เมื่อ สูญเสียการได้ยิน วัยทำงาน จะรับมือปัญหานี้อย่างไร เมื่อเราต้องพูดคุยสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า ติดต่อประสานงานภายนอกองค์กร ปัจจุบันมีเทคโนยีช่วยการได้ยิน
เมื่ออุปสรรคการ สูญเสียการได้ยิน วัยทำงาน ส่งผลต่อศักยภาพการทำงาน ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์เข้าใจถึงความท้าทายที่มาพร้อมกับความบกพร่องทางการได้ยินนี้ และ
หลายคนอาจมีข้อสงสัย….
หูทั้งสองข้าง ได้ยินเท่ากันหรือไม่? เท้าข้างหนึ่งของคุณมักจะใหญ่กว่าอีกข้างหนึ่งเล็กน้อย เช่นเดียวกับสายตาที่สั้นหรือยาวกว่ากันเล็กน้อย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หูข้างหนึ่งอาจได้ยินดีกว่าอีกข้างหนึ่ง แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย
¹งานวิจัยค้นพบว่า เด็กที่มีความบกพร่องทางหูขวา มีปัญหาในการเรียนในโรงเรียนมากกว่าเด็กที่สูญเสียการได้ยินในหูซ้าย
หูซ้าย และหูขวา
หูทั้งสองข้าง รับรู้เสียงแตกต่างกัน
¹Yvonne Sininger, Ph.D. ศาสตราจารย์ด้านศัลยศาสตร์ศีรษะและคอ แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิส ร่วมกับทีมงาน ได้ทำการศึกษาการได้ยินของทารกแรกเกิดมากกว่า 3,000 ราย ก่อนออกจากโรงพยาบาล พวกเขาพบว่า หูข้างซ้ายปรับเข้ากับเสียงดนตรีได้ดีกว่า และหูข้างขวารับเสียงคล้ายเสียงพูดได้ดีกว่า
การวิจัยชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างที่เริ่มต้นที่หู “เราคิดเสมอว่าหูซ้ายและขวาของเราทำงานในลักษณะเดียวกัน” Sininger กล่าว ด้วยเหตุนี้ เรามักจะคิดว่ามันไม่สำคัญว่าหูข้างไหนที่มีความบกพร่องในตัวบุคคล ตอนนี้เราเห็นว่ามันอาจมีความหมายอย่างลึกซึ้งต่อพัฒนาการทางการพูดและภาษาของแต่ละคน
การค้นพบนี้จะช่วยให้แพทย์ พัฒนาการพูดและภาษาในทารกแรกเกิดที่มีความบกพร่องทางการได้ยินและฟื้นฟูผู้ที่สูญเสียการได้ยิน

หูซ้ายจะรับข้อมูลโทนเสียงต่างๆ เสียงดนตรี อารมณ์ และสัญชาตญาณได้ดีกว่า ในขณะที่หูขวาจะรับเสียงคำพูดและตรรกะได้ดีกว่า
นั่นอาจอธิบายได้ว่า…
³ผู้ที่สูญเสียการได้ยินในหูข้างซ้ายมาก อาจพบว่าตัวเองไม่สามารถเข้าใจอารมณ์หรือการโต้เถียงของสมาชิกในครอบครัวได้น้อยลง ในขณะที่ผู้ที่สูญเสียการได้ยินในหูข้างขวามาก อาจสูญเสียความสามารถในการให้เหตุผลเชิงตรรกะบางส่วน หรือการแยกแยะสิ่งต่างๆ ลดลง
ซึ่งตรงข้ามกับสมองของมนุษย์เรา กล่าวคือ…
²สมองซีกซ้าย (Left Hemisphere) จะทำหน้าที่เกี่ยวกับการคิดเชิงตรรกะเหตุผล การมีวิจารณญาณ ตัวเลข ภาษา และสมองซีกขวา (Right Hemisphere) จะทำหน้าที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ การจินตนาการ ดนตรี ศิลปะ อารมณ์
สอดคล้องกับงานวิจัย ในปี ค.ศ. 1960 ของ Roger W. Sperry ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย ได้ศึกษาสมองสองซีกของมนุษย์ และค้นพบว่า สมองทั้งสองซีกจะทำงานกลับข้างกัน สมองซีกซ้ายจะควบคุมการทำงานของร่างกายทางด้านขวา และสมองซีกขวาจะควบคุมการทำงานของร่างกายทางด้านซ้าย

การทำงานของสมอง และการรับเสียงของหู
¹นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์ Cone-Wesson แห่งมหาวิทยาลัยแอริโซนา ผู้วิจัยร่วมกับ Sininger ยังอธิบายว่า “หากบุคคลใดหูหนวกอย่างสมบูรณ์ การค้นพบของเราอาจเสนอแนวทางแก่ศัลยแพทย์ในการใส่ประสาทหูเทียมในหูข้างซ้ายหรือข้างขวาของแต่ละคน และมีอิทธิพลต่อวิธีตั้งโปรแกรมประสาทหูเทียมหรือเครื่องช่วยฟังเพื่อประมวลผลเสียง” Cone-Wesson อธิบาย “โปรแกรมประมวลผลเสียงสำหรับอุปกรณ์ช่วยฟังสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับหูแต่ละข้างได้ เพื่อให้ได้สภาวะที่ดีที่สุดสำหรับการได้ยินเสียงคำพูดหรือเสียงดนตรี”
การให้ข้อมูลของคุณกับผู้เชี่ยวชาญด้านการได้ยินและเครื่องช่วยฟัง จะเป็นประโยชน์สำหรับการเลือกอุปกรณ์เครื่องช่วยฟังที่เหมาะสม รวมถึงการปรับแต่งเสียงเพื่อการใช้งานเครื่องช่วยฟังของคุณให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ทดสอบการได้ยิน ปรึกษาการเลือกเครื่องช่วยฟัง
ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
Facebook : hearingchiangmai
Line : @hearingchiangmai
ขอขอบคุณข้อมูล : ¹University Of California – Los Angeles, Left And Right Ears Not Created Equal As Newborns Process Sound. ScienceDaily. [2004, Sep10]., ²กลไกสมองสองซีกกับความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์. ปัญจนาฏ วรวัฒนชัย, 2559, healthyhearing.com
หูเริ่มไม่ได้ยิน หรือหูตึง ผู้คนส่วนใหญ่มักมองหาเครื่องช่วยฟังที่มีขนาดเล็ก เนื่องจากรู้สึกอาย ไม่มั่นใจ ไม่อยากให้คนอื่นเห็น และในปัจจุบันเครื่องช่วยฟังขนาดเล็กมีอยู่ด้วยกันหลากหลายรูปแบบ หลากหลายขนาด ทั้งนี้แล้วการเลือกเครื่องช่วยฟังขนาดเล็กควรดูกำลังขยายของเครื่อง ว่าเหมาะสมกับระดับการได้ยินของตัวคุณเองหรือไม่
เครื่องช่วยฟัง ขนาดเล็ก
มีรูปแบบเครื่องเป็นอย่างไร เหมาะกับระดับการได้ยินแบบไหนบ้าง

เครื่องช่วยฟัง ขนาดเล็ก แบบในช่องหู CIC
เมื่อพูดถึงเครื่องช่วยฟัง ขนาดเล็ก เรามักจะนึกถึงเครื่องช่วยฟังที่ใส่เข้าไปในช่องหู เนื่องจากเครื่องมีขนาดเล็กใส่แล้วไม่มีใครมองเห็น และเครื่องช่วยฟังแบบในช่องหูนี้ มีด้วยกันทั้งหมด 4 รูปแบบ ได้แก่
▪ Invisible in the canal (IIC)
▪ Completely in the canal (CIC)
เครื่องช่วยฟังขนาดเล็ก แบบในช่องหู ถูกออกแบบให้มีหลากหลายขนาด หลากหลายรูปแบบ เพื่อรองรับระดับการได้ยินและไลฟ์สไตล์ของผู้สวมใส่
4 รูปแบบ เครื่องช่วยฟัง ขนาดเล็ก
แบบในช่องหู
เครื่องช่วยฟัง ขนาดเล็ก แบบในช่องหู มีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป เช่น ขนาด คุณสมบัติเครื่อง และกำลังขยายในการรองรับระดับการสูญเสียการได้ยิน เป็นต้น

▪ Invisible in the canal (IIC)
เครื่องช่วยฟังแบบในช่องหู IIC เล็กที่สุดในบรรดาเครื่องช่วยฟังรูปแบบทั้งหมด เหมาะสำหรับผู้ที่หูตึงเล็กน้อยถึงหูตึงปานกลาง หรืออยู่ในเกณฑ์การสูญเสียการได้ยินในระดับ 26 – 55 เดซิเบล (Mild – Moderate Hearing loss)
ข้อดี : เครื่องขนาดเล็กกะทัดรัด ซ่อนอยู่ในรูหู น้ำหนักเบา ไม่มีสายเกะกะ ใช้งานคล่องตัว
ข้อเสีย : ไม่มีปุ่มสำหรับการเพิ่ม-ลดเสียง หรือปุ่มเปลี่ยนโปรแกรม กำลังขยายจำกัด การหยิบจับใช้งานอาจไม่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ
▪ Completely in the canal (CIC)

เครื่องช่วยฟัง ขนาดเล็ก แบบในช่องหู ITC
เครื่องช่วยฟัง แบบในช่องหู CIC เหมาะสำหรับผู้ที่หูตึงเล็กน้อยถึงหูตึงปานกลาง หรืออยู่ในเกณฑ์การสูญเสียการได้ยินในระดับ 26 – 55 เดซิเบล (Mild – Moderate Hearing loss)
ข้อดี : เครื่องมีขนาดเล็ก ซ่อนอยู่ในรูหู น้ำหนักเบา ไม่มีสายเกะกะ ใช้งานคล่องตัว
ข้อเสีย : ปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่มเปลี่ยนโปรแกรม สามารถเพิ่มได้เฉพาะในบางรุ่น ฟังก์ชันการทำงานมีน้อย การหยิบจับใช้งานอาจไม่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ
▪ In the canal (ITC)

เครื่องช่วยฟัง ขนาดเล็ก แบบในช่องหู ITC
เครื่องช่วยฟัง แบบในช่องหู ITC เหมาะสำหรับผู้ที่หูตึงเล็กน้อยถึงหูตึงมาก หรืออยู่ในเกณฑ์การสูญเสียการได้ยินในระดับ 26 – 70 เดซิเบล (Mild – Moderately Severe Hearing loss)
ข้อดี : เครื่องมีขนาดเล็ก อยู่ในช่องหู ใช้งานคล่องตัว สามารถเพิ่มปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่มเปลี่ยนโปรแกรม เชื่อมต่ออุปกรณ์แบบไร้สายได้ในบางรุ่น ฟังก์ชันการทำงานและการใช้งานสอบถามผู้จำหน่ายเพิ่มเติม
ข้อเสีย : เครื่องมีขนาดใหญ่กว่า IIC และ CIC มองเห็นได้ในบางส่วน
▪ In the ear (ITE) ; In the ear full shell (ITE FS), In the ear half shell (ITE HS)

เครื่องช่วยฟัง ขนาดเล็ก แบบในช่องหู ITE FS
เครื่องช่วยฟัง แบบในช่องหู ITE เหมาะสำหรับผู้ที่หูตึงเล็กน้อยถึงหูตึงรุนแรง หรืออยู่ในเกณฑ์การสูญเสียการได้ยินในระดับ 26 – 90 เดซิเบล (Mild – Severe Hearing loss)
ข้อดี : เครื่องใส่ในช่องหู ใช้งานคล่องตัว มีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่มเปลี่ยนโปรแกรม เชื่อมต่ออุปกรณ์แบบไร้สายได้ในบางรุ่น ฟังก์ชันการทำงานมีให้เลือกหลากหลาย สอบถามผู้จำหน่ายเพิ่มเติม
ข้อเสีย : เครื่องมีขนาดค่อนข้างใหญ่ มองเห็นได้
การเลือกเครื่องช่วยฟังขนาดเล็ก แบบในช่องหู ไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน หรือทุกคนจะใส่เครื่องขนาดเล็กๆ ได้ เนื่องจากเครื่องช่วยฟังแบบในช่องหูมีข้อจำกัด เช่น กำลังขยายเครื่อง ลักษณะช่องหู เป็นต้น
ปรึกษาระดับการได้ยิน และการเลือกเครื่องช่วยฟัง
ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
Facebook : m.me/hearingchiangmai
Line : line.me/ti/p/%40hearingchiangmai
ขอขอบคุณข้อมูล : bernafon
การสูญเสียการได้ยินในเด็ก มักจะตรวจพบได้ด้วยการตรวจคัดกรองการได้ยินของทารกแรกเกิดหลังคลอด (OAE) ประมาณ 2 วัน และพ่อแม่บางรายอาจตรวจพบการสูญเสียการได้ยินของลูกในภายหลังได้
สาเหตุการสูญเสียการได้ยินของทารก
การสูญเสียการได้ยินของทารก ส่วนใหญ่มีสาเหตุ 3 ประการ
1. การติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย
2. ผลข้างเคียงที่เป็นพิษจากยา
3. พันธุกรรม (50 – 60 % ของกรณีการสูญเสียการได้ยินของทารก ตามรายงานของ CDC หลายครั้งที่เด็กที่สูญเสียการได้ยินเกิดจากยีนด้อยในพ่อแม่คนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคน โรคเหล่านี้บางโรคอาจถูกตรวจพบโดยเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจคัดกรองทางพันธุกรรมในระหว่างตั้งครรภ์)
อาการสูญเสียการได้ยิน ในเด็ก
หากพบพฤติกรรมดังต่อไปนี้ อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าลูกของคุณอาจมีปัญหาการได้ยิน

- พัฒนาการด้านการพูดและภาษาล่าช้า
- เด็กไม่สะดุ้ง เมื่อมีเสียงดัง
- เด็กไม่สามารถระบุตำแหน่งของเสียงได้
- ผลงานไม่ดีในโรงเรียน
- ปัญหาพฤติกรรมในโรงเรียน
- การวินิจฉัยความบกพร่องทางการเรียนรู้
โปรดหมั่นสังเกตพฤติกรรมของลูกน้อยเป็นไปตาม พัฒนาการแต่ละช่วงวัย หรือไม่
การตรวจคัดกรองการได้ยิน
ทารกแรกเกิด เด็กเล็ก
การตรวจคัดกรองการได้ยินในทารก หรือเด็กเล็ก สามารถตรวจได้ในสถานพยาบาลที่มีแผนกหู คอ จมูก และวิธีที่นิยมตรวจ มีดังนี้
– Otoacoustic emissions (OAE) การวัดการตอบสนองของทารกที่มีต่อเสียง โดยวัดเสียงสะท้อนของหูชั้นในแต่ละข้าง
– Auditory Brainstem Response (ABR) การตรวจการได้ยินระดับก้านสมอง วัดว่าประสาทหูตอบสนองต่อเสียงอย่างไรผ่านขั้วไฟฟ้าขนาดเล็กที่วางอยู่บนศีรษะของทารก ตรวจในขณะที่ทารกหลับ
หมายเหตุ : ลูกน้อยของคุณจะได้รับการตรวจแบบ ABR ก็ต่อเมื่อการตรวจ OAE ไม่ผ่าน
เมื่อตรวจพบว่า ลูกมีการสูญเสียการได้ยิน
ควรทำอย่างไร?
การสูญเสียการได้ยินถาวรไม่สามารถกู้คืนได้ และมักจะเกี่ยวข้องกับความเสียหายที่เกิดจากประสาทหูหรือเซลล์ขนเล็กๆ ของหูชั้นใน สำหรับคนส่วนใหญ่ ทางเลือกในการรักษาที่ดีที่สุดคือ การใส่เครื่องช่วยฟังอย่างเหมาะสม และในบางกรณี อาจแนะนำการผ่าตัดประสาทหูเทียม

การตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดเป็นวิธีที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยและการรักษาในระยะแรก หากสามารถวินิจฉัยการสูญเสียการได้ยินและดำเนินการรักษาภายใน อายุ 6 เดือน จะทำให้เด็กมีพัฒนาการด้านการพูด ภาษา อารมณ์และสังคมอย่างเหมาะสม
การสูญเสียการได้ยินในเด็ก ไม่ว่าจะทั้งสองข้างหรือข้างเดียว ในระดับเล็กน้อยหรือระดับรุนแรง มีผลต่อพัฒนาการทางภาษาที่ช้ากว่าเด็กที่มีการได้ยินปกติ โดยเฉพาะทักษะการฟังและแยกเสียง รวมถึงทักษะในการรับรู้ และแสดงออกของภาษา เพราะฉะนั้นการได้ยินในวัยเด็ก จึงสำคัญ
หากคุณสงสัยว่า บุตรหลาน หรือคนใกล้ชิดสูญเสียการได้ยิน โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการได้ยินหรือนักโสตสัมผัสวิทยาใกล้บ้านคุณ ยิ่งคุณได้รับการรักษาเร็วเท่าไหร่ ผลลัพธ์ของคุณก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น
ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่ ยินดีให้คำปรึกษาด้านการได้ยิน
โทร: 053-271533, 089-0537111
Facebook : m.me/hearingchiangmai
Line : line.me/ti/p/%40hearingchiangmai
ขอขอบคุณข้อมูล : healthyhearing.com, หนังสือคำแนะนำการคัดกรอง การได้ยินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย [หน้า 14, 2562]
สิ่งแรกที่คุณควรทำ คือ
หยุดใช้งานทันที และนำแบตเตอรี่ออก หลังจากนั้นหาวิธีทำให้เครื่องแห้ง
อย่ามัวรีรอ หรือตื่นตกใจ ให้คุณรีบนำแบตเตอรี่ออกจากเครื่องโดยเร็ว เพื่อป้องกันแผงวงจรและสายไฟภายในเครื่องช่วยฟังเกิดการช็อต และสร้างความเสียหายมหาศาลให้กับเครื่องช่วยฟังของคุณ

ความชื้น เป็นสาเหตุทำให้เครื่องช่วยฟังทำงานผิดปกติ หากคุณไม่มั่นใจว่าเครื่องช่วยฟังของคุณนั้นแห้งสนิท โปรดอย่าพยายามใส่แบตเตอรี่เป็นอันขาด
เรามี 3 วิธี ที่จะช่วยให้เครื่องช่วยฟังของคุณแห้ง ดังนี้
3 วิธี ทำให้เครื่องช่วยฟังแห้ง
เมื่อเครื่องช่วยฟังเปียกน้ำ
หากเครื่องช่วยฟังของคุณเปียกน้ำสกปรก เช่น น้ำโคลน น้ำทะเล ให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาด และเช็ดเครื่องให้แห้ง ก่อนปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังต่อไปนี้
วิธีที่ 1 การเป่าลม หรือผึ่งลม

วิธีที่ง่ายที่สุด ในการทำให้เครื่องช่วยฟังแห้ง คือ การเป่าลม หรือผึ่งลม ไม่ว่าจะเป็นลมจากพัดลม ลูกยางเป่าลม เครื่องเป่าลม หรือไดร์เป่าผม จะต้องเป็นโหมดลมเย็นเท่านั้น วางเครื่องช่วยฟังไว้ในที่แห้ง เปิดรังถ่านออกและทำการเป่าลม หรือผึ่งลมจนกว่าจะแห้ง
วิธีที่ 2 ใช้สารดูดความชื้น เครื่องช่วยฟัง

หลังจากที่คุณเป่าลมจนแห้งแล้ว หรือกรณีที่คุณไม่มีอุปกรณ์ในการเป่าลม
คุณสามารถใช้สารดูดความชื้น ช่วยดูดความชื้นออกจากเครื่องช่วยฟัง โดยการเปิดรังถ่านเครื่องช่วยฟังทิ้งไว้ นำเครื่องช่วยฟังวางลงในภาชนะที่บรรจุสารดูดความชื้น พร้อมปิดฝาภาชนะให้สนิท เพื่อให้สารดูดความชื้นทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและไม่ดูดความชื้นจากภายนอกเข้ามา วางทิ้งไว้ 24 – 48 ชั่วโมง หรือจนกว่าจะแห้งสนิท
หมายเหตุ : ใดๆ เลย หากคุณไม่มีสารดูดความชื้น คุณสามารถนำเครื่องใส่ในถังข้าวสารแบบวิธีดั้งเดิมได้ ให้คุณปิดฝาทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง เม็ดข้าวจะช่วยดูดซับน้ำ
วิธีที่ 3 ใช้เครื่องอบไล่ความชื้นเครื่องช่วยฟัง

วิธีที่ดีที่สุด หากบ้านของคุณมีเครื่องอบไล่ความชื้นเครื่องช่วยฟัง หลังจากเช็ดเครื่องหรือเป่าลมแล้ว คุณสามารถนำเครื่องช่วยฟังของคุณเปิดรังถ่าน และวางลงไปในเครื่องอบไล่ความชื้นนี้ได้เลย
เครื่องอบจะทำให้เครื่องช่วยฟังของคุณแห้งและไล่ความชื้นออกจากตัวเครื่อง ทั้งนี้คุณสามารถอบทิ้งไว้ได้ตลอดทั้งคืน
หมายเหตุ : เครื่องอบไล่ความชื้นสำหรับเครื่องช่วยฟังมีหลากหลายแบบ เพื่อการอบเครื่องไล่ความชื้นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โปรดมองหาเครื่องอบที่มีพัดลมระบายอากาศ มีการใช้งานร่วมกับก้อนดูดความชื้น เครื่องอบทั่วไปส่วนใหญ่ทำงานโดยใช้ความร้อนอบเครื่องให้แห้งเท่านั้น จะไม่มีพัดลมระบายอากาศและการใช้สารดูดความชื้นร่วมด้วย
การทำให้เครื่องช่วยฟังแห้ง ปราศจากความชื้น จะช่วยยืดอายุการใช้งานเครื่องช่วยฟัง

Warning สิ่งที่ไม่ควรทำ เมื่อเครื่องช่วยฟังเปียกน้ำ
! การทิ้งแบตเตอรี่ไว้ในเครื่องช่วยฟัง ทั้งนี้อาจสร้างความเสียลุกลามไปยังชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ภายในเครื่องช่วยฟังได้
! การใช้ความร้อนสูงทำให้แห้ง เช่น การนำเครื่องช่วยฟังเข้าไมโครเวฟ เครื่องช่วยฟังไม่ได้ออกแบบมาให้ทนความร้อน ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ภายในเครื่องอาจถูกหลอมละลาย เกิดความเสียหายได้ หรือแม้แต่ไดร์เป่าผมในโหมดลมร้อน การวางเครื่องช่วยฟังตากแดด ก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน
ข้อควรรู้ : อุณหภูมิในการเก็บรักษา -25°C ถึง +60°C ระดับความชื้นสัมพัทธ์ 5% ถึง 93%
หากคุณปฏิบัติตามวิธีการดังกล่าวแล้ว เครื่องช่วยฟังของคุณยังคงไม่ทำงานหรือทำงานผิดปกติ แนะนำให้นำเครื่องเข้าตรวจเช็ค ณ ศูนย์บริการเครื่องช่วยฟัง
ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
Facebook : m.me/hearingchiangmai
Line : line.me/ti/p/%40hearingchiangmai
ขอขอบคุณข้อมูล : greentreeaudiology.com, hear-it.org
เมื่อ หู คอ จมูก ส่งผลกับการได้ยิน
หู คอ จมูก อวัยวะที่มีความเชื่อมโยงถึงกัน เมื่ออวัยวะใดอวัยวะหนึ่งมีความผิดปกติเกิดขึ้น อาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะที่เหลือตามมา เช่น อาการหวัดลงคอ มีเสมหะ ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล เป็นไข้ ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัส หรือเป็นหวัดคัดจมูก ไซนัสอักเสบ มักลามไปยังหู มีอาการหูอื้อ ปวดหู เสียงดังในหู เวียนศีรษะบ้านหมุน และในบางรายส่งผลให้การได้ยินลดลง ด้วยเหตุนี้เองผู้บกพร่องทางการได้ยิน จึงควรให้ความสำคัญกับอวัยวะทั้ง 3 ส่วนนี้
ทำไมเมื่อเป็นหวัดแล้วหูอื้อ?
การได้ยินลดลง
บางคนเมื่อเป็นหวัดแล้วมีอาการหูอื้อร่วมด้วย ส่วนใหญ่แล้วมักเกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจลุกลามผ่านท่อปรับความดันของหู ที่เรียกว่า “ท่อยูสเตเชี่ยน” เข้าไปยังหูชั้นกลาง ท่อนี้จะเชื่อมระหว่างโพรงจมูก หูชั้นกลาง และคอหอย ปรับความดันอากาศระหว่างหูชั้นกลางและอากาศภายนอกให้มีความสมดุล

เมื่อท่อปรับความดันเกิดการอักเสบบวม ทำให้ปิดกั้นช่องทางการระบายเมือกหรือสารคัดหลั่ง ของเหลวเกิดการคั่งอยู่ในหูชั้นกลาง ส่งผลให้หูชั้นกลางติดเชื้อ และก่อให้เกิดอาการหูอื้อ หรือมีเสียงในหู ปวดหู และการได้ยินลดลง เนื่องจากมีของเหลวขัดหวางการทำงานของกระดูกนำเสียง (ค้อน ทั่ง และโกลน)
ทำอย่างไร? การได้ยินจะกลับมาปกติ และหูหายอื้อ

ผู้มีอาการหวัดแล้วหูอื้อ มีเสียงในหู การได้ยินลดลง ควรปฏิบัติตัวตามแพทย์สั่ง พักผ่อนให้เพียงพอ และที่สำคัญไม่ควรเครียด เนื่องจากความเครียดสัมพันธ์กับอาการของหู
เมื่อหายจากอาการหวัดแล้ว อาการของหู หูอื้อ เสียงในหู ปวดหู และการได้ยิน ก็จะเริ่มดีขึ้น แต่หากผ่านไปหลายสัปดาห์อาการหูยังไม่ดีขึ้น แนะนำให้พบแพทย์เพื่อตรวจดูความผิดปกติ
โรคหูคอจมูกที่มีความซับซ้อน การดูแลรักษาจะดูแลโดยแพทย์เฉพาะทางที่เรียกว่า “แพทย์หูคอจมูก” โดยแพทย์เฉพาะทางจะอยู่ในหน่วยงานที่เรียกว่า “แผนกหูคอจมูก หรือ โสต ศอ นาสิก” Otorhinolaryngology มีหน้าที่ดูแล เช่น ปัญหาการได้ยิน หูตึง ขี้หูอุดตัน น้ำเข้าหู หินปูนเกาะ
หากพบว่า การได้ยินลดลง ท่านสามารถเข้ารับการตรวจการได้ยิน
ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
Facebook : m.me/hearingchiangmai
Line : line.me/ti/p/%40hearingchiangmai
ขอขอบคุณข้อมูล : wikipedia.org [2013, Nov7]., mayoclinic.org, amazonaws.com
ทำไมต้องตรวจการได้ยิน?
การตรวจการได้ยินสำคัญอย่างไร?
คนเราใช้หูในการรับฟัง การจะพูดคุยหรือสื่อสารได้ดีนั้นหูจะต้องได้ยินก่อน โดยมากแล้วการได้ยินของคนเรามักจะลดลงตามอายุและอีกหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการฟังเสียงดังเกินไป การรับประทานยาที่มีผลต่อระบบประสาทหู โรคประจำตัว เป็นต้น
ตรวจการได้ยิน หรือทดสอบการได้ยิน (Hearing Test) จะช่วยให้ทราบระดับการได้ยินว่าอยู่ในระดับใด อยู่ในเกณฑ์การได้ยินปกติดีหรือไม่ การตรวจการได้ยินไม่จำเป็นต้องรอให้แพทย์สั่ง สามารถเข้ารับการตรวจได้เมื่อรู้สึกการได้ยินลดลง
5 ระดับ การสูญเสียการได้ยิน
สูญเสียการได้ยิน ระดับเล็กน้อยหรือหูตึงเล็กน้อย ไปจนถึงสูญเสียการได้ยินระดับหูหนวก

ระดับการได้ยินที่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์การได้ยินปกตินั้น ระดับความดังจะต้องไม่เกิน 25 เดซิเบล (dB) แต่หากเมื่อใดที่ต้องใช้ระดับความดังมากกว่า 25 เดซิเบล (dB) ถือว่าเข้าข่ายการได้ยินผิดปกติ หรือเรียกว่า การสูญเสียการได้ยิน บกพร่องทางการได้ยินหรือหูตึงนั่นเอง

การตรวจการได้ยินจะช่วยป้องกันความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่อาจส่งผลให้การได้ยินลดลง เพราะเมื่อใดที่ประสบปัญหาการได้ยิน เมื่อนั้นย่อมส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน กรณีสูญเสียการได้ยินแบบถาวร จะไม่สามารถรักษาให้กลับมาได้ยินดีดังเดิมได้
ปัจจุบันผลตรวจการได้ยินได้ถูกนำมาใช้ประกอบการสมัครงานในบางสายงาน บางตำแหน่ง หรือแม้กระทั่งการสมัครเข้าศึกษาต่อของสถานศึกษาบางแห่ง จำเป็นต้องใช้ในการยื่นประกอบการสมัครด้วย โปรดตระหนักถึงการได้ยินของท่าน
สูญเสียการได้ยินระดับเล็กน้อยถึงรุนแรง ควรใช้ เครื่องช่วยฟัง
สูญเสียการได้ยินระดับหูหนวก ควรได้รับการผ่าตัด ประสาทหูเทียม
หากพบว่าการได้ยินของท่านลดลง แนะนำให้ตรวจการได้ยิน
ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่
โทร: 053-271533, 089-0537111
Facebook : m.me/hearingchiangmai
Line : line.me/ti/p/%40hearingchiangmai
รู้จักกับ ฝุ่นละออง PM 2.5
สารบัญ
- PM 2.5 คืออะไร?
- แหล่งกำเนิด ฝุ่น PM 2.5
- กลุ่มเสี่ยง ที่ได้รับผลกระทบจาก PM 2.5
- อาการผิดปกติ เมื่อสัมผัส PM 2.5
- ดัชนีคุณภาพอากาศ AQI
PM 2.5 คืออะไร?
PM 2.5 (Particulate matters) คือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เทียบกับขนาด 1 ใน 25 ส่วน ของเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผม ขนาดเล็กมากจนสามารถผ่านขนจมูกที่ทำหน้าที่กรองฝุ่นเข้าสู่ทางเดินหายใจไปยังปอดและกระแสเลือดได้โดยง่าย

อีกทั้งตัวฝุ่น PM 2.5 นี้ ยังเป็นพาหะในการนำสารอื่นๆ เข้าสู่ร่างกาย เช่น แคดเมียม ปรอท โลหะหนัก และสารก่อมะเร็ง และเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายจะมีการสร้างสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ (Inflammation) รวมถึงอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นพิษต่อร่างกายขึ้น ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของระบบต่างๆ ในร่างกาย ได้แก่ ระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบประสาทและสมอง เป็นต้น
แหล่งกำเนิด ฝุ่น PM 2.5
มี 2 แหล่งกำเนิดใหญ่ คือ
1. แหล่งกำเนิดโดยตรง ได้แก่ การเผาในที่โล่ง การคมนาคมขนส่ง การผลิตไฟฟ้า อุตสาหกรรมการผลิต
2. การรวมตัวของก๊าซอื่นๆ ในบรรยากาศ ได้แก่ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) และสารก่อมะเร็ง เช่น สารปรอท (Hg), แคดเมียม (Cd), อาร์เซนิก (As) หรือโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs)
กลุ่มเสี่ยงใด? ควรระวัง
ผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่น PM 2.5
ความเสี่ยงต่อการเกิดผลกระทบต่อสุขภาพจะสูงขึ้นในบุคคลบางกลุ่ม ได้แก่ ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด ผู้ป่วยโรคระบบประสาทและสมอง เด็ก ผู้สูงอายุ และสตรีมีครรภ์ รวมถึงผู้ทำกิจกรรมในที่โล่งแจ้ง ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีค่ามลพิษในอากาศสูง หรือเกินค่ามาตรฐาน

- ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ และผู้ป่วยไซนัส อาการอาจกำเริบได้ ซึ่งโรคภูมิแพ้จมูกนี้มีอาการเรื้อรังสามารถส่งผลกระทบไปยังหูชั้นกลางกับช่องจมูก ซึ่งมีท่ออากาศเชื่อมต่อกัน เมื่อท่อเกิดการอุดตัน อากาศที่ถูกกักไว้ภายในจะทำให้รู้สึกปวดหู หูอื้อ และอาจมีมูกขังภายใน จนเกิดการติดเชื้อและเกิดหูชั้นกลางอักเสบ ถ้าเป็นเรื้อรังอาจมีหนองไหลออกจากหูเนื่องจากมีเยื่อแก้วหูทะลุ
- ในสตรีมีครรภ์ พบว่า มีผลกระทบต่อสุขภาพทารกในครรภ์ โดยอาจทำให้เด็กในครรภ์เติบโตช้า (Intrauterine Growth Retardation: IUGR) หรือทารกคลอดก่อนกำหนด (Premature Labor) และเพิ่มการตายปริกำเนิด (Perinatal Mortality) ได้
PM 2.5 อันตราย ในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว
กองระบาดวิทยา¹ กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า จำนวนผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ และหัวใจและหลอดเลือด มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ปริมาณความเข้มข้นของมลพิษอากาศและฝุ่น PM 2.5 สูงขึ้นเช่นกัน
เมื่อพิจารณาผู้ป่วยตามการวินิจฉัยโรคจากรายงานของโรงพยาบาลเครือข่ายเฝ้าระวัง ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล พบว่า ในช่วงที่มีปัญหามลพิษอากาศและฝุ่น PM 2.5 (พฤศจิกายน 2563 – มีนาคม 2564) มีผู้ป่วย ที่เข้ามารับการรักษาจำนวน 2,631 ราย ได้แก่ โรคหอบหืด จำนวน 970 ราย (ร้อยละ 36.87) โรคปอดอุดกั้น เรื้อรัง 912 ราย (34.66) โรคระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ 730 ราย (27.75) และโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน 19 ราย (0.72)
จากการแบ่งกลุ่มอายุ พบว่า กลุ่มอายุระหว่าง 60 ปีขึ้นไป มีการเจ็บป่วยสูงสุด ร้อยละ 44.43 (ดังภาพแผนภูมิ) โดยผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาล เป็นผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวอยู่ก่อน เช่น โรคหอบหืด โรคหลอดลมอักเสบ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ฯลฯ คิดเป็นร้อยละ 52.83 และกลุ่มที่ไม่มีโรคประจำตัว ร้อยละ 47.17 ที่มีอาการป่วยในวันที่มีค่าเฉลี่ยฝุ่น PM 2.5 สูงขึ้น

นอกจากนี้กรมควบคุมโรค² ยังรายงานว่า ฝุ่น PM 2.5 นั้นมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคทางจิตเวช โดย PM2.5 มีผลต่อการอักเสบของหลอดเลือด และระบบประสาท ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของสารสื่อประสาท ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า ภาวะเครียด และการฆ่าตัวตายตามมา
อาการผิดปกติของร่างกาย
เมื่อสัมผัส กับฝุ่น PM 2.5
- ตาแดง บริเวณเปลือกตาบวม ใต้ตาช้ำ สังเกตได้จากสีที่คล้ำขึ้น มีน้ำตาไหลบ่อย ๆ

- ผิวหนังเป็นตุ่มหรือผื่น นูนแดงกระจายไปทั่ว
- ผิวหนังปวดแสบปวดร้อน มีอาการระคายเคือง
- เป็นลมพิษ ถ้าเป็นหนักมากอาจเกิดลมพิษบริเวณใบหน้า ข้อพับ ขาหนีบ
- ทำร้ายเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวอ่อนแอ เหี่ยวย่นง่าย
- รู้สึกคัน แสบ หรือแน่นในโพรงจมูก มีน้ำมูกแบบใส
- ไอ จาม รู้สึกแน่นหน้าอก
- ตัวร้อน มีไข้
ผลกระทบทางสุขภาพระยะยาว ได้แก่ เกิดโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหลอดเลือดและหัวใจเรื้อรัง โรคปอดเรื้อรัง หรือมะเร็งปอด
องค์การอนามัยโลก หรือ World Health Organization (WHO) กำหนดให้ฝุ่น PM2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง
ดัชนีคุณภาพอากาศเท่าไหร่?
ถึงปลอดภัยต่อสุขภาพ
ดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index : AQI) ตามมาตรฐานของ US-EPA 2016 แบ่งเป็น 6 ระดับ คือ ตั้งแต่ 0 ถึง 501 ขึ้นไป ซึ่งแต่ละระดับจะใช้สีเป็นสัญลักษณ์เปรียบเทียบระดับของผลกระทบต่อสุขภาพ
- ดัชนีคุณภาพอากาศ ค่าตั้งแต่ 0 – 50 คุณภาพอากาศจะถูกแสดงเป็นสีเขียว หมายถึง คุณภาพอากาศดี ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ
- ดัชนีคุณภาพอากาศ ค่าตั้งแต่ 51 – 100 คุณภาพอากาศจะถูกแสดงเป็นสีเหลือง หมายถึง คุณภาพปานกลาง มีผลกระทบต่อผู้ที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษ
- ดัชนีคุณภาพอากาศ ค่าสูงกว่า 101 – 150 คุณภาพอากาศจะถูกแสดงเป็นสีส้ม หมายถึง มีผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง (ผู้เป็นโรคหอบหืด ภูมิแพ้ เด็กและผู้สูงอายุ)
- ดัชนีคุณภาพอากาศ ค่าสูงตั้งแต่ 151 – 200 คุณภาพอากาศจะถูกแสดงเป็นสีแดง หมายถึง มีผลกระทบต่อสุขภาพ
- ดัชนีคุณภาพอากาศ ค่าสูงตั้งแต่ 201 – 300 คุณภาพอากาศจะถูกแสดงเป็นสีม่วง หมายถึง มีผลกระทบต่อสุขภาพมาก

เช็คดัชนีคุณภาพอากาศ วันนี้ ; AQI : มาตรฐาน US-EPA , AQI : มาตรฐานไทย
เมื่อค่าดัชนีคุณภาพอากาศสูงกว่า 101 หรือแสดงเป็นสีส้ม แนะนำให้กลุ่มผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว ควรงดกิจกรรมนอกบ้าน หรือหากมีความจำเป็นต้องออกนอกบ้าน ควรสวมหน้ากาก N95 เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่น PM 2.5 ที่เกินค่ามาตรฐาน
ปรึกษาปัญหาการได้ยิน การได้ยินลดลง
ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่ ติดต่อ: 053-271533, 089-0537111
ขอขอบคุณข้อมูล : www.brh.go.th, allwellhealthcare.com, www.daikin.co.th,
¹moph.go.th, ²moph.go.th
www.bangkokpattayahospital.com, www.praram9.com
หากคุณเป็นบุคคลหนึ่งที่ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะท่องเที่ยวแนวธรรมชาติป่าเขา สัมผัสเสียงลม เสียงใบไม้พริ้วไหว เสียงนก หรือท่องเที่ยวทะเล เดินชมหาดทรายสีขาว ฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่ง กิจกรรมทั้งหมดเหล่านี้จะสนุกมากยิ่งขึ้น เพียงคุณเลือกเครื่องช่วยฟังให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณเอง
เลือกเครื่องช่วยฟังอย่างไร?
สำหรับผู้ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยว
เครื่องช่วยฟังมีคุณสมบัติการทำงานที่หลากหลาย การเลือกเครื่องช่วยฟังจึงขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล และถ้าคุณต้องเดินอยู่บ่อยครั้ง ทั้งทางบกโดยรถยนต์ หรือทางอากาศอย่างเครื่องบิน
คุณสมบัติของเครื่องช่วยฟังเหล่านี้จะช่วยให้คุณไม่พลาดช่วงเวลาสำคัญและสนุกกับการเดินทาง ด้วย 3 คุณสมบัติเพื่อการเดินทาง มีดังนี้
3 คุณสมบัติเครื่องช่วยฟัง เพื่อการเดินทาง
1. Conversation in Car
โปรแกรมการฟังในรถยนต์ เมื่อคุณต้องเดินทางโดยมีเพื่อนร่วมทาง หรือเดินทางกับครอบครัวของคุณ
โปรแกรม Conversation in Car นี้ จะช่วยให้คุณรับฟังเสียงคำพูดในห้องโดยสารได้อย่างชัดเจน ให้คุณเพลิดเพลินกับการสนทนาตลอดการเดินทาง
2. Comfort in Airplane
โปรแกรมการฟังที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับเสียงเครื่องบินในห้องโดยสารโดยเฉพาะ
ไม่ว่าเครื่องบินจะ Takeoff Landing หรือระหว่างการเดินทาง ก็ไม่เป็นปัญหารบกวนการฟังของคุณ หรือแม้แต่เสียงประกาศจากกัปตัน เสียงแอร์โฮสเตสที่คอยให้บริการภายในห้องโดยสารก็จะยังคงชัดเจน ให้การเดินทางของคุณเป็นไปอย่างราบรื่น
3. Speech in Noise
โปรแกรมการฟังในสถานที่ที่มีเสียงรบกวน หรือมีคนพลุกพล่าน และแน่นอนว่าเมื่อคุณเดินทางต้องพบปะผู้คนมากมาย เช่น สนามบิน ร้านค้า ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว แหล่งช้อปปิ้ง
โปรแกรม Speech in Noise จะช่วยให้เสียงคำพูดดังกว่าเสียงสภาพแวดล้อม ให้คุณสนทนาโต้ตอบกับคู่สนทนาได้อย่างมั่นใจ และสนุกกับทุกๆ ที่ ที่คุณไป
เพื่อการเดินทางได้อย่างราบรื่น คุณสามารถขอรับคำแนะนำ และเพิ่มโปรแกรมการฟังเพื่อการเดินทางนี้จากผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องช่วยฟังของคุณ

* รายละเอียด ข้อมูลจำเพาะ และคุณสมบัติผลิตภัณฑ์เครื่องช่วยฟังแต่ละรุ่นแตกต่างกัน โปรดศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่น
สอบถามข้อมูลเครื่องช่วยฟัง เพิ่มเติม
ศูนย์สุขภาพการได้ยินอินทิเม็กซ์ เชียงใหม่ ติดต่อ: 053-271533, 089-0537111















