคุณภาพสูง ออกแบบการได้ยินตามไลฟ์สไตล์บุคคล ดูแลสุขภาพการได้ยินแบบองค์รวม ตลอดการเดินทางสู่การได้ยินดี เพราะเราเชื่อว่า…

 

 

“คุณภาพของการได้ยินที่ดี คือ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

 

ทดสอบการได้ยิน
ทดลองเครื่องช่วยฟัง

053-271 533, 089 – 053 7111

 

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
เวลาทำการ :  จ. – ศ. เวลา 8.30 –  16.30 น.
และ ส. เวลา 8.00 –  16.30 น.
หยุดทุกวันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

Tel Intimex Chiangmai Facebook Intimex Chiangmai  Line Official Intimex Chiangmai

หูไม่ค่อยได้ยิน วัยทำงาน

หูไม่ค่อยได้ยิน ในวัยทำงาน อาจเป็นอุปสรรคต่อความมั่นคงและความก้าวหน้าในอาชีพ เรียนรู้วิธีรักษาสมดุล Work-life balance แม้หูไม่ได้ยิน พร้อมเคล็ดลับการจัดการปัญหาการได้ยิน

สัมผัสเสียงดัง การได้ยินลดลง Noise-Induced Hearing Loss

สัมผัสเสียงดัง เกินกว่า 85 เดซิเบลเป็นประจำ เพิ่มความเสี่ยงการสูญเสียการได้ยินจากเสียงดัง (Noise-Induced Hearing Loss) เป็นการสูญเสียการได้ยินแบบถาวรของหูชั้นใน

Presbycusis สูญเสียการได้ยินเกี่ยวข้องกับอายุ ผู้สูงอายุ

Presbycusis หรือ Age-Related hearing loss สูญเสียการได้ยินเกี่ยวข้องกับอายุ พบบ่อยที่สุดทั่วโลก เกิดจากความเสียหายภายในหูชั้นใน หรือเส้นประสาทหูที่เชื่อมไปยังสมอง การได้ยินลดลงแบบค่อยเป็นค่อยไป

อันตรายของเสียง ผลกระทบ สูญเสียการได้ยิน หูตึง วัยทำงาน

อันตรายของเสียง ผลกระทบมากกว่าที่คุณคิด หากคุณต้องสัมผัสกับเสียงดังเป็นระยะเวลานานๆ นอกจากเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยิน หรือหูตึงแล้ว ยังเสี่ยงกับปัญหาด้านอื่นๆ อีกด้วย

4 วิธีการรับมือ ผู้สูงอายุ หูตึง หูไม่ได้ยิน

       ขึ้นชื่อว่า “ผู้สูงอายุ” ก็จะมาพร้อมกับโรคภัยไข้เจ็บสารพัด ใดๆ เลย การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ แต่เหล่าสูงวัยเองก็มักหนีไม่พ้น หูเอย ตาเอย แขนขาเอย โดยเฉพาะหู ที่เริ่มจะไม่ได้ยินหรือหูตึงนั่นเอง แล้วจะมีวิธีการรับมือหูตึงในวัยสูงอายุนี้ได้อย่างไร?  

ผู้สูงอายุ หูตึง ผลกระทบมากกว่าที่คิด


       ไม่ว่าใครก็ตาม เมื่อต้องเผชิญกับภาวะสูญเสียการได้ยิน หูไม่ได้ยิน หรือ หูตึง มักจะรู้สึกว่าการสื่อสารกับผู้อื่นนั้นเป็นเรื่องที่ยาก หรือน่าอึดอัดใจ

       โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ต้องเผชิญกับอาการหูไม่ค่อยได้ยิน ซึ่งเป็นผลมาจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ผู้สูงอายุรู้สึกโดดเดี่ยว เหมือนโดนแยกออกจากโลกภายนอก รู้สึกซึมเศร้า ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพในด้านอื่นได้อีกด้วย

หูตึง ประสาทหูเสื่อม ตามอายุ

      ภาวะหูตึงในผู้สูงอายุ หรือประสาทหูเสื่อมตามอายุ (Presbycusis) เป็นอาการเสื่อมของเซลล์ขนรับเสียงในหูชั้นใน ความเสื่อมจะกระทบไปถึงช่วงความถี่กลางซึ่งเป็นความถี่ช่วงเสียงพูด ทำให้เริ่มฟังไม่ชัดเจน มักจะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังสามารถเกิดได้กับผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือด เป็นต้น

“สูงวัย อย่างมีความสุข” ได้อย่างไร?

ดูแลผู้สูงอายุ

       มีผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่มีการสูญเสียการได้ยิน ทั้งที่ยอมรับตัวเองได้ และยังไม่ยอมรับตัวเองว่าหูไม่ได้ยิน การยอมรับตัวเองได้เร็ว และหาอุปกรณ์ช่วย จะเป็นผลดีต่อตัวผู้สูงอายุเอง

ผู้สูงอายุ หูตึง หูไม่ได้ยิน

เรียนรู้ 4 วิธีการรับมือ สำหรับผู้สูงอายุและบุคคลในครอบครัว

1. ลูกหลานควรเห็นอกเห็นใจ และผู้สูงอายุต้องเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลง

       การดูแลหรือพูดคุยกับผู้สูงอายุที่สูญเสียการได้ยินหรือหูตึง อาจทำให้ลูกหลานรู้สึกหงุดหงิดที่ต้องพูดเรื่องเดิมซ้ำๆ เนื่องจากผู้สูงอายุไม่สามารถเข้าใจได้ในครั้งเดียวที่พูดด้วย แต่เชื่อเถอะว่าคนที่รู้สึกอึดอัดใจมากกว่า ก็คือตัวผู้สูงอายุเอง ที่ต้องสูญเสียความสามารถทางการได้ยิน เพราะฉะนั้นเมื่อพูดกับผู้สูงอายุแล้วท่านไม่เข้าใจ ลองเปลี่ยนวิธีการพูดหรือเปลี่ยนประโยคพูดใหม่ อย่าพูดจบแล้วเดินหนี เพราะท่านอาจคิดมาก น้อยใจ รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าและไม่สำคัญกับคนในครอบครัว

       ตัวผู้สูงอายุเองก็ควรพูดหรือโต้ตอบไปตามที่ตนเองเข้าใจ อย่าคิดมากและอย่ากลัวที่จะพูด การพูดโต้ตอบเพื่อกระตุ้นให้สมองได้ทำงานบ้าง หยุดเครียดคิดมากวิตกกังวลและใช้ชีวิตให้มีความสุข ทำความเข้าใจและยอมรับว่าร่างกายของตนนั้นเสื่อมถอยลงตามอายุ และอารมณ์ที่แปรปรวน หงุดหงิดง่าย หรือน้อยใจ 1 วัน หลากหลายอารมณ์นั่นก็เพราะการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน

2. ผู้สูงอายุต้องยอมรับตัวเอง ลูกหลานต้องมีความอดทน

ผู้สูงอายุต้องยอมรับตัวเอง และลูกหลานต้องมีความอดทน

       การยอมรับว่าตนเองหูไม่ได้ยิน หรือสูญเสียความสามารถทางการได้ยินไปเป็นเรื่องที่ยากสำหรับผู้สูงอายุ เนื่องจากเป็นการเสื่อมของประสาทการได้ยินที่ค่อยๆ เสื่อมลงโดยไม่รู้ตัว และคิดว่าตนเองไม่ได้มีปัญหาการได้ยิน
       ลูกหลานหรือคนในครอบครัวจำเป็นต้องสื่อสารกับท่านด้วยความอดทน พยายามพูดคุย และรับฟัง แลกเปลี่ยนวิธีแก้ไขปัญหาร่วมกัน ในขณะเดียวกันต้องพยายามให้ท่านได้รับทราบเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่จะช่วยให้ท่านได้ยิน เพื่อรอวันที่ท่านพร้อมจะเปิดใจรับความช่วยเหลือ

3. ผู้สูงอายุควรหากิจกรรมทำ ลูกหลานส่งเสริมความมีคุณค่าให้กับผู้สูงอายุ

       มีผลการศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่า การสูญเสียการได้ยินในผู้สูงอายุมีความสัมพันธ์โดยตรงกับอารมณ์ของผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ความวิตกกังวล ความรู้สึกเศร้า ความรู้สึกโดดเดี่ยว ความคิดในแง่ลบต่างๆ หรือความอึดอัดที่ทำให้หงุดหงิดง่าย

       ดังนั้น ผู้สูงอายุควรหากิจกรรม หรืองานอดิเรกที่ชื่นชอบทำ เพื่อลดความเครียด วิตกกังวล เช่น การเดินออกกำลังกาย ปลูกผัก รดน้ำต้นไม้ หรือพบปะเพื่อนฝูง และลูกหลานควรทำความเข้าอกเข้าใจกับอารมณ์ต่างๆ เหล่านี้ที่ผู้สูงอายุต้องเผชิญในแต่ละวัน จะทำให้เราเข้าใจการแสดงออกของท่านได้มากขึ้น หมั่นหากิจกรรมทำร่วมกัน เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว

4. คำนึงถึงผู้สูงอายุเสมอ

คำนึงถึงผู้สูงอายุเสมอ-

      เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณต้องพูดกับผู้สูงอายุที่หูไม่ค่อยได้ยิน ให้พูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ พูดช้าๆ และทำรูปปากให้ชัดเจนเพื่อที่อย่างน้อยท่านจะได้สามารถอ่านปาก ประกอบเสียงที่ได้ยินได้บ้าง

      ผู้สูงอายุจะจำได้ไม่ดีเท่าคนที่อายุน้อย เพราะเกิดจากความเสื่อมและความช้าของสมองในการรับรู้และประมวลผล

      การแก้ปัญหาหูไม่ได้ยิน หูตึง ในผู้สูงอายุ

      อาการหูตึงในผู้สูงอายุ หรือการที่ประสาทรับเสียงเสื่อมตามวัยนั้นเป็นภาวะความเสื่อมของอวัยวะ การช่วยเหลือโดยการใช้เครื่องช่วยฟังถือเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยขยายเสียงจากผู้พูด เพื่อให้ผู้สูงอายุได้ยินอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ผู้สูงอายุ หูตึง หูไม่ได้ยิน ใส่เครื่องช่วยฟัง

      อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากตัวของผู้ร่วมสนทนาหรือผู้พูดที่ต้องเข้าใจธรรมชาติของอาการหูตึงในผู้สูงอายุและพยายามปรับการพูด เพื่อให้ผู้สูงอายุทำความเข้าใจบทสนทนาระหว่างกันได้ง่ายมากยิ่งขึ้น โดยหลักการพูดเมื่อต้องพูดกับผู้สูงอายุที่หูไม่ได้ยิน มีดังนี้

• พยายามพูดในที่ที่ไม่มีเสียงรบกวน หรือลดเสียงรบกวนรอบข้างระหว่างการพูดคุย
• พูดออกเสียงช้าๆ ชัดๆ พูดคำให้ครบ ไม่พูดงึมงำในคอ และตรวจสอบว่าผู้สูงอายุท่านเข้าใจ
• ใช้ท่าทางมือและสีหน้าประกอบในการสื่อความหมายของสิ่งที่ต้องการจะสื่อสาร

อินทิเม็กซ์ เรามุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีปัญหาการได้ยิน ให้มีสุขภาพการได้ยินที่ดีไปพร้อมกับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี

intimex อินทิเม็กซ์

ปรึกษาการได้ยินในผู้สูงอายุ

บริการทดสอบการได้ยิน ทดลองเครื่องช่วยฟัง ผู้สูงอายุ

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
Facebook : hearingchiangmai
Line : @hearingchiangmai

อาการสูญเสียการได้ยินในเด็ก

 

     การสูญเสียการได้ยินในเด็ก มักจะตรวจพบได้ด้วยการตรวจคัดกรองการได้ยินของทารกแรกเกิดหลังคลอด (OAE) ประมาณ 2 วัน และพ่อแม่บางรายอาจตรวจพบการสูญเสียการได้ยินของลูกในภายหลังได้

 

สาเหตุการสูญเสียการได้ยินของทารก

     การสูญเสียการได้ยินของทารก ส่วนใหญ่มีสาเหตุ 3 ประการ


1. การติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย
2. ผลข้างเคียงที่เป็นพิษจากยา
3. พันธุกรรม (50 – 60 % ของกรณีการสูญเสียการได้ยินของทารก ตามรายงานของ CDC หลายครั้งที่เด็กที่สูญเสียการได้ยินเกิดจากยีนด้อยในพ่อแม่คนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคน โรคเหล่านี้บางโรคอาจถูกตรวจพบโดยเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจคัดกรองทางพันธุกรรมในระหว่างตั้งครรภ์)

 

อาการสูญเสียการได้ยิน ในเด็ก

     หากพบพฤติกรรมดังต่อไปนี้ อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าลูกของคุณอาจมีปัญหาการได้ยิน


Baby and hearing

  • พัฒนาการด้านการพูดและภาษาล่าช้า
  • เด็กไม่สะดุ้ง เมื่อมีเสียงดัง
  • เด็กไม่สามารถระบุตำแหน่งของเสียงได้
  • ผลงานไม่ดีในโรงเรียน
  • ปัญหาพฤติกรรมในโรงเรียน
  • การวินิจฉัยความบกพร่องทางการเรียนรู้

โปรดหมั่นสังเกตพฤติกรรมของลูกน้อยเป็นไปตาม พัฒนาการแต่ละช่วงวัย หรือไม่

 

 

การตรวจคัดกรองการได้ยิน

ทารกแรกเกิด เด็กเล็ก


     การตรวจคัดกรองการได้ยินในทารก หรือเด็กเล็ก สามารถตรวจได้ในสถานพยาบาลที่มีแผนกหู คอ จมูก และวิธีที่นิยมตรวจ มีดังนี้

     Otoacoustic emissions (OAE) การวัดการตอบสนองของทารกที่มีต่อเสียง โดยวัดเสียงสะท้อนของหูชั้นในแต่ละข้าง

     – Auditory Brainstem Response (ABR) การตรวจการได้ยินระดับก้านสมอง วัดว่าประสาทหูตอบสนองต่อเสียงอย่างไรผ่านขั้วไฟฟ้าขนาดเล็กที่วางอยู่บนศีรษะของทารก ตรวจในขณะที่ทารกหลับ

หมายเหตุ : ลูกน้อยของคุณจะได้รับการตรวจแบบ ABR ก็ต่อเมื่อการตรวจ OAE ไม่ผ่าน

 

 

เมื่อตรวจพบว่า ลูกมีการสูญเสียการได้ยิน

ควรทำอย่างไร?


 

      การสูญเสียการได้ยินถาวรไม่สามารถกู้คืนได้ และมักจะเกี่ยวข้องกับความเสียหายที่เกิดจากประสาทหูหรือเซลล์ขนเล็กๆ ของหูชั้นใน สำหรับคนส่วนใหญ่ ทางเลือกในการรักษาที่ดีที่สุดคือ การใส่เครื่องช่วยฟังอย่างเหมาะสม และในบางกรณี อาจแนะนำการผ่าตัดประสาทหูเทียม

kid-playing

 

      การตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดเป็นวิธีที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยและการรักษาในระยะแรก หากสามารถวินิจฉัยการสูญเสียการได้ยินและดำเนินการรักษาภายใน อายุ 6 เดือน จะทำให้เด็กมีพัฒนาการด้านการพูด ภาษา อารมณ์และสังคมอย่างเหมาะสม

 

 

      การสูญเสียการได้ยินในเด็ก ไม่ว่าจะทั้งสองข้างหรือข้างเดียว ในระดับเล็กน้อยหรือระดับรุนแรง มีผลต่อพัฒนาการทางภาษาที่ช้ากว่าเด็กที่มีการได้ยินปกติ โดยเฉพาะทักษะการฟังและแยกเสียง รวมถึงทักษะในการรับรู้ และแสดงออกของภาษา เพราะฉะนั้นการได้ยินในวัยเด็ก จึงสำคัญ

 

 

      หากคุณสงสัยว่า บุตรหลาน หรือคนใกล้ชิดสูญเสียการได้ยิน โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการได้ยินหรือนักโสตสัมผัสวิทยาใกล้บ้านคุณ ยิ่งคุณได้รับการรักษาเร็วเท่าไหร่ ผลลัพธ์ของคุณก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น

ศูนย์เพื่อเด็กพิเศษแสงเหนือ เด็กพัฒนาการช้า พูดช้า เด็กไม่พูด

ปรึกษาด้านพัฒนาการเด็ก ลูกไม่พูด พูดช้า ปัญหาพฤติกรรมเด็ก

 

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่ ยินดีให้คำปรึกษาด้านการได้ยิน
โทร: 053-271533, 089-0537111
Facebook : m.me/hearingchiangmai
Line : line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

 


ขอขอบคุณข้อมูล : healthyhearing.com, หนังสือคำแนะนำการคัดกรอง การได้ยินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย [หน้า 14, 2562] 

 

ประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน

 

หู คือ อวัยวะในการรับฟังเสียง

ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ หูชั้นนอก หูชั้นกลาง และหูชั้นใน

 

       การเสื่อมของประสาทหูเกิดขึ้นได้ทุกช่วงวัย โดยส่วนใหญ่แล้วมักพบในวัยสูงอายุ สำหรับโรคประสาทหูเสื่อม ชนิดเฉียบพลัน หรือ โรคหูดับฉับพลัน (Sudden Sensorineural Hearing Loss) เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมของประสาทหูชั้นใน เกิดขึ้นข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างอย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาสั้นๆ ทำให้ระดับการได้ยินลดลงอย่างรวดเร็ว บางรายอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีเสียงดังในหู (เสียงจั๊กจั่น จิ้งหรีด) หูอื้อ เวียนศีรษะ อาเจียน เสียการทรงตัว เป็นต้น

 

ประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน แบ่งได้ 2 สาเหตุ ดังนี้


แบบไม่ทราบสาเหตุ

  1. การติดเชื้อไวรัส เช่น โรคหัดเยอรมัน งูสวัด คางทูม ไข้หวัดใหญ่ ฯลฯ
  2. การอุดตันของหลอดเลือดที่ใช้ในการหล่อเลี้ยงหูชั้นใน
  3. การรั่วของน้ำในหูชั้นในเข้าไปยังหูชั้นกลาง เช่น การสั่งน้ำมูก/ไอ แบบรุนแรง

แบบทราบสาเหตุ

  1. การบาดเจ็บ เช่น ศีรษะกระแทก การผ่าตัดหู ความดันชั้นบรรยากาศเปลี่ยนแปลง
  2. เนื้องอก
  3. การติดเชื้อของหูชั้นใน เช่น การอักเสบ
  4. สารพิษ/พิษจากยา เช่น ยาแอสไพริน ยาขับปัสสาวะ ยาบางชนิดอาจทำให้ประสาทหูเสื่อมอย่างถาวร เช่น ยาต้านจุลชีพกลุ่ม อะมิโนไกลโคไซด์ (สเตรปโตมัยซิน กานามัยซิน เจนตามัยซิน นีโอมัยซิน อะมิกาซิน) อาจเกิดทันทีหลังจากการใช้ยา หรือหลังจากหยุดยาไประยะหนึ่งแล้ว
  5. โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

 

ขั้นตอนการรักษา ประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน


       ในกรณีผู้ป่วยที่ทราบสาเหตุ แพทย์จะทำการรักษาโดยให้ยารักษาตามอาการ และกรณีผู้ป่วยที่ไม่ทราบสาเหตุ หากผู้ป่วยได้รับการรักษาจากแพทย์โดยเร็วใน 2 สัปดาห์แรก หลังจากมีอาการ และได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ผู้ป่วยสามารถกลับมาได้ยินเป็นปกติได้ (ส่วนใหญ่การได้ยินมักจะดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์แรกของการสูญเสียการได้ยิน)

       แพทย์จะแนะนำผู้ป่วยตรวจวัดระดับการได้ยินเป็นระยะๆ เพื่อประเมินผลการรักษา และอาจนัดติดตามผู้ป่วยในระยะยาว เนื่องจากผู้ป่วยบางรายไม่ทราบสาเหตุ อาจพบสาเหตุในภายหลังได้

 

นอกจากนั้นผู้ป่วยควรป้องกันไม่ให้ประสาทหูเสื่อมมากขึ้น

โดย;-

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสเสียงดัง
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคไต โรคกรดยูริกในเลือดสูง โรคซีด ควรควบคุมโรคให้ดี
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีพิษต่อประสาทหู เช่น แอสไพริน อะมิโนไกลโคไซด์ ควินิน
  • หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ หรือการกระทบกระเทือนบริเวณหู
  • ลดอาหารเค็ม หรือเครื่องดื่มบางประเภทที่มีสารกระตุ้นประสาท เช่น กาแฟ ชา น้ำอัดลม (มีสารคาเฟอีน) งดสูบบุหรี่ (มีสารนิโคติน)
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดความเครียด วิตกกังวล
  • นอนหลับ พักผ่อนให้เพียงพอ

 

ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยของแพทย์ และแนวทางการรักษาโรคประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน

 

 

 

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการสูญเสียการได้ยินแบบเฉียบพลัน เราพร้อมให้คำปรึกษา

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
Facebook: m.me/hearingchiangmai
Line: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai