2023 How to use Dry Bag

 

       การดูแลเครื่องช่วยฟัง อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยยืดอายุการใช้งานให้กับเครื่องช่วยฟังและเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด นั่นคือ การเก็บรักษาเครื่องช่วยฟังหลังจากการใช้งานไว้ในภาชนะบรรจุสารดูดความชื้นที่มีประสิทธิภาพอย่าง DRY BAG

       การดูแลเครื่องช่วยฟังอย่างถูกวิธี และเพื่อให้สารดูดความชื้น DRY BAG ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สามารถทำได้ง่ายๆ ตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้

 

 

ขั้นตอน การใช้ DRY BAG

สารดูดความชื้น สำหรับเครื่องช่วยฟัง


 

How to use dry bag สารดูดความชื้น เครื่องช่วยฟัง

 

นำ DRY BAG ออกจากซอง เขียนวัน เดือน ปี ที่หมดอายุ โดยนับถัดไปอีก 1 เดือน หลังจากวันที่เปิดใช้งาน

 

เช่น เปิดใช้งาน คือ 1 ก.ค. 66 ให้เขียน วันหมดอายุ คือ 1 ส.ค. 66

 


How to use dry bag สารดูดความชื้น เครื่องช่วยฟัง

 

 

วางเครื่องช่วยฟังลงบน DRY BAG และเปิดรังถ่านทิ้งไว้

(แยกแบตเตอรี่ออกไว้ด้านนอกภาชนะ *ทุกครั้งหลังเลิกใช้งาน)

 

 


03 How to use dry bag สารดูดความชื้น เครื่องช่วยฟัง

 

 

ปิดฝาภาชนะให้สนิท ทั้งก่อน – หลังใช้งาน เพื่อรักษาประสิทธิภาพการทำงานของ Dry Bag

 

 


 

 

หลังจากเลิกใช้งาน ควรเก็บเครื่องช่วยฟังไว้ในกระปุกที่บรรจุสารดูดความชื้นเครื่องช่วยฟัง DRY BAG อย่างสม่ำเสมอ DRY BAG จะช่วยดูดซับความชื้นที่สะสมภายในเครื่องช่วยฟัง ช่วยยืดอายุการใช้งานให้กับเครื่องช่วยฟัง

 

 

 

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ปกป้องความชื้นให้กับเครื่องช่วยฟัง ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
เฟซบุ๊ค: hearingchiangmai
ไลน์: @hearingchiangmai

โฟลิก โฟเลต กับ การได้ยินในผู้สูงอายุ

 

โฟลิก หรือ โฟเลต เป็นวิตามินตัวเดียวกัน นั่นคือ วิตามินบี 9 เพียงแต่มีชื่อเรียกแตกต่างกัน โดย “โฟลิก” เป็นชื่อเรียกของวิตามินบี 9 ที่ได้มาจากการสังเคราะห์ขึ้น ส่วน “โฟเลต” เป็นชื่อเรียกของวิตามินบี 9 ที่ได้รับจากอาหารตามธรรมชาติ

 


Lucy Wills

 

โฟเลต (Folate) ถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1930 เมื่อ Lucy Wills รายงานว่า สารสกัดจากยีสต์สามารถรักษาภาวะโลหิตจางชนิดเมกาโลบลาสติกในหญิงตั้งครรภ์ได้ ต่อมาในปี ค.ศ. 1941 สารนี้ได้ถูกพบในพืชผักอีกหลายชนิด เช่น ผักขม อัลฟาฟา จึงถูกเรียกว่า “โฟเลต” ซึ่งมาจากคำในภาษาลาตินว่า Folium หมายถึง ใบไม้ เมื่อเอ่ยถึงสารโฟเลต จึงทำให้นึกถึงใบไม้ ใบหญ้า ผักใบเขียว

 


 

โฟลิก ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ควบคุมการทำงานของสมอง มีบทบาทสำคัญในการสังเคราะห์โปรตีน และไม่ใช่แค่ลดโอกาสเสี่ยงการพิการแต่กำเนิดเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เจริญอาหาร แก้อาการอ่อนเพลีย ป้องกันภาวะซีดหรือโลหิตจาง ป้องกันโรค NCDs และโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease)

 

โฟลิก โฟเลต กับผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุควรรับประทานอาหารที่มีโฟเลตหรือโฟลิกสูง  ทั้งนี้มีผลการวิจัยยืนยันว่า…

 

“การได้รับกรดโฟลิกอย่างเพียงพอประมาณ 800 ไมโครกรัมต่อวัน สามารถลดระดับของสารโฮโมซีสเตอีนได้ถึงร้อยละ 25 จึงสามารถชะลอการสูญเสียการได้ยินในผู้สูงอายุได้ (Homocysteine Lowering Trialists’ Collaboration, 1998)”

 

      สารโฮโมซีสเตอีนในเลือดเกิดจากการรับประทานอาหารโปรตีนมากเกินไป เป็นสารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย หากมีมากเกินกว่าระดับที่ควรเป็นจะทำลายหลอดเลือด โดยเฉพาะหลอดเลือดขนาดเล็ก เช่น หลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดที่อยู่ในสมอง รวมถึงหลอดเลือดที่เลี้ยงประสาทหู โดยจะมีผลทำให้หลอดเลือดดังกล่าวมีโอกาสตีบและอุดตันได้ง่ายกว่าที่ระดับของโฮโมซีสเตอีนในเลือดปกติ

 

รับประทานโฟลิกในปริมาณที่เหมาะสมร่วมกับวิตามินบี 6 และ บี 12 จะช่วยลดภาวะที่มีสารโฮโมซิสเทอีนเลือดสูง และลดความเสี่ยงโรคโลหิตจาง

 

ดังนั้น โฟลิก หรือโฟเลต มีความสำคัญในการรักษาระดับของโฮโมซีสเตอีนในเลือดไม่ให้สูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น ลดโอกาสเสี่ยงจากผนังหลอดเลือดถูกทำลาย และยังมีส่วนช่วยในการชะลอการสูญเสียการได้ยิน

 

 

ปรึกษาทุกปัญหาการได้ยินและตรวจการได้ยิน ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

เครื่องช่วยฟัง กับความชื้น

 

      ความชื้น (Humidity) เกิดจากปริมาณไอน้ำที่มีอยู่ในอากาศ หากในอากาศมีปริมาณไอน้ำปะปนอยู่มาก แสดงว่ามีความชื้นมาก เช่นเดียวกันกับในบริเวณที่อากาศ มีปริมาณไอน้ำปะปนอยู่น้อย บริเวณนั้นจะมีความชื้นน้อย ซึ่งความชื้นของอากาศสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความดันและอุณหภูมิ

 

การรักษาระดับความชื้นภายในบ้านให้เหมาะสมถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ โดย The American Society of Heating, Refrigerating and Air-Conditioning Engineers (ASHRAE) กล่าวว่า ความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสมของมนุษย์อยู่ระหว่าง 30 – 60 เปอร์เซ็นต์

 

ความชื้น ส่งผลเสียกับ “เครื่องช่วยฟัง” อย่างไร?

    ความชื้นในอากาศเป็นสิ่งที่หลายๆ คนมองข้าม แต่ในความเป็นจริงแล้วสภาพอากาศที่มีความชื้นมากเกินไปหรือน้อยเกินไปอาจส่งผลต่อสุขภาพ และอุปกรณ์เครื่องช่วยฟังของเราได้

within Hearing Aids

 

 

“เครื่องช่วยฟัง ประกอบด้วยชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น แผงวงจร และสายไฟ”

 

 

    ความชื้น สาเหตุสำคัญที่ทำให้ชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในเครื่องช่วยฟังเสียหาย ความชื้นที่สูงจะทำให้เกิดปัญหาการนำไฟฟ้าของอุปกรณ์ บางครั้งอาจเกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้ รวมถึงการสึกกร่อนของอุปกรณ์ที่เกิดจากการเป็น “สนิม” และในขณะที่ความชื้นต่ำเกินไปก็จะทำให้อุปกรณ์เปราะหักได้ง่าย

 

      หากเราเก็บอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไว้ในบริเวณที่มีอากาศชื้น หรืออากาศเย็นเกินไป การนำมาใช้ต้องเพิ่มความระมัดระวัง ควรนำมาวางไว้ในสภาพอากาศและอุณภูมิห้องปกติสักพัก ก่อนเปิดใช้งาน และหลังจากใช้งานเสร็จควรเก็บไว้ในกล่องพลาสติก หรือกล่องสูญญากาศ ภายในกล่องบรรจุสารดูดความชื้นไว้ เพื่อยืดอายุการใช้งานเครื่องช่วยฟัง

 

Hearing-care product

 

ปรึกษาปัญหาการได้ยินและเครื่องช่วยฟัง ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

ขอบคุณข้อมูล : Sod Engineering

8 วิธี ชะลอประสาทหูเสื่อม

 

        ปัญหาการได้ยิน หรือการได้ยินบกพร่องเกิดขึ้นได้ทุกช่วงวัยไม่เพียงแต่ในวัยผู้สูงอายุเท่านั้น และสำหรับผู้ที่มีปัญหาการได้ยินอันเนื่องมาจากประสาทหูเสื่อม ควรหาสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้ประสาทหูเสื่อมลงหรือเสื่อมเร็วขึ้นกว่าปกติ และควรป้องกันไม่ให้ประสาทหูเสื่อมมากขึ้น โดย

 

8 วิธี ชะลอความเสื่อมของประสาทหู


1. หลีกเลี่ยงเสียงดัง เช่น บริเวณที่มีการก่อสร้าง สถานบันเทิง เป็นต้น

2. ควบคุมโรคให้ดี หากเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคไต โรคกรดยูริกในเลือดสูง โรคซีด โรคเลือด โรคเหล่านี้ทำให้เลือดไปเลี้ยงประสาทหูน้อยลง ประสาทรับเสียงเสื่อมมากหรือเร็วขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น

3. หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีพิษต่อประสาทหู เช่น ยาแอสไพริน ยาควินิน

4. หลีกเลี่ยงอันตราย ที่อาจก่อให้อุบัติเหตุ หรือการกระทบกระเทือนบริเวณหู เช่น การเล่นฟุตบอล กีฬาเทควันโด้

5. หลีกเลี่ยงการติดเชื้อของหู หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น หวัด ทอนซิลอักเสบ ไซนัสอักเสบ

6. ลดอาหารเค็ม หรือเครื่องดื่มบางประเภทที่มีสารกระตุ้นประสาท เช่น กาแฟ ชา เครื่องดื่มน้ำอัดลม (มีสารคาเฟอีน), งดการสูบบุหรี่ (มีสารนิโคติน) ซึ่งสารคาเฟอีนและสารนิโคติน ทำให้เลือดไปเลี้ยงประสาทหูน้อยลง ทำให้ประสาทรับเสียงเสื่อมมาก หรือเร็วขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น

7. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดความเครียด วิตกกังวล

8. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 7 – 8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่

 

ชะลอความเสื่อมของ ประสาทหู

ประสาทหูเสื่อมที่เกิดจากการเสื่อมตามอายุ ไม่มีอันตรายร้ายแรงใดๆ แต่หากเสื่อมจากสาเหตุอื่น ควรพบแพทย์หู คอ จมูกเพื่อตรวจหาสาเหตุโดยเร็ว

 

 

ปรึกษาปัญหาการได้ยิน ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

น้ำเข้าหู ทำอย่างไรดี

 

        หลายท่านอาจกังวลและรู้สึกรำคาญใจกับอาการน้ำเข้าหู ซึ่งเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุจากกิจกรรมทางน้ำ เช่น การว่ายน้ำ การเล่นน้ำ ฯลฯ หรือแม้กระทั่งการสระผมที่เป็นกิจวัตรประจำวันของเราทุกคน

 

            อย่างไรก็ตาม เมื่อน้ำเข้าหู ไม่ควรปล่อยให้น้ำติดค้างอยู่ภายในหูนานเกินไป เนื่องจากอาจก่อให้เกิดการก่อตัวของแบคทีเรียในช่องหู และทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อนำไปสู่ภาวะโรคหูชั้นนอกอักเสบ (Otitis externa หรือ Swimmer’s ear) ได้ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเยื่อแก้วหูทะลุ หรือใส่ท่อระบายที่แก้วหู หรือหูชั้นนอกอักเสบบ่อยๆ แพทย์มักแนะนำไม่ให้น้ำเข้าหู ฉะนั้นควรป้องกันอย่างเคร่งครัด

 

4 วิธี ไม่ควรทำเมื่อ น้ำเข้าหู


1. หลีกเลี่ยงการใช้ไม้พันสำลี เพราะไม้พันสำลีจะดันน้ำและขี้หูให้เข้าไปลึกกว่าเดิม และอาจเกิดแผลถลอกในช่องหูได้

2. อย่าใช้นิ้ว หรือเล็บสอดเข้าไปในหู

3. การใช้ยาหยอดหู ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

4. ไม่แนะนำ วิธีการใช้น้ำส้มสายชูผสมกับแอลกอฮอล์หยอดหู เนื่องจากน้ำส้มสายชูอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้

 

 

4 วิธี ควรทำเมื่อ น้ำเข้าหู


น้ำเข้าหู เอียงศีรษะ

1. เอียงศีรษะ : เอียงศีรษะข้างที่น้ำเข้าหูให้ขนานกับพื้น และดึงติ่งหูลง เพื่อให้ช่องหูยืดตรงและช่วยให้น้ำไหลออกมาได้สะดวกขึ้น

2. สร้างแรงดัน : เอียงศีรษะข้างที่น้ำเข้าหูให้ขนานกับพื้น แล้วนำฝ่ามือกดที่หูอย่างนุ่มนวลและคลายออก ทำจนกว่าน้ำในหูจะไหลออกมา

3. ลดแรงตึงผิว : เอียงศีรษะข้างที่น้ำเข้าหูขึ้นข้างบน จากนั้นหยดน้ำสะอาดลงไปในหูเล็กน้อยรอ 1-2 วินาที และรีบเอียงหูด้านที่มีน้ำเข้าหูให้ขนานกับพื้น เพื่อให้น้ำไหลออกจากหู น้ำที่ไหลออกจะรู้สึกอุ่นๆ วิธีการนี้เป็นการเพิ่มปริมาณน้ำเพื่อลดแรงตึงผิวของน้ำในหู

4. ทำน้ำในหูให้แห้ง : ใช้เครื่องเป่าผมปรับค่าต่ำสุดเป่าเข้าไปในหู โดยรักษาระยะห่างของเครื่องและใบหูพอสมควร

 

 

หากลองปฏิบัตทั้ง 4 วิธีข้างต้นแล้ว อาการน้ำเข้าหูยังไม่ดีขึ้น แนะนำให้ควรพบแพทย์

 

 

ปรึกษาปัญหาการได้ยิน นัดหมายตรวจการได้ยิน

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

5 เหตุผล คนไม่ยอมทดสอบการได้ยิน

 

       การทดสอบการได้ยิน หรือ การตรวจการได้ยิน (Hearing Test) เป็นการตรวจวัดสมรรถภาพการได้ยิน เพื่อหาระดับการได้ยินของหูทั้ง 2 ข้าง และเพื่อวินิจฉัยความผิดปกติของระบบการได้ยิน โดยระดับการได้ยิน “ปกติ” จะอยู่ระหว่าง -10 ถึง 25 เดซิเบล หากระดับการได้ยินมากกว่า 25 เดซิเบล ถือว่าการได้ยินของคุณมีความผิดปกติ และต่อไปนี้คือ

 

5 เหตุผล ที่คนส่วนมาก “ไม่ยอมทดสอบการได้ยิน”

 

1. ฉันยังเด็กเกินไปที่จะทำการทดสอบการได้ยิน


ทดสอบการได้ยิน Hearing Test

    คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าการสูญเสียการได้ยิน มักเกิดขึ้นกับคนที่มีอายุมากหรือในผู้สูงอายุ ซึ่งการสูญเสียการได้ยินยังสามารถถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม การเกิดอุบัติเหตุ สภาพแวดล้อมในการทำงาน และการได้รับเสียงดังเป็นเวลาต่อเนื่องนานๆ เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุให้เกิดการสูญเสียการได้ยินเช่นกัน หากคุณสงสัยว่าตัวเองมีอาการสูญเสียการได้ยิน อย่าให้อายุเป็นตัวกำหนดการทดสอบการได้ยิน ทุกคนควรมีการทดสอบการได้ยินอย่างน้อย 1 ครั้ง

 

2. ฉันยังได้ยินเสียงดีอยู่


    สัญญาณเริ่มต้นของการสูญเสียการได้ยินมักจะสามารถชดเชยได้โดยการเพิ่มระดับเสียงขึ้น การเอนตัวเพื่อฟังการสนทนา หรือการขอให้คู่สนทนาพูดซ้ำ วิธีการเหล่านี้มีความเป็นไปได้ว่าคุณกำลังมีปัญหาการได้ยิน คุณอาจคิดว่าผู้คนกำลังพูดเบาเกินไปหรือสภาพแวดล้อมของคุณมีเสียงดังเกินไป แต่ถ้าคนอื่นสังเกตเห็นความบกพร่องทางการได้ยินของคุณ หรือถ้าคนรอบข้างคุณไม่ตอบสนองต่อเสียงรบกวนเช่นเดียวกับคุณ คุณควรพิจารณาเข้ารับการตรวจเช็คการได้ยินของคุณ

 

3. ฉันอาย


    การสูญเสียการได้ยินมักเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ และคนส่วนมากมักจะอายกับการใส่เครื่องช่วยฟัง บางคนมีความกังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์เมื่อรู้ว่าต้องใส่เครื่องช่วยฟัง อย่างไรก็ตามการขอให้ผู้อื่นพูดซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง อาจเป็นเรื่องที่น่าอายและเกิดความรำคาญใจเช่นกัน

    ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของเครื่องช่วยฟังในปัจจุบัน ได้มีการออกแบบเครื่องช่วยฟังให้มีรูปลักษณ์ที่ทันสมัย ขนาดเล็กกะทัดรัด และมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบที่แทบจะไม่สามารถมองเห็นได้ในเวลาที่คุณสวมใส่

 

4. ฉันไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร ฉันจำเป็นต้องให้แพทย์แนะนำมาตรวจก่อนหรือไม่?


    คุณสามารถนัดหมายการทดสอบการได้ยินด้วยตัวของคุณเอง และสามารถนัดหมายได้ทันทีเมื่อคุณสงสัยว่าการได้ยินของคุณลดลง คุณไม่จำเป็นต้องรอให้แพทย์ส่งตัวเพื่อทำการทดสอบการได้ยิน

 

5. ฉันไม่สามารถซื้อเครื่องช่วยฟังได้


    แม้ว่าเครื่องช่วยฟังอาจมีราคาแพง แต่ผู้ให้บริการเครื่องช่วยฟังหลายรายมีแผนการจ่ายเงินที่สามารถช่วยบรรเทาความกังวลทางการเงินของคุณได้ และเพื่อการได้ยินที่ดีอีกครั้ง รวมถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

 

 

การสูญเสียการได้ยินมีความเชื่อมโยงถึงภาวะซึมเศร้าและสมองเสื่อมได้

 

 

ปรึกษาปัญหาการได้ยิน นัดหมายตรวจการได้ยิน

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
Facebook : m.me/hearingchiangmai
Line : line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

รู้จัก แบตเตอรี่ เครื่องช่วยฟัง

 

       เครื่องช่วยฟังเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำงานด้วยแบตเตอรี่ ปัจจุบันเครื่องช่วยฟังมีให้เลือกใช้งานอยู่ 2 แบบ คือ แบบทำงานด้วยแบตเตอรี่ใช้แล้วทิ้ง และแบตเตอรี่แบบชาร์จไฟ โดยบทความนี้จะพาท่านไปทำความรู้จักกับแบตเตอรี่ชนิดใช้แล้วทิ้ง ว่ามีการทำงานอย่างไร

 

แบตเตอรี่เครื่องช่วยฟัง ชนิดใช้แล้วทิ้ง


      แบตเตอรี่เครื่องช่วยฟัง หรือถ่านเครื่องช่วยฟัง (Hearing Aid Batteries) ในปัจจุบันเป็นแบบชนิด Zinc Air โดยตัวของแบตเตอรี่เองจะสร้างประจุไฟจากออกซิเจนในอากาศ

       เมื่อดึงสติ๊กเกอร์ออกจากแบตเตอรี่แล้ว ควรวางแบตเตอรี่ทิ้งไว้ประมาณ 1 – 2 นาที เพื่อให้อากาศเข้าไปทำปฏิกิริยากับสังกะสีที่อยู่ภายในก้อนแบตเตอรี่ให้เกิดการสร้างประจุไฟขึ้น แล้วจึงนำแบตเตอรี่ใส่เข้ากับเครื่องช่วยฟัง

 

      แบตเตอรี่หรือถ่านเครื่องช่วยฟังแบบ Zinc-Air เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รีไซเคิลได้ และให้กระแสไฟที่สม่ำเสมอ กำลังไฟขนาด 1.4 – 1.45 โวลต์

 

หมายเหตุ ไม่แนะนำให้ใช้แบตเตอรี่หรือถ่านนาฬิกา ถ่านไฟฉาย เนื่องจากกำลังไฟ 1.5 โวลต์ จะทำให้เครื่องช่วยฟังได้รับกระแสไฟแรงเกินไป อาจทำให้ภาคขยายสัญญาณ (Amplifier) เสียหายและเครื่องชำรุดได้

 

 

แบตเตอรี่เครื่องช่วยฟัง ชนิดใช้แล้วทิ้ง มีทั้งหมด 4 ขนาด ดังนี้

เบอร์

สี ขนาด (มิลลิเมตร) ประเภทเครื่องช่วยฟัง

อายุการใช้งานเฉลี่ย (วัน)

A 10

เหลือง

5.8 x 3.6

แบบในช่องหู (ITE; CIC)

3 – 7

A 312

น้ำตาล

7.9 x 3.6

แบบลำโพงในช่องหู (MiniRITE, ITC)

3 – 10

A 13

ส้ม

7.9 x 5.4

แบบทัดหลังหูและในช่องหู (BTE, ITE)

6 – 14

A 675

ฟ้า

11.6 x 5.4

แบบทัดหลังหูกำลังขยายสูง (High Power BTE)

9 – 20

 

แบตเตอรี่เครื่องช่วยฟัง ถ่านเครื่องช่วยฟัง

“เบอร์ และสีสติ๊กเกอร์ เป็นมาตรฐานสากลของแบตเตอรี่เครื่องช่วยฟัง” ท่านผู้ใส่เครื่องช่วยฟังสามารถใช้วิธีการจำแบตเตอรี่จาก “เบอร์ หรือ สีสติ๊กเกอร์” จากแบตเตอรี่ที่ใช้อยู่ได้

 

      อายุการใช้งานเฉลี่ยของแบตเตอรี่เครื่องช่วยฟัง ขึ้นอยู่กับชั่วโมงในการสวมใส่ ขนาดของแบตเตอรี่และกำลังไฟที่เครื่องช่วยฟังต้องการ โดยทั่วไปแบตเตอรี่เครื่องช่วยฟังขนาดเล็กจะมีอายุการใช้งานที่สั้นกว่าแบตเตอรี่ขนาดใหญ่

 

 

หากประสบปัญหาอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่สั้นลง โปรดอ่านคู่มือการใช้งานหรือติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องช่วยฟัง เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างทำงานได้อย่างถูกต้อง

 

 

 

สอบถาม หรือสั่งซื้อแบตเตอรี่เครื่องช่วยฟัง

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111

ช้อปออนไลน์ บน Shopee :
Call-Button-Intimex chiangmai  Facebook button  Line button

โรคประจำตัวเสี่ยงต่อการได้ยิน

      ปัจจุบันคนไทยมีสถิติการป่วยทั้งแบบเรื้อรังและไม่เรื้อรังเพิ่มมากขึ้น โดยสาเหตุหลักของการเจ็บป่วยนั้นเกิดจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การรับประทานของทอด ของมัน ของหวาน หรือรสจัดเกินไป การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงความเครียดสะสมจากการทำงาน และพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา จนเกิดเป็นโรคเรื้อรัง หรือโรคประจำตัว ซึ่งปัจจุบันคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ป่วยและมีโรคประจำตัว

 

โรคประจำตัว คือ โรคที่ติดตัวผู้ป่วย ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ในทางการแพทย์หมายถึง โรคเรื้อรังที่ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาและอยู่ในความดูแลและควบคุมของแพทย์อย่างต่อเนื่อง

 

      โรคประจำตัวที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการได้ยิน ทำให้การได้ยินมีโอกาสลดลงได้นั้น คือ โรคประจำตัวที่เกี่ยวข้องกับระบบไหลเวียนโลหิต ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคไต

จากการวิจัยพบว่า โรคเบาหวานส่งผลกระทบต่อการสูญเสียการได้ยินมากกว่าการเปลี่ยนแปลงตามวัย การได้รับเสียงดังเกินไป และปัจจัยอื่นๆ อีกด้วย (LermanGarber, et al., 2012)

   โดยเฉพาะโรคเบาหวาน โรคที่ส่งผลให้ผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากกว่าปกติ ถ้าหากไม่มีการควบคุมในเรื่องของการรับประทานอาหาร และดูแลรักษาสุขภาพอย่างถูกวิธี ปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเป็นเวลานาน จะส่งผลต่อหลอดเลือดที่ทำหน้าที่ลำเลียงสารอาหารไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกายแข็งและหนาตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะลดลง และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต โรคตา โรคของระบบประสาท รวมถึงโรคของหลอดเลือดส่วนปลาย

 

        ทั้งนี้เนื่องจากภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิวิทยาในระดับหลอดเลือดขนาดเล็ก และประสาทรับความรู้สึก ทำให้มีผลต่อจอประสาทตา ไต และปลายประสาท รวมทั้งหลอดเลือดฝอยและเซลล์ประสาทรับความรู้สึกของหูชั้นใน

 

       ดังนั้น ผู้มีโรคประจำตัวดังกล่าว ควรควบคุมโรคให้ดี เพราะโรคเหล่านี้จะทำให้เลือดไปเลี้ยงประสาทหูน้อยลง และทำให้ประสาทรับเสียงเสื่อมมากขึ้นหรือเร็วขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น

 

 

ปรึกษาปัญหาการได้ยิน ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

วิตามินบี กับการได้ยิน

 

      วิตามิน มีบทบาทสำคัญช่วยในการขับเคลื่อนให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติ เมื่อเราบริโภคอาหารซึ่งมีวิตามินเป็นส่วนประกอบ วิตามินจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย เพื่อใช้ในการเสริมสร้างและซ่อมแซมอวัยวะส่วนที่สึกหรอต่างๆ ของร่างกาย

 

      วิตามินบี (B Vitamin) เป็นหนึ่งในวิตามินชนิดที่ละลายในน้ำได้ มีหลากหลายชนิด แต่ละชนิดจะทำงานเสริมประสิทธิภาพซึ่งกันและกัน ดังนั้นการรับประทานวิตามินบีให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด ควรรับประทานควบคู่กันไปหรือเลือกรับประทาน วิตามินบีรวม (Vitamin B-Complex) เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดแก่ร่างกาย วิตามินบีรวม ประกอบด้วย บี1 บี2 บี3 บี5 บี6 บี7 บี9 และ บี12 มีประโยชน์ ดังนี้

 

วิตามินบีรวม (B-Complex, B-Mix)

ช่วยเสริมสร้างระบบประสาทหู ได้อย่างไร?


อาหาร แหล่งรวมวิตามินบี

  • วิตามินบี 1 (ไทอะมีน) มีส่วนสำคัญในการช่วยบำรุงระบบประสาท สมอง กล้ามเนื้อ และการทำงานของหัวใจ บรรเทาอาการเมารถ เรือ เครื่องบิน ลดอาการเจ็บปวดและเหน็บชา
  • วิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน) ช่วยบำรุงผิวพรรณ เส้นผม และเล็บ มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างการเจริญเติบโตและระบบสืบพันธุ์ บำรุงสายตา บรรเทาอาการปวดศีรษะจากไมเกรน
  • วิตามินบี 3 (ไนอะซิน) ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ลดความดันโลหิต บรรเทาอาการปวดศีรษะจากไมเกรน ลดอาการวิงเวียนศีรษะของโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน รักษาอาการร้อนในและกลิ่นปาก บำรุงผิวพรรณ และช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
  • วิตามินบี 5 (กรดแพนโทเทนิก) ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายความตึงเครียด นอนหลับได้ดีขึ้น จำเป็นต่อการผลิตฮอร์โมนและการทำงานของสมอง บรรเทาอาการข้ออักเสบ รักษาอาการมือเท้าเหน็บชา ลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์
  • วิตามินบี 6 (ไพริด็อกซิน) ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกายให้แข็งแรง ชะลอวัย ป้องกันการเกิดนิ่วในไต ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ป้องกันโรคทางประสาท และโรคผิวหนังหลายชนิด ลดอาการกล้ามเนื้อหดเกร็ง
  • วิตามินบี 7 (ไบโอติน) บำรุงรักษาเส้นผม หนังศีรษะล้าน และเล็บ บรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ผดผื่นคัน ผิวหนังอักเสบ ช่วยในการเผาผลาญไขมันและโปรตีน ช่วยป้องกันโรคซึมเศร้า เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย
  • วิตามินบี 9 (กรดโฟลิก) ช่วยบำรุงผิวพรรณ ป้องกันแผลร้อนใน พยาธิในลำไส้ และอาการแพ้  ลดความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ ภาวะซีดหรือโลหิตจาง ลดความเสี่ยงการให้กำเนิดทารกที่มีความบกพร่องตั้งแต่กำเนิด
  • วิตามินบี 12 (โคบาลามิน) บำรุงระบบประสาท ทำให้ระบบประสาทแข็งแรง เพิ่มสมาธิ ความจำ และการทรงตัว ลดความเครียด เพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย และสามารถทำให้ร่างกายนำไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตไปใช้ได้อย่างเหมาะสม

 


แหล่งอาหารที่อุดมด้วย “วิตามินบีรวม”   ได้แก่

อาหาร วิตามินบี

โฮลวีต รำข้าว ข้าวไม่ขัดสี ข้าวโอ๊ต จมูกข้าวสาลี ธัญพืชไม่ขัดสี บริเวอร์ยีสต์ ชีส ผักใบเขียว ถั่ว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง วอลนัต โยเกิร์ต เนื้อสัตว์ (หมู ไก่ ปลา) เนื้อไม่ติดมัน นม ไข่ ตับ ไต หัวใจ กากน้ำตาล เนย แครอท แคนตาลูป อะโวคาโด อินทผลัม ลูกพรุน มะเดื่อฝรั่ง กะหล่ำปลี ฟักทอง เอพริคอต


การได้รับวิตามินบีครบถ้วนทุกชนิดในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบประสาท และความสมบูรณ์ของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย

 

 

ความเครียดจากการใช้ชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ร่างกายขาดวิตามินบีได้

 

 

ปรึกษาปัญหาการได้ยินเพิ่มเติม ได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai

ประสาทหูเทียม (สำหรับเด็ก)

 

ผู้เข้ารับการผ่าตัดประสาทหูเทียม

กรณีเด็ก มีหลักเกณฑ์เบื้องต้น ดังนี้


  • หูหนวก ทั้ง 2 ข้าง (สูญเสียการได้ยินตั้งแต่ระดับ 80 เดซิเบลขึ้นไป – ABR, ASSR ระดับ 90 เดซิเบลขึ้นไป)
  • อายุแรกเกิด ถึง 4 ปี ที่ไม่รับรู้เสียงพูด และไม่มีพัฒนาการด้านทักษะการฟัง การพูด และภาษา (สำหรับมูลนิธิ เด็กต้องอายุไม่เกิน 3 ขวบ)
  • อายุมากกว่า 5 ปี แต่ยังจำแนกคำพูดได้น้อยกว่า 50% ไม่ได้ประโยชน์จากการใส่เครื่องช่วยฟัง
  • ผู้ปกครองต้องทุ่มเท เอาใจใส่ และส่งเสริมการมีพัฒนาการทางด้านทักษะการฟัง และการพูดของเด็กเป็นอย่างดี

หมายเหตุ : อายุ ไม่ได้ระบุแน่ชัด ขึ้นอยู่กับการประเมินความพร้อมก่อนการผ่าตัดของทีมแพทย์ และการประเมินความพร้อมของครอบครัวในการฟื้นฟูภายหลังการผ่าตัด

          สำหรับความคาดหวังของการผ่าตัดประสาทหูเทียมในเด็กนั้น ผู้ปกครองจะเป็นผู้คาดหวังในการผ่าตัดเสียส่วนใหญ่ว่า หลังจากการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมแล้วเด็กจะต้องได้ยินและมีพัฒนาการตามช่วงวัยเหมือนเด็กปกติทั่วไป ซึ่งความเป็นจริงแล้ว สำหรับเด็กที่มีการสูญเสียการได้ยินแต่กำเนิด การรับรู้และพัฒนาการของเด็กจะช้ากว่าเด็กปกติ

    และเมื่อเข้ารับการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียม พัฒนาการของเด็กจะพัฒนาได้ช้าหรือเร็วนั้น ขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของผู้ปกครองและความพร้อมของตัวเด็กเอง

 

 

          ดังนั้นหลังจากการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียม ผู้ปกครองจำเป็นต้องให้การสนับสนุนและส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก ให้ความสำคัญกับการฝึกฟัง ฝึกพูด เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการให้เด็กเติบโตอย่างสมวัย (กรณีเด็กที่ทำการผ่าตัดใส่ประสาทหูเทียมแล้วไม่ได้รับการฝึกฟัง ฝึกพูด อาจทำให้เด็กเลือกใช้ภาษามือ และท่าทางแทนการสื่อสารด้วยภาษาพูด)

 

การสูญเสียการได้ยินเป็นเวลานาน ส่งผลต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กได้ และควรได้รับการฟื้นฟู ไม่เกิน 6 เดือน

 

สอบถามข้อมูลเทคโนโลยีประสาทหูเทียมเพิ่มเติมได้ที่

ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
คุยเฟสบุ๊ค: m.me/hearingchiangmai
คุยไลน์: line.me/ti/p/%40hearingchiangmai